บทที่ 43 เรื่องบังเอิญ
บทที่ 43 เรื่องบังเอิญ
พยาบาลสาวน้อยเงยหน้าขึ้นมา
‘ว้าว’
‘หล่อจัง’
เมื่อเห็นใบหน้าหล่อเหลาที่กำลังขมวดคิ้วด้วยความกังวล ท่าทีในการให้บริการของเธอก็เปลี่ยนจากหลังเท้าเป็นหน้ามือทันที
เธอรีบอธิบายว่า “ผลตรวจไม่มีปัญหาอะไรค่ะ พอดีเมื่อไม่กี่วันก่อน หัวหน้าแผนกจ้าวบอกว่าจะขอยืมผลตรวจของคุณไปใช้เป็นกรณีศึกษา ก็เลยเอาไปเก็บไว้ แล้วสั่งพวกเราไว้ว่าถ้าคุณมาให้ไปหาท่านได้เลยค่ะ”
“เฮ้อ”
ซูอวิ๋นโจวตบหน้าอกเบาๆ โล่งอกไปที นึกว่าจะมีเรื่องร้ายแรงอะไร “แล้วหัวหน้าจ้าวอยู่ที่ห้องไหนครับ?”
“รอสักครู่นะคะ~”
พยาบาลสาวกดโทรศัพท์โทรออก
ครู่ต่อมา
“หัวหน้าจ้าวอยู่ที่ห้องตรวจ 303 ค่ะ คุณเดินไปได้เลย”
“ขอบคุณครับ!”
ซูอวิ๋นโจวกล่าวขอบคุณอย่างสุภาพแล้วเดินตรงไปที่ลิฟต์
ห้องตรวจ 303
แผนกเวชศาสตร์ชาย
เห็นชื่อแผนกแล้ว
ใบหน้าของซูอวิ๋นโจวก็กลับมาเต็มไปด้วยความกังวลอีกครั้ง ทำไมผลตรวจร่างกายของเขาถึงต้องมาอยู่ที่แผนกผู้ชายด้วยล่ะ?
คงไม่มีปัญหาอะไรหรอกมั้ง!
เมื่อคืนถึงแม้ช่วงท้ายจะถอดใจไปบ้าง
แต่จัดไปหลายยกขนาดนั้นก็นับว่าสุดยอดแล้วไม่ใช่เหรอ?!
ผู้ชายร้อยทั้งร้อย พอต้องมาเกี่ยวข้องกับแผนกนี้ ระดับความอ่อนไหวในจิตใจจะพุ่งสูงขึ้นเป็นทวีคูณ
ซูอวิ๋นโจวปรับอารมณ์ให้เป็นปกติก่อนจะเคาะประตูเบาๆ
“ก๊อก ก๊อก”
“เชิญค่ะ!”
เสียงนี้คุ้นหูพิกล พอผลักประตูเข้าไป ก็พบว่าเป็นคนที่เขารู้จักจริงๆ
“หัวหน้าจ้าว คุณเองเหรอครับ!?”
ที่โต๊ะทำงานมีคุณหมอที่เคยเจอกัน...ไม่สิ...ต้องเรียกว่ารู้ไส้รู้พุงกันดีอย่างแพทย์หญิงจ้าว หัวหน้าแผนกตรวจสุขภาพนั่งอยู่
ใบหน้าของเธอประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ กำลังเปิดดูผลตรวจร่างกาย เมื่อเห็นซูอวิ๋นโจว เธอก็ขยับแว่นสายตาเล็กน้อย
“นั่งสิ!”
ซูอวิ๋นโจวนั่งลงแล้วเอ่ยว่า “หัวหน้าจ้าวครับ ผมมาเอาประวัติการรักษาครับ”
หัวหน้าจ้าวพยักหน้า แล้วถามกลับว่า “ทำไมฉันแอด วีแชท ไป เธอถึงไม่ยอมรับแอดล่ะ?”
“หือ?”
ซูอวิ๋นโจวชะงัก “มีด้วยเหรอครับ?”
หัวหน้าจ้าวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดคิวอาร์โค้ดของตัวเองให้ดู ชื่อบัญชีคือ ‘เสวี่ยสวินเหมย’
“อา”
ซูอวิ๋นโจวถึงบางอ้อ ที่แท้ ‘เสวี่ยสวินเหมย’ คนนั้นก็คือหัวหน้าจ้าวนี่เอง เขามองไปที่ป้ายชื่อบนเสื้อกาวน์อีกครั้ง จ้าวเสวี่ยเหมย
“ขอโทษทีครับ!”
“ปกติผมไม่ค่อยรับแอดคนแปลกหน้า แล้วผมก็ถามไปแล้วว่าเป็นใคร แต่คุณไม่ตอบ ผมก็เลย...”
หัวหน้าจ้าวทำหน้างงๆ จิ้มโทรศัพท์อยู่นานสองนาน ก่อนจะทำหน้า ‘อ๋อ เข้าใจแล้ว’
“ฉันใช้พวกนี้ไม่ค่อยคล่องหรอก ก็เรื่องแอบถ่ายคราวนั้นนั่นแหละ ฉันเลยอยากจะแอด วีแชท ไปขอบคุณเธอสักหน่อย”
ซูอวิ๋นโจวโบกมือปฏิเสธ “ไม่เป็นไรครับ คนลามกแบบนั้นสมควรได้รับโทษตามกฎหมายแล้ว”
ได้ยินดังนั้น
จ้าวเสวี่ยเหมยก็เผยรอยยิ้มออกมา “เมื่อไม่กี่วันก่อนตำรวจติดต่อมา บอกว่าหมอนั่นเป็นพวกก่อเหตุซ้ำซาก ในคลาวด์มือถือกับคอมพิวเตอร์เจอรูปแอบถ่ายกับคลิปโป๊เพียบเลย แถมยังเอาไปขายกินอีก ตอนนี้โดนจับไปแล้ว...”
พอฟังเธอเล่าจบ
ซูอวิ๋นโจวก็ตบมือด้วยความสะใจ
คุยกันไปได้สักพัก
หัวหน้าจ้าวก็พูดขึ้นว่า “ผลตรวจเธอไม่มีปัญหาอะไร ร่างกายแข็งแรงมาก เดิมทีว่าจะเลี้ยงข้าวขอบคุณสักมื้อ แต่ก็ติดต่อไม่ได้สักที”
“วันนี้หลานสาวฉันแวะมาพอดี ถือฤกษ์สะดวกเลยละกัน ไปทานข้าวเที่ยงด้วยกันสักมื้อเป็นไง?”
ซูอวิ๋นโจวกำลังคิดหาข้ออ้างปฏิเสธ
“แอ๊ด~”
เสียงเปิดประตูดังขึ้น
“น้าเล็กคะ ไปกันเถอะ!”
เจี่ยงซือเยว่ผลักประตูเข้ามา พอเห็นว่ามีคนอยู่ก็นึกว่าเป็นคนไข้ ทำท่าจะถอยออกไปตามสัญชาตญาณ แต่พอเห็นหน้าชัดๆ กลับร้องเสียงหลง
“อ๊ะ! นาย...นายมาทำอะไรที่นี่?”
ซูอวิ๋นโจวมองดูเจี่ยงซือเยว่ที่สวมเสื้อถักไหมพรมสีดำเข้าชุดกับกระโปรงพลีทสีเดียวกัน เผยให้เห็นเรียวขาเนียนสวยราวกับหลุดออกมาจากมังงะ สวมรองเท้าผ้าใบสีขาว ผมเผ้ายังคงชี้โด่ชี้เด่เป็นเอกลักษณ์เหมือนเดิม เขาเกาหัวแกรกๆ แล้วพูดว่า
“ทำไมเป็นเธอ?”
หัวหน้าจ้าวเสวี่ยเหมยมองดูทั้งสองคนที่พูดพร้อมกันแล้วถามว่า “อ้าว? รู้จักกันด้วยเหรอ?”
ซูอวิ๋นโจวยิ้มแห้งๆ
เจี่ยงซือเยว่เบะปาก “ก็ถือว่ารู้จักแหละมั้งคะ!”
จ้าวเสวี่ยเหมยยิ้มอย่างอบอุ่น พลางคิดในใจว่านี่มันบุพเพสันนิวาสชัดๆ กะว่าจะแนะนำให้รู้จักกันอยู่แล้วเชียว ที่ไหนได้กามเทพดันผูกด้ายแดงไว้ให้เรียบร้อยแล้ว
ถ้าซูอวิ๋นโจวได้ยินความคิดของเธอ เขาคงจะบอกว่าคนผูกด้ายแดงไม่ใช่กามเทพหรอก แต่เป็น 'ระบบ' ต่างหาก
จ้าวเสวี่ยเหมยชี้ไปที่ซูอวิ๋นโจวแล้วแนะนำว่า “เสี่ยวเยว่ นี่ไงพ่อหนุ่มพลเมืองดีที่น้าเคยเล่าให้ฟัง มื้อเที่ยงนี้ น้าชวนเขาไปด้วยนะ”
เจี่ยงซือเยว่นึกย้อนไปถึงเรื่องที่น้าเล็กเล่าให้ฟังเมื่อวันก่อน ที่บอกว่าพ่อหนุ่มคนนั้นถึงจะใจร้อนไปหน่อย แต่ก็หนุ่มแน่นแถมยังหน้าตาดี นึกไม่ถึงว่าไอ้บ้าที่ใช้เงินฟาดหัวซื้อโทรศัพท์คนนั้นจะเป็นซูอวิ๋นโจว
เธอคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็นึกขึ้นได้ว่าข้าวหนึ่งมื้อนี้ก็น่าจะนับรวมอยู่ในข้อตกลงของทั้งสองคนได้ จึงพยักหน้าตอบตกลง
“ไปสิคะ! ไปกินร้าน ‘ไส้หมูเจ๊ซอย’ หน้าโรงพยาบาลกัน”
พูดจบ
เธอก็หันมาถามเขาว่า “นายคงไม่ถือสาเรื่องกินเครื่องในพวกนี้ใช่ไหม?”
ซูอวิ๋นโจวส่ายหน้าบอกว่าไม่มีปัญหา
ทั้งสามคนจึงเดินออกจากโรงพยาบาลไปด้วยกัน
เดินออกจากประตูใหญ่ ข้ามสี่แยกแล้วเลี้ยวเข้าตรอกเล็กๆ แห่งหนึ่ง
ตรอกนี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายของวิถีชีวิตชาวบ้าน ส่วนใหญ่เป็นร้านอาหาร มีร้านขายผลไม้และของชำแทรกอยู่บ้าง ลึกเข้าไปสุดซอยเป็นร้านขายวิกผม
ร้าน ‘ไส้หมูเจ๊ซอย’ ตั้งอยู่ตรงกลางพอดี ลูกค้าแน่นร้าน มีคนนั่งรอคิวอยู่หน้าร้านไม่น้อย
เจ้าของร้านเป็นชายวัยกลางคนสวมผ้ากันเปื้อนสีขาว ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอย เวลายิ้มดูเหมือนดอกเบญจมาศป่าที่เหี่ยวย่น
ซูอวิ๋นโจวนึกว่าจะต้องรอคิวสักพัก
แต่พอเฮียเจ้าของร้านเห็นจ้าวเสวี่ยเหมยก็แสดงอาการดีใจยกใหญ่ รีบบอกว่าถ้าไม่รังเกียจ เชิญไปนั่งทานที่โต๊ะทานข้าวของพนักงานด้านหลังครัวได้เลย
“หมอจ้าว มากันสามคนเหรอครับ? จะสั่งอะไรดี หรือให้ผมจัดให้?”
จ้าวเสวี่ยเหมยพยักหน้า “คุณจัดมาเลยค่ะ แต่บอกไว้ก่อนนะ ถ้าไม่คิดเงิน ฉันไม่กินนะ”
เจ้าของร้านยิ้มอย่างจนใจ “ลดราคาครับ คิดราคาพิเศษ”
เมื่อเห็นสีหน้าสงสัยของซูอวิ๋นโจว
เจี่ยงซือเยว่จึงกระซิบอธิบายว่า “เมื่อก่อนลูกของเฮียแกป่วยหนัก อาการแย่มาก ต้องวิ่งเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น หมดเงินไปเยอะ”
“น้าเล็กเห็นว่าน่าสงสาร ก็เลยคอยช่วยเหลือทั้งต่อหน้าและลับหลัง พอตอนผ่าตัด น้ายังช่วยระดมเงินบริจาคจากในแผนกกับทางโรงพยาบาลให้อีก...”
ได้ฟังดังนั้น
ซูอวิ๋นโจวราวกับมองเห็นภาพเหตุการณ์เหล่านั้นซ้อนทับขึ้นมา บวกกับวีรกรรมจับพวกโรคจิตเมื่อคราวก่อน ทำให้เขารู้สึกเลื่อมใสศรัทธาในตัวจ้าวเสวี่ยเหมยจากใจจริง
สมัยนี้หมอที่มีหัวใจความเป็นมนุษย์เปี่ยมล้นแบบนี้หาได้ยากเต็มที
ยุคสมัยเปลี่ยนไป เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมทางการแพทย์พัฒนาขึ้น แต่ค่ารักษาพยาบาล...เรื่องนี้ก็นานาจิตตัง
การเจ็บป่วยหนักเพียงครั้งเดียว อาจทำให้ครอบครัวล่มจมได้ เป็นเรื่องที่เห็นกันจนชินตา
ในโรงพยาบาล เพราะเรื่องเงินๆ ทองๆ ศีลธรรมของมนุษย์มักจะถูกลดทอนลงต่ำเรื่อยๆ เรื่องราวที่ดูเหลือเชื่อหลายอย่าง พอมองอีกมุมกลับกลายเป็นเรื่องที่มีเหตุผล แต่ขาดเมตตาธรรม
บางคนอาจบอกว่า ก็หาเงินให้เยอะๆ สิ จะได้มีปัญญารักษา
แต่ในโลกใบนี้ จะมีสักกี่ครอบครัวที่ร่ำรวยขนาดนั้น
และก็ยังมีเศรษฐีอีกมากมาย ที่มีเงินล้นฟ้า แต่ก็รักษาโรคประหลาดให้หายไม่ได้
เมื่อคิดได้ดังนี้
ซูอวิ๋นโจวก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกยินดีแทนเด็กคนนั้นที่ได้มาเจอกับหมอจ้าว
เขาจึงเอ่ยถามขึ้นว่า
“แล้วเด็กคนนั้นตอนนี้เป็นยังไงบ้างครับ?”