ตอนที่ 14: เจิ้งข่าย


สมาคมภารกิจในเมืองเมฆาครามแห่งนี้ ก่อตั้งขึ้นจากความร่วมมือของสองตระกูลใหญ่ที่สุดในเมือง นั่นคือตระกูลเจิ้ง และตระกูลฉางกง ผู้ฝึกตนสามารถมารับภารกิจได้ที่นี่ และเมื่อทำภารกิจสำเร็จ ก็จะได้รับค่าตอบแทนตามที่ตกลงกันไว้

ภารกิจในสมาคมนั้นมีทั้งที่สมาคมประกาศเองและที่ผู้ฝึกตนคนอื่นมาจ้างวาน ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการตามหาวัตถุดิบจากอสูรบางชนิด หรือสมุนไพรล้ำค่าจากสวรรค์และปฐพี ซึ่งจำเป็นต้องเดินทางออกไปยังพื้นที่อันตรายนอกเมืองจึงจะทำสำเร็จได้ ผู้ฝึกตนที่ต้องการหินวิญญาณหรือต้องการฝึกฝนตนเอง ก็จะมาที่สมาคมภารกิจเพื่อค้นหาภารกิจที่เหมาะสม จากนั้นก็จัดตั้งทีมผจญภัยแล้วออกนอกเมืองไปด้วยกัน ผู้ฝึกตนเหล่านี้โดยทั่วไปแล้วจะมีพลังบำเพ็ญเพียรตั้งแต่ระดับรวบรวมลมปราณช่วงกลางขึ้นไป หากเป็นผู้ฝึกตนช่วงต้นกล้าออกไป ก็แทบไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตาย

เมืองเมฆาครามตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล เป็นเพียงเมืองฝึกตนระดับต่ำที่สุด พลังปราณฟ้าดินโดยรอบก็เพียงแค่หนาแน่นกว่าดินแดนของคนธรรมดาทั่วไปเล็กน้อยเท่านั้น มิอาจเทียบได้กับเมืองฝึกตนขนาดใหญ่ที่เปี่ยมด้วยพลังปราณ ด้วยเหตุนี้ ภายในเมืองจึงมีเพียงผู้ฝึกตนระดับรวบรวมลมปราณและสร้างฐานซึ่งเป็นระดับต่ำเท่านั้น ส่วนผู้ที่มีพรสวรรค์ดีหรือมีพลังถึงระดับสร้างฐานช่วงปลาย ส่วนใหญ่ก็มักจะจากที่นี่ไปแสวงหาหนทางพัฒนาที่ดีกว่าในที่อื่น

ในทางกลับกัน สัตว์อสูรที่อาศัยอยู่ในป่าเขาลึกนอกเมืองเมฆาครามก็มีระดับไม่สูงนัก โดยพื้นฐานแล้วล้วนเป็นระดับหนึ่ง ส่วนระดับสองนั้นพบเห็นได้น้อยมาก มีเสียงเล่าลือว่าในส่วนที่ลึกที่สุดของป่าเขาบางแห่งมีสัตว์อสูรระดับสามอาศัยอยู่ แต่ก็ไม่เคยมีผู้ใดเคยพบเห็น หรืออาจจะกล่าวได้ว่า ผู้ที่เคยเห็นล้วนไม่มีใครได้กลับออกมาอีกเลย

...

สมาคมภารกิจตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองเมฆาคราม ติดกับประตูเมืองทิศเหนือ เป็นอาคารขนาดมหึมาที่กินพื้นที่กว้างขวาง รูปลักษณ์คล้ายกับสนามกีฬาในยุคปัจจุบันบนโลก เมื่อเดินเข้าไปก็จะพบกับโถงขนาดใหญ่เทียบเท่าสนามฟุตบอล

ภายในโถงคึกคักจอแจ ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมา แต่ก็ไม่ได้อึกทึกวุ่นวายเท่าตลาดค้าเสรี ทันทีที่ก้าวเข้าไป ก็จะเห็นจอภาพขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่กลางโถง คล้ายกับจอ LCD ขนาดใหญ่บนโลก บนนั้นแสดงตัวอักษรมากมาย นี่คือศาสตราประเภทเปล่งแสงที่หลอมขึ้นจากวัตถุดิบพิเศษ

ส่วนรอบๆ โถงนั้น เป็นเคาน์เตอร์ยาวเหยียดที่จัดตั้งเป็นจุดบริการต่างๆ สามารถใช้สอบถามข้อมูลภารกิจโดยละเอียดได้ นอกจากนี้ยังมีจุดส่งมอบภารกิจโดยเฉพาะ เพียงนำของจากภารกิจมาที่นี่ ก็สามารถแลกเป็นค่าตอบแทนที่ตกลงกันไว้ได้

...

เฟิงหยางเดินชมรอบๆ สมาคมภารกิจด้วยความสนใจ ภาพที่เห็นทำให้เขานึกถึงเกมออนไลน์บนโลกขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

เมื่อมองดูผู้ฝึกตนที่เดินไปมาในโถง เฟิงหยางก็อดทอดถอนใจไม่ได้ว่าในเมืองเมฆาครามเล็กๆ แห่งนี้ก็มีผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งอยู่ไม่น้อยเมื่อเทียบกับตนเอง ผู้ฝึกตนที่นี่โดยทั่วไปแล้วดูแข็งแกร่งกว่าที่เห็นในตลาดค้าเสรี แทบทั้งหมดล้วนมีพลังบำเพ็ญเพียรระดับรวบรวมลมปราณช่วงกลางขึ้นไป ทั้งยังมีผู้ฝึกตนที่ดูเหมือนจะอยู่ในระดับสร้างฐานอีกไม่น้อย

หลังจากสังเกตการณ์อยู่ครู่หนึ่ง เฟิงหยางก็เลือกเดินไปยังจุดบริการที่มีคนน้อยที่สุด แล้วเอ่ยถามเด็กสาวหน้าตาสะสวยที่อยู่หลังเคาน์เตอร์

ขออภัย ข้าต้องการซื้อแก่นอสูรอัคคีระดับหนึ่งสองเม็ด ไม่ทราบว่าที่สมาคมมีหรือไม่?”

ซื้อแก่นอสูรหรือเจ้าคะ?” เด็กสาวผู้นั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงขอโทษ “ต้องขออภัยด้วยเจ้าค่ะ วัตถุดิบของสมาคมเพิ่งจะถูกขนส่งออกไปเมื่อวานนี้ ตอนนี้จึงไม่มีแก่นอสูรอัคคีระดับหนึ่งขาย หากท่านต้องการ สามารถรออีกสองสามวันแล้วค่อยกลับมาใหม่ หรือจะประกาศภารกิจโดยตรงก็ได้ หากมีคนรับ ก็น่าจะได้ของในเร็ววันนี้เจ้าค่ะ”

ไม่มีรึ?” เฟิงหยางขมวดคิ้วเล็กน้อย ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง กำลังจะเอ่ยว่าเช่นนั้นช่วยข้าประกาศภารกิจที แต่แล้วก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหูอย่างกะทันหัน

สหายท่านนี้ ท่านต้องการแก่นอสูรอัคคีรึ?”

เฟิงหยางชะงักไปเมื่อได้ยินเสียงนั้น เขาหันไปมอง ก็เห็นชายหนุ่มรูปงามวัยไล่เลี่ยกับตนกำลังยืนยิ้มมองเขาอยู่ข้างๆ เขาจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย

ใช่แล้ว ท่านมีรึ?”

ชายหนุ่มรูปงามแย้มยิ้ม

ตอนนี้ข้ายังไม่มี...แต่พวกเราเพิ่งจะรับภารกิจล่าแมงป่องหางอัคคีมาพอดี กำลังรวบรวมพรรคพวกอยู่ หากท่านสนใจ ก็สามารถออกไปล่าแมงป่องหางอัคคีกับพวกเรานอกเมืองได้ เช่นนั้นก็จะได้แก่นอสูรแล้ว เป็นอย่างไร สนใจหรือไม่?”

ออกไปล่าสัตว์อสูรด้วยกันรึ?”

แววตาของเฟิงหยางเป็นประกายขึ้นมา เขารู้สึกสนใจอยู่บ้าง เขาพิจารณาชายหนุ่มผู้นี้อย่างละเอียด พบว่าอีกฝ่ายสวมอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อดีราคาแพง เห็นได้ชัดว่าเป็นคุณชายตระกูลใหญ่ ทรวดทรงองอาจ ผมยาวสลวย ใบหน้างดงามหล่อเหลา หากใช้คำพูดบนโลกมาบรรยาย ก็คือเศรษฐีรุ่นสอง และ สูงหล่อรวย โดยแท้

ยิ่งไปกว่านั้น เฟิงหยางยังสัมผัสได้ถึงแรงกดดันจางๆ จากร่างของอีกฝ่าย ซึ่งบ่งบอกว่าระดับพลังบำเพ็ญเพียรของอีกฝ่ายน่าจะสูงกว่าเขามาก

การรวมกลุ่มออกไปทำภารกิจนอกเมืองเป็นวิธีที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดและปลอดภัยที่สุด เฟิงหยางเองก็รู้สึกสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับโลกภายนอกเมืองมาโดยตลอด เดิมทีก็ตั้งใจว่าจะหาโอกาสออกไปเปิดหูเปิดตาสักครั้ง ดังนั้นเขาจึงครุ่นคิดเพียงครู่เดียวก็พยักหน้าตอบ

เช่นนั้นก็ได้ ข้ายินดีจะเข้าร่วมทีมของพวกท่าน คนอื่นๆ อยู่ที่ใดรึ?”

อยู่ทางนั้น” ชายหนุ่มรูปงามชี้ไปยังชายหญิงสามคนที่กำลังสนทนากันอยู่ไม่ไกล แล้วแย้มยิ้ม “เช่นนั้นพวกเราไปกันเถอะ ข้าจะแนะนำพวกเขาให้ท่านรู้จัก”

ได้เลย” เฟิงหยางพยักหน้า แล้วยื่นมือขวาออกไปให้ชายหนุ่มพร้อมกับรอยยิ้ม “ข้าชื่อเฟิงหยาง ยินดีที่ได้รู้จัก”

ชายหนุ่มผู้นั้นชะงักไปเล็กน้อย มองดูมือขวาที่เฟิงหยางยื่นออกมาด้วยความฉงนเล็กน้อย ก่อนจะเข้าใจในทันที แล้วยื่นมือออกไปเช่นกัน พลางแย้มยิ้ม

ข้าชื่อเจิ้งข่ายยินดีที่ได้รู้จัก”

เมื่อสองมือจับกัน คนทั้งสองก็ได้รู้จักกันนับแต่นั้น

...

เฟิงหยางเดินตามเจิ้งข่ายไปยังเบื้องหน้าของชายสองหญิงหนึ่ง หลังจากการแนะนำตัวสั้นๆ เขาก็ได้รู้ว่าชายหนุ่มผู้มีใบหน้าสุขุมและสะพายทวนยาวไว้ที่หลังมีนามว่าตวนมู่รุ่ย ส่วนสตรีผมสั้นที่ถือกระบี่ยาวอยู่ข้างๆ เขามีนามว่าฉินเย่ ทั้งสองคนน่าจะเป็นคู่บำเพ็ญเพียรกัน ส่วนชายหนุ่มอีกคนที่มีคางแหลมและเหน็บดาบยาวไว้ที่เอวมีนามว่าหลูเฉิง

หลังจากแนะนำตัวกันอย่างเรียบง่ายแล้ว ทุกคนก็ออกจากสมาคม แล้วเดินออกไปนอกเมืองทางประตูทิศเหนือ

ตอนนี้ยังเป็นช่วงเช้า จุดหมายปลายทางคือป่าเจ็ดขุนเขาซึ่งอยู่ห่างจากเมืองไปราวร้อยลี้ การเดินทางไปที่นั่นต้องใช้เวลาพอสมควร จึงเป็นโอกาสอันดีที่ทุกคนจะได้ทำความคุ้นเคยกันระหว่างทาง

เพื่อให้สามารถร่วมมือกันได้ดียิ่งขึ้น ทุกคนจึงได้แจ้งระดับพลังบำเพ็ญเพียรของตนให้แก่กัน เฟิงหยางจึงได้รู้ว่า อันที่จริงแล้วเจิ้งข่ายอายุน้อยกว่าตนถึงสองปี แต่ระดับพลังบำเพ็ญเพียรกลับสูงถึงขั้นรวบรวมลมปราณขั้นสมบูรณ์แล้ว ซึ่งในเมืองเมฆาครามแห่งนี้นับได้ว่าเป็นผู้ฝึกตนที่มีพรสวรรค์ไม่เลวเลยทีเดียว ส่วนคนอื่นๆ ตวนมู่รุ่ยอยู่ในระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่แปด, ฉินเย่อยู่ในระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่เจ็ด, ส่วนหลูเฉิงนั้นเหมือนกับเฟิงหยาง คืออยู่ในระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่หก

ผู้ฝึกตนระดับรวบรวมลมปราณช่วงปลายสามคน และช่วงกลางอีกสองคน ทีมเช่นนี้นับว่ามีฝีมืออยู่พอตัว อย่างน้อยที่สุดในพื้นที่ส่วนหน้าของป่าเจ็ดขุนเขาก็แทบจะไม่มีอันตรายใดๆ การรับมือกับสัตว์อสูรระดับหนึ่งช่วงปลายสักตัวย่อมไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น ต่อให้ต้องเจอกับสองสามตัวก็น่าจะพอรับมือไหว

อะไรนะ? เจิ้งข่าย เจ้าคือนายน้อยใหญ่ตระกูลเจิ้งรึ?!”

ระหว่างการเดินทาง เฟิงหยางได้ยินบทสนทนาระหว่างเจิ้งข่ายและตวนมู่รุ่ยซึ่งน่าจะรู้จักกันมาก่อน จึงได้รู้ว่าเจิ้งข่ายที่แท้แล้วคือนายน้อยใหญ่ของตระกูลเจิ้ง ซึ่งเป็นหนึ่งในสองตระกูลใหญ่ของเมืองเมฆาคราม เขาจึงอดที่จะประหลาดใจไม่ได้

เจิ้งข่ายแย้มยิ้มจางๆ พลางพยักหน้า

ฮ่าๆ นายน้อยใหญ่อะไรกัน พี่เฟิงอย่าได้ล้อเลียนข้าเลย ในสายตาของผู้ที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง ต่อให้เป็นตระกูลเจิ้งของข้าก็เป็นเพียงเศรษฐีบ้านนอกในที่เล็กๆ แห่งหนึ่งเท่านั้น มิอาจคู่ควรแก่การเอ่ยถึง”

ตวนมู่รุ่ยแย้มยิ้ม

อาข่าย เจ้าก็ถ่อมตัวเกินไปแล้ว บรรพบุรุษของตระกูลเจิ้งของเจ้าเป็นถึงศิษย์ของสำนักเซียนเหยาซึ่งเป็นสำนักระดับเก้าเชียวนะ! เรื่องนี้ในเมืองเมฆาครามแม้แต่ตระกูลฉางกงก็ยังเทียบไม่ได้ หากวันใดบรรพบุรุษของเจ้ากลับมา ตระกูลเจิ้งก็คงจะทะยานขึ้นสู่ฟ้าในพริบตา!”

อะไรนะ? บรรพบุรุษของตระกูลเจิ้งเป็นถึงศิษย์ของสำนักเซียนเหยาระดับเก้ารึ? ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้เชียว!” เฟิงหยางรู้สึกสงสัยใคร่รู้ขึ้นมาทันที จึงเอ่ยถามต่อ “พี่เจิ้ง จริงรึ?”

ต้องรู้ว่า ในบรรดาสี่ดินแดนใหญ่ของทวีปจันทราเมฆานั้น แต่ละดินแดนมีสำนักระดับเก้าอยู่เพียงแห่งเดียว และสำนักระดับเก้าของดินแดนมังกรบูรพาก็คือสำนักเซียนเหยา ซึ่งเป็นหนึ่งในสุดยอดสำนักของโลกผู้ฝึกตนทั้งมวล ศิษย์ในสำนักล้วนเป็นอัจฉริยะ ยอดฝีมือนับไม่ถ้วน มีข่าวลือว่าผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในดินแดนมังกรบูรพา ผู้ที่มีโอกาสจะสำเร็จเป็นเซียนได้มากที่สุด ก็คือปรมาจารย์ท่านหนึ่งของสำนักเซียนเหยา

ในโลกของผู้ฝึกตน ระดับของสำนักถูกแบ่งออกเป็นเก้าขั้น มาตรฐานในการตัดสินก็คือระดับพลังของผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในสำนัก ตัวอย่างเช่น สำนักระดับสี่ ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในสำนักก็คือระดับวิญญาณแรกกำเนิด หากสามารถปรากฏยอดฝีมือระดับแปลงเทวะขึ้นมาได้ ก็จะสามารถเลื่อนขึ้นเป็นสำนักระดับห้าได้ เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

แน่นอนว่า แม้จะแบ่งออกเป็นเก้าขั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วสำนักที่ระดับต่ำที่สุดก็คือระดับสาม ซึ่งก็คือสำนักที่มีผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำคอยดูแลอยู่ เพราะต้องบรรลุถึงระดับแก่นทองคำจึงจะมีคุณสมบัติในการก่อตั้งสำนักอย่างแท้จริง หากเป็นระดับสร้างฐานและรวบรวมลมปราณ จะมีความสามารถไปก่อตั้งสำนักได้อย่างไร ต่อให้ผู้ฝึกตนกลุ่มหนึ่งมารวมตัวกัน ก็อย่างมากที่สุดถูกเรียกว่าก๊กหรือเหล่าเท่านั้น

ตัวอย่างเช่น สำนักที่เมืองเมฆาครามสังกัดอยู่ตามนามนั้น ก็คือสำนักระดับสี่เพียงแห่งเดียวในบริเวณนี้ นั่นคือสำนักธาราคราม สำนักธาราครามจะมาเปิดรับศิษย์ในเมืองเมฆาครามทุกๆ ยี่สิบปี และทุกครั้งที่ถึงเวลานั้น ก็จะเป็นช่วงเวลาที่ผู้ฝึกตนในเมืองตื่นเต้นที่สุด หากได้รับเลือกจากสำนักธาราคราม ก็หมายความว่าจะมีโอกาสในการพัฒนาที่ดีกว่าการอยู่ในเมืองหลายเท่าตัว หรืออาจจะมากกว่านั้น

เฟิงหยางยังจำได้เลือนรางว่า ตอนที่ตนเองอายุเจ็ดขวบ ก็เคยได้เห็นความยิ่งใหญ่ของการรับศิษย์ของสำนักธาราครามครั้งหนึ่ง ในตอนนั้นความคึกคักในเมืองยิ่งกว่าเทศกาลปีใหม่เสียอีก

เมื่อเห็นท่าทีประหลาดใจของเฟิงหยาง เจิ้งข่ายก็แย้มยิ้ม

อืม เมื่อสองร้อยปีก่อน ตระกูลเจิ้งของข้ามีบรรพบุรุษท่านหนึ่งถูกผู้อาวุโสของสำนักเซียนเหยาที่เดินทางผ่านมาพบเข้าโดยบังเอิญ จึงถูกนำตัวออกจากเมืองเมฆาครามไปเข้าร่วมสำนักเซียนเหยา แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีข่าวคราวใดๆ อีกเลย ไม่รู้ว่าบรรพบุรุษท่านนั้นตอนนี้ยังอยู่หรือไม่”

เมื่อพูดถึงตรงนี้ เจิ้งข่ายก็แอบถอนหายใจในใจ ตระกูลเจิ้งเฝ้ารอคอยการกลับมาของบรรพบุรุษท่านนั้น เพื่อที่จะได้มาอุปถัมภ์ค้ำชูคนรุ่นหลังมาโดยตลอด ทว่ารอมาสองร้อยปีแล้วก็ยังไม่มีผลลัพธ์ใดๆ ตระกูลเจิ้งก็แทบจะถอดใจแล้ว ท้ายที่สุดแล้ว โลกของผู้ฝึกตนนั้นเต็มไปด้วยภยันตรายนานัปการ ต่อให้เป็นศิษย์ของสำนักเซียนเหยาระดับเก้า ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ต้องจบชีวิตลงระหว่างการฝึกฝน

เฟิงหยางก็รู้สึกว่าบรรพบุรุษของตระกูลเจิ้งผู้นั้นไม่กลับมานานกว่าสองร้อยปี บางทีอาจจะสิ้นชีพไปแล้วจริงๆ จึงไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ต่อ แล้วเปลี่ยนหัวข้อสนทนา

พี่เจิ้ง ท่านเป็นถึงนายน้อยใหญ่ตระกูลเจิ้ง เหตุใดจึงต้องออกมาทำภารกิจหาหินวิญญาณเหมือนพวกเราเหล่าผู้ฝึกตนอิสระตัวเล็กๆ ด้วยเล่า? อีกอย่าง ท่านออกมานอกเมืองเหตุใดจึงไม่นำผู้คุ้มกันมาด้วยสักคน ที่บ้านไม่เป็นห่วงรึ?”

ด้วยฐานะของตระกูลเจิ้ง เกรงว่าทรัพยากรในการบำเพ็ญเพียรของเจิ้งข่ายมาโดยตลอดคงจะเหมือนกับสถานการณ์ของเฟิงหยางในช่วงสองเดือนที่ผ่านมานี้ จะขาดแคลนอะไรได้อย่างไร อีกทั้งเฟิงหยางก็เคยเห็นนายน้อยใหญ่ของตระกูลที่แข็งแกร่งอื่นๆ ในเมืองเดินอยู่บนถนนบ้างเป็นครั้งคราว ทุกคนล้วนมีผู้คุ้มกันและบ่าวไพร่เดินตามหลังเป็นขบวน ทำตัวหยิ่งยโสโอหังราวกับเป็นเจ้าชีวิต

เจิ้งข่ายชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้

พี่เฟิง การออกไปล่าสัตว์อสูรนอกเมืองมิใช่เพียงเพื่อหาหินวิญญาณเท่านั้น แต่มันคือการฝึกฝนที่จำเป็น หากต้องการจะอยู่รอดในโลกของผู้ฝึกตนและก้าวไปได้ไกลกว่านี้ ก็จำเป็นต้องผ่านการฝึกฝนเช่นนี้ ที่บ้านข้ามีทรัพยากรมากมายก็จริง อย่างน้อยที่สุดสำหรับข้าในตอนนี้ก็นับว่าเหลือเฟือ แต่ประสบการณ์ในการเอาชีวิตรอดและการทดสอบระหว่างความเป็นกับความตายเป็นสิ่งที่ไม่อาจเรียนรู้ได้จากการบำเพ็ญเพียรอยู่ที่บ้าน

เพื่อที่จะสามารถอยู่รอดในโลกของผู้ฝึกตนได้ดียิ่งขึ้นในอนาคต ก็จำเป็นต้องเริ่มเรียนรู้ที่จะต่อสู้และเผชิญหน้ากับอันตรายตั้งแต่บัดนี้ ดังนั้นข้าจึงมักจะออกไปล่าสัตว์อสูรนอกเมืองตั้งแต่ระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่สี่แล้ว ส่วนผู้คุ้มกัน หากนำมาด้วย จะเรียกว่าการฝึกฝนได้อย่างไรกัน?”

“...”

เฟิงหยางฟังจนนิ่งอึ้งไป เขาคาดไม่ถึงว่าเจิ้งข่ายจะมีความคิดที่ลึกซึ้งถึงเพียงนี้ เขายังคิดว่านายน้อยใหญ่ตระกูลใหญ่เหล่านี้จะเหมือนกับในละครโทรทัศน์และในนิยาย ที่ล้วนเป็นพวกเสเพลไม่เอาไหนเสียอีก

ตอนก่อน

จบบทที่ ตอนที่ 14: เจิ้งข่าย

ตอนถัดไป