บทที่ 44 กินข้าว เดินห้าง และ...ที่นี่เนี่ยนะ?

บทที่ 44 กินข้าว เดินห้าง และ...ที่นี่เนี่ยนะ?
“ตอนนี้เนี่ยนะ?”
เจี่ยงซือเยว่ชี้ไปที่หลังครัว มีชายหนุ่มรูปร่างผอมแห้งคนหนึ่งที่มีแผลเป็นรูปตะขาบอยู่ที่ศีรษะด้านซ้ายกำลังทำงานอยู่
เขาทำงานช้ามาก แต่ทุกขั้นตอนกลับทำด้วยความละเอียดรอบคอบและตั้งใจอย่างที่สุด
ซูอวิ๋นโจวเผยรอยยิ้มสดใสออกมา
จ้าวเสวี่ยเหมยเห็นหนุ่มสาวทั้งสองกระซิบกระซาบกัน ก็พอจะเดาได้ว่าคุยเรื่องอะไรกันอยู่ จึงกระแอมเบาๆ เพื่อเตือน “เสี่ยวเยว่ ปกติไม่เห็นจะพูดมากขนาดนี้เลยนี่เรา?”
เจี่ยงซือเยว่ทำปากยื่นปากยาวกำลังจะเถียง แต่เฮียเจ้าของร้านก็ยกถาดใหญ่ออกมาเสิร์ฟพอดี
“ไส้หมูยำจี๊ดจ๊าด ไส้พะโล้ ยำเนื้อขาหมู ไส้นึ่งทรงเครื่อง แล้วก็ซุปถั่วเหลือง”
“หมอจ้าวครับ ดูซิว่าพอทานไหม? ยังมีเส้นหมี่ไส้หมูอีกสามชาม รอสักครู่นะครับ”
หมอจ้าวรีบโบกมือห้าม “เยอะไปแล้ว แค่นี้ก็กินไม่หมดแล้ว เส้นหมี่ไม่ต้องแล้วล่ะ”
“ต้มไปแล้วครับหมอ ไม่กินก็เสียของ เดี๋ยวผมบอกไอ้เฉียงว่าให้ลวกเส้นน้อยๆ หน่อยละกัน”
พูดจบ ก็มีลูกค้าตะโกนเรียก ‘เช็คบิล’ เจ้าของร้านจึงรีบวิ่งไปอีกทาง
ซูอวิ๋นโจวมองดูอาหารที่หน้าตาและกลิ่นเย้ายวนใจ แถมยังให้ปริมาณเยอะจุใจพวกนี้แล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายเอือกใหญ่
เขาหิวจริงๆ นั่นแหละ
แถมโบราณว่าไว้ กินอะไรบำรุงอันนั้น... กินไส้ก็น่าจะช่วยให้...ยาวขึ้น ดีงามพระรามแปด
เจี่ยงซือเยว่ยังคงรักษาภาพลักษณ์ต่อหน้าผู้เป็นน้า หยิบตะเกียบและแจกจ่ายอุปกรณ์การกินอย่างเรียบร้อยน่ารัก
จังหวะนั้น เส้นหมี่ไส้หมูสามชามก็ถูกยกมาเสิร์ฟ
ในชามมีเส้นครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งเป็น ‘เจี๋ยจึ’ (ไส้หมูมัดปม)
จ้าวเสวี่ยเหมยทำหน้าไม่ถูกเล็กน้อย ก่อนจะขยับตะเกียบ “เสี่ยวซู ร้านนี้รสชาติดีมาก เธอลองชิมดูสิ!”
ซูอวิ๋นโจวพยักหน้า “ดูหน้าตาก็รู้ว่าอร่อย งั้นผมไม่เกรงใจละนะ!”
ความจริงเขาไม่ได้รังเกียจไส้หมู แต่ก็ไม่ค่อยได้สั่งมากินเอง เพราะเคยดูคลิป ‘แผนลวงไส้หมูเก้าทบ’ แล้วมันฝังใจจนลืมไม่ลง
“อื้ม”
แต่ต่อมรับรสไม่เคยโกหกใคร รสชาติร้านนี้มันยอดเยี่ยมจริงๆ
เมื่อเห็นซูอวิ๋นโจวยกนิ้วโป้งให้
จ้าวเสวี่ยเหมยก็หัวเราะคิกคัก “ไอ้เราก็กลัวเธอจะกินไม่เป็น ถ้าชอบก็กินเยอะๆ เลยนะ”
มารยาทบนโต๊ะอาหารของเจี่ยงซือเยว่นั้นไม่ต้องพูดถึง เงียบเชียบ ท่วงท่าสง่างาม แต่ความเร็วในการกินนี่ไม่ธรรมดาเลย
ซูอวิ๋นโจวก้มหน้าก้มตาโซบ
ปากก็เคี้ยวไป หูก็คอยตอบคำถามจุกจิกของจ้าวเสวี่ยเหมยไป
เมื่อมื้ออาหารจบลง
ความประทับใจที่จ้าวเสวี่ยเหมยมีต่อชายหนุ่มคนนี้ก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้น
คนส่วนใหญ่เวลามากินข้าวกับคนที่ไม่สนิท มักจะเหนียมอายหรือมัวแต่ห่วงมารยาททางสังคม
แต่พ่อหนุ่มคนนี้ไม่สนใจสายตาใคร กินเป็นกิน ดื่มเป็นดื่ม ไม่มีความดัดจริตแม้แต่น้อย ซึ่งเธอชอบมาก
เพราะมันช่างเข้ากันได้ดีเหลือเกินกับหลานสาวของเธอที่นั่งโซบอยู่ข้างๆ โดยไม่พูดไม่จาเหมือนกัน
จ้าวเสวี่ยเหมยยิ่งมองก็ยิ่งถูกชะตา อารมณ์เหมือนแม่ยายเจอลูกเขยที่ถูกใจยังไงยังงั้น
กินเสร็จเรียบร้อย
ซูอวิ๋นโจวตบพุงด้วยความอิ่มเอม
เจี่ยงซือเยว่เอามือป้องปากแคะฟันอย่างผู้ดี
จ้าวเสวี่ยเหมยวางธนบัตรใบละร้อยไว้สองใบ แล้วอาศัยจังหวะที่เจ้าของร้านเผลอ พาเด็กทั้งสองคน ‘ชิ่ง’ ออกจากร้านทันที
พอเดินออกมาพ้นตรอก
จ้าวเสวี่ยเหมยมองดูคู่หนุ่มหล่อสาวสวยตรงหน้า แล้วเริ่มเปิดปฏิบัติการ ‘ชงเข้ม’
“เสี่ยวเยว่ น้านึกขึ้นได้ว่าช่วงบ่ายมีธุระที่แผนก งั้นให้เสี่ยวซูไปเดินเที่ยวเป็นเพื่อนเธอดีไหม?”
เจี่ยงซือเยว่มองน้าเล็กที่ทำท่าทาง ‘ฉันมีธุระจริงๆ นะ’ ด้วยความเอือมระอา
เธอรู้ทันความหมายที่ซ่อนอยู่ น้าเล็กมักจะหาเรื่องจับคู่ให้เธออยู่เรื่อย สนุกเขาแหละ
ใจจริงอยากจะปฏิเสธ แต่ก็นึกถึงลูกค้าที่ร้านเหล้า ที่ชอบมาถามหา ‘นักร้องคนนั้น’ อยู่สามวันดีสี่วันไข้
ถ้าบ่ายนี้ไปเดินห้าง ก็จะได้หาเรื่องลากเขาไป ‘ขาย’ เสียงที่ร้านได้อย่างแนบเนียน
แถมเขายังใช้เป็นไม้กันหมาได้ดีอีกด้วย
อืมๆ
ต้องเพิ่มข้อนี้เข้าไปในสัญญาด้วย
ไม่งั้นวันหลังจะไม่พาไปตะลุยกินของอร่อยแล้ว
ในที่สุด
เจี่ยงซือเยว่ก็พยักหน้าเบาๆ เป็นเชิงตกลง
จ้าวเสวี่ยเหมยเห็นหลานสาวหัวไวแบบนี้ก็ปลื้มใจ นึกไปถึงพี่สาวที่อยู่บนสวรรค์ กำลังซาบซึ้งอยู่นั้นเอง
ซูอวิ๋นโจวก็พูดแทรกขึ้นมาเสียงอ่อยๆ
“พวกคุณไม่คิดจะถามความเห็นผมหน่อยเหรอครับ?”
“หือ?”
จ้าวเสวี่ยเหมยชะงัก ลืมไปสนิทเลย
เจี่ยงซือเยว่ฉีกยิ้มหวานหยดย้อยราวกับดอกไม้บาน
“นายมีปัญหาเหรอ?”
คำถามดูเหมือนง่ายๆ สบายๆ
แต่ซูอวิ๋นโจวกลับสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตบางอย่าง
เอ่อ~
กินของเขาเข้าไปแล้วนี่นา
อีกอย่างบ่ายนี้ก็ว่างจริงๆ ด้วย
ไปเดินเล่นเป็นเพื่อนเธอหน่อยจะเป็นไรไป
เผลอๆ อาจจะปั๊มค่าความประทับใจเพิ่มได้ด้วย
“ผ...ผมไม่มีปัญหาครับ”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายตกลง
แววตาของจ้าวเสวี่ยเหมยก็ยิ่งดูเมตตาอารีเข้าไปใหญ่
ทั้งสามคนเดินกลับมาที่โรงพยาบาล
จ้าวเสวี่ยเหมยขอตัวไปทำงานอย่างจริงจัง
เจี่ยงซือเยว่กะว่าจะไปเดินห้างกับน้าเล็กอยู่แล้วเลยไม่ได้เอารถมอเตอร์ไซค์มา
พอรู้ว่าซูอวิ๋นโจวมีรถ ทั้งคู่จึงเดินลงไปที่ลานจอดรถชั้นใต้ดิน
เมื่อเห็น พานาเมร่า คันใหม่เอี่ยมอ่อง
เธอชี้ไปที่ซูอวิ๋นโจวแล้วพูดว่า “Black Warrior ซะด้วย! รสนิยมใช้ได้! แต่รถห่วยแตก!”
“อึก...”
ซูอวิ๋นโจวสะอึกไปหนึ่งดอก
“นี่ๆๆ! เธอรู้เรื่องรถดีนักเหรอ?”
ใจจริงอยากจะสวนกลับไปว่า นี่รถคันละล้านกว่าหยวนนะโว้ย
คนขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างอย่างเธออย่ามาบ่น
แต่ติดที่ว่าหล่อนเป็นเป้าหมายของระบบนี่สิ
“เหอะ! รู้ดีกว่านายก็แล้วกัน!”
เจี่ยงซือเยว่ค้อนขวับ
ตั้งแต่น้าเล็กแยกตัวออกไป ความเป็นกุลสตรีที่สร้างภาพไว้ก็มลายหายไปจนหมดสิ้น
ซูอวิ๋นโจวร้อง ‘ชิส์’ ทำหน้าประมาณว่า ‘ชายชาติทหารไม่ทะเลาะกับผู้หญิง’ แล้วเปิดประตูฝั่งคนขับเข้าไปนั่ง
เจี่ยงซือเยว่ไม่ได้มีท่าทีเขินอาย เธอเปิดประตูรถอย่างผ่าเผย ใช้สองมือปิดกระโปรงช่วงสะโพกเผยให้เห็นสรีระส่วนโค้งเว้าที่สมบูรณ์แบบ แล้วหย่อนตัวนั่งลง ก่อนจะจัดระเบียบเรียวขา
ภาพก้นงอนงามนั่นทำเอาซูอวิ๋นโจวมองตาไม่กะพริบ
แม่นางคนนี้ นอกจากไฟหน้าแล้ว ส่วนอื่นถือเป็นรุ่นท็อปออพชั่นเต็มจริงๆ
เจี่ยงซือเยว่ถามเสียงเย็น “สวยไหม?”
“สวย!”
ซูอวิ๋นโจวตอบไปตามสัญชาตญาณ แต่พอเห็นสีหน้าทะแม่งๆ ของอีกฝ่าย ก็รีบกลับลำ
“ก็งั้นๆ แหละ ไม่เท่าไหร่หรอก”
เจี่ยงซือเยว่ยิ้มแต่ตาไม่ยิ้ม ทวนคำพูดเขา
“ก็งั้นๆ ไม่เท่าไหร่หรอก...”
“ตาถึงเหมือนกันนี่นาย!”
“ฉ...ฉันมองในมุมมองศิลปะน่ะ อีกอย่างเธอเล่นท่าขึ้นรถแบบนั้นเองนะ...”
“โอ๊ย เจ็บๆๆ”
เจี่ยงซือเยว่งัดไม้ตายก้นหีบออกมาใช้ในชั่วพริบตา กรงเล็บแมวเหมียว!
ซูอวิ๋นโจวร้องโอดโอยขอยอมแพ้ สุดท้ายได้รอยเขียวช้ำมาประดับแขนสองจุด เจี่ยงซือเยว่ถึงยอมรามืออย่างพอใจ
เธอมองผู้ชายที่กำลังทำหน้าบึ้งตึงแล้วออกคำสั่ง
“ไปที่นี่!”
เสียงท่อไอเสียคำรามอย่างมีจังหวะ พานาเมร่า ค่อยๆ เคลื่อนออกจากลานจอดรถ พอขึ้นถนนใหญ่ได้ ก็เริ่มพุ่งทะยาน
ภายในรถ
เจี่ยงซือเยว่นวดนิ้วตัวเองไปพลาง แค่นเสียงหึไปพลาง
“ฉันเห็นนายเป็นเพื่อนหรอกนะ ถึงได้ยอม ‘ลงไม้ลงมือ’ และยอมบอกเรื่องพวกนี้ คนรู้จักฉันที่ขับ พานาเมร่า ร้อยทั้งร้อยบ่นอุบ ส่วนใหญ่ขับได้ไม่เกินสองปีก็เปลี่ยนรถ ไม่มีข้อยกเว้นสักราย”
ซูอวิ๋นโจวเพิ่งเคยได้ยินเรื่องนี้เป็นครั้งแรก จึงย้อนถาม “ทำไมล่ะ?”
เจี่ยงซือเยว่เงียบไปครู่หนึ่งก่อนถามว่า “นายสูงร้อยแปดสิบใช่ไหม?”
“181 ซม.”
ซูอวิ๋นโจวบอกตัวเลขที่แม่นยำกว่า
เจี่ยงซือเยว่มองสำรวจเขาแวบหนึ่ง “ถ้านายสูงกว่านี้อีกสักสองสามเซนต์ ขับ พานาเมร่า หัวนายจะติดเพดานแล้วอึดอัดตายชัก”
ข้อนี้ซูอวิ๋นโจวเห็นด้วยในใจ นี่คือเหตุผลที่เขาเลือกรุ่น Executive
เจี่ยงซือเยว่พูดต่อ “แคบไม่พอ เสียงยางบดถนนยังดังสนั่นหวั่นไหว ความนุ่มนวลก็ติดลบ นั่งนานๆ ปวดเอวจะตายชัก”
ข้อเสียที่ไม่เชิงเป็นข้อเสียพวกนี้
ซูอวิ๋นโจวเคยอ่านเจอในเน็ตมาบ้างแล้ว แต่เขาซื้อรถไม่ได้เน้นเอกลักษณ์หรือความชอบอะไร ซื้อเพื่อให้เงินมันงอกเงย แล้วก็เอาไว้ขับโก้ๆ เท่านั้นเอง
อีกอย่างเขามีระบบ อีกสองปีจะเปลี่ยนรถก็เรื่องจิ๊บจ๊อยไม่ใช่เหรอ?
คอนเซปต์หลักคือ ‘ตามใจฉัน’
ขับมาได้ประมาณสิบกว่านาที
พานาเมร่า ภายใต้การนำทางของ ‘เสี่ยวถวนถวน’ ก็เข้าสู่ย่านการค้าชุนซีลู่ วนหาอยู่พักใหญ่กว่าจะได้ที่จอดรถกลางแจ้ง
เจี่ยงซือเยว่ดูจะรังเกียจพฤติกรรมขี้อวดของพวกผู้ชายเหม็นโฉ่แบบนี้เอามากๆ
เธอเปิดประตูลงจากรถนำไปก่อน ซูอวิ๋นโจวเดินตามหลัง
มองดูฝูงชนที่เดินขวักไขว่
ซูอวิ๋นโจวเหม่อไปเล็กน้อย เขาไม่ได้มาเดินย่านการค้านี้มานานมากแล้วจริงๆ
แต่เดี๋ยวนี้สาวๆ เขาแต่งตัวกันกล้าได้กล้าเสียขนาดนี้เลยเหรอ?
โดยเฉพาะสาวน้อยที่เดินวนไปวนมาอยู่ไม่ไกลคนนั้น เธอโชว์สัดส่วนเว้าโค้งอย่างมั่นใจ เรียวขาใต้ถุงน่องสีดำสนิทสวมรองเท้าส้นสูงสีแดง บวกกับเสื้อท่อนบนที่รัดรูปจนอธิบายเป็นคำพูดได้ยาก
ทำเอาซูอวิ๋นโจวสงสัยว่าใส่เข้าไปได้ยังไง?
มันจะไม่รั้งเป้าเหรอ?
เจี่ยงซือเยว่ค้อนใส่ไอ้หนุ่มที่กำลังทำหน้าหื่นกาม แล้วเดินนำเขาซอกแซกผ่านตรอกซอกซอยไปยังจุดหมายอย่างชำนาญทาง
เมื่อเห็นตึกที่ดูทรุดโทรมเล็กน้อย กับป้ายร้านสีสันฉูดฉาดที่ดูไม่มีระดับเอาซะเลย
ซูอวิ๋นโจวถึงกับมึนตึ้บ เขาคิดว่าเจี่ยงซือเยว่จะพาไปห้างหรูๆ สักแห่ง
แต่นึกไม่ถึงว่าจะเป็นศูนย์การค้าที่เหมือนตลาดนัดค้าส่งแบบนี้
มองดูหนุ่มสาววัยรุ่นแต่งตัวจัดจ้านเดินเข้าเดินออก
ซูอวิ๋นโจวถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“เจี่ยงซือเยว่ ที่เธอบอกว่าจะมาเดินห้าง... คือที่นี่เนี่ยนะ?”

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 44 กินข้าว เดินห้าง และ...ที่นี่เนี่ยนะ?

ตอนถัดไป