หทัยเกล็ดคราม
ตอนที่ 4 หทัยเกล็ดคราม
เสียงนั้นอบอุ่นแต่ทรงพลัง แฝงอำนาจบางอย่างที่ทำให้คนฟังรู้สึกเชื่อใจอย่างประหลาด
ศิษย์พี่หลินกำลังจะหันกลับไปดูว่าเป็นใคร แต่หัวงูยักษ์ก็พุ่งมาจ่อหน้าเสียก่อน
เขากระโดดหลบโดยสัญชาตญาณ แต่คำพูดเมื่อครู่กลับยังดังก้องอยู่ในหัว
ราวกับถูกชี้นำบางอย่าง เขาไม่หลบหนีทันที หากใช้จังหวะที่ร่างยังลอยอยู่ในอากาศ หมุนตัวลงมาทุบหมัดใส่ดวงตาของปีศาจอสรพิษแทน!
ปีศาจอสรพิษไม่คาดคิดว่ามนุษย์ตัวเล็กที่แย่งสมบัติมันไปจะกล้าสวนกลับเช่นนี้ เจ็บปวดจนเลือดลมเดือดพล่าน ความโกรธพุ่งขึ้นถึงขีดสุด
มันอ้าปากกว้างเผยเขี้ยวแหลมคม น้ำลายคาวหยดย้อย แล้วพุ่งเข้ากลืนศิษย์พี่หลินในพริบตา
ความเร็วของมันแทบไม่เปิดโอกาสให้หลบ
ศิษย์พี่หลินกัดฟันแน่น เตรียมจะโยนหญ้าอสรพิษออกไปหวังถ่วงเวลา
แต่ก่อนที่เขาจะทันขยับ เงาร่างหนึ่งกลับพุ่งแทรกออกมาด้านหน้าอย่างรวดเร็วราวสายฟ้า ฟาดหมัดที่เปล่งประกายพลังเข้ากลางลำคางของปีศาจอสรพิษอย่างจัง!
ปีศาจอสรพิษเกล็ดครามไม่มีแม้แต่โอกาสจะหลบ
แรงหมัดนั้นทะลวงผ่านขากรรไกรโดยตรง
เสียง “ตูม!” ดังสนั่น เลือดสาดเป็นหมอกสีแดงทั่วอากาศ
ร่างมันกระตุกสุดแรง ก่อนทรุดฮวบลงกับพื้นอย่างหนักหน่วง
ศิษย์ทั้งหลาย รวมถึงศิษย์พี่หลินเอง ต่างยืนนิ่งตาค้าง นี่มันพลังของคนระดับไหนกัน!?
ไม่มีใครพูดอะไรออกมาได้
อวิ๋นซูยืนอยู่กลางหมอกเลือด เสื้อผ้าเปรอะไปทั้งตัว แต่เขาไม่สนใจนัก ดีที่ปีศาจอสรพิษตนนี้ไม่มีพิษ ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่กล้าลงมือเช่นนี้แน่
แค่ห้าขวดน้ำสมุนไพร เขาไม่คิดจะเอาชีวิตไปแลกหรอก
[ ติ๊ง ตรวจพบแหล่งพลังงาน : หทัยปีศาจอสรพิษ ต้องการดูดซับหรือไม่? ]
เสียงระบบดังขึ้นในหัวของเขาทันที
ก่อนสัตว์อสูรจะกลายเป็นอสูร พลังทั้งหมดของมันจะสะสมอยู่ในหัวใจ ซึ่งเป็นศูนย์รวมของเลือดเนื้อ และพลังชีวิตทั้งหมด
เหตุที่ระบบเพิ่งตอบสนองหลังปีศาจอสรพิษตายลง ก็คงเพราะมันไม่สามารถ ‘กลืนสิ่งมีชีวิตโดยตรง’ ได้ ถ้าทำได้ ป่านนี้เขาคงเห็นใครบางคนใช้ระบบนี้ไล่กินอสูรจนกลายเป็นเทพเซียนแล้วกระมัง
น่าเสียดาย...ระบบนี้ไม่มีช่องทางโกงให้ใช้
“ดูดซับ!”
นี่คือของขวัญที่ฟ้าประทาน ไม่มีเหตุผลจะปฏิเสธอยู่แล้ว
หากเป็นซากอสรพิษทั้งตัว เขาคงไม่กล้าทำต่อหน้าคนอื่นแน่ เพราะเผยไพ่ลับออกมาตรงๆ ย่อมไม่ฉลาด
[ ติ๊ง ดูดซับสำเร็จ ได้รับแต้มปราณ x3 ]
ดวงตาอวิ๋นซูพลันเป็นประกาย นี่มันขุมทรัพย์ชัดๆ!
แต้มปราณสามหน่วย มากพอให้เขาทะลวงถึงหลอมกายระดับห้าเลยทีเดียว!
นับเป็นของขวัญสุดเซอร์ไพรส์ที่ไม่ได้คาดคิด
แต้มปราณสามหน่วยนี้ เทียบเท่ากับน้ำสมุนไพรกว่าหนึ่งโหล!
เขาอุตส่าห์ลำบากมาทำภารกิจทั้งที ยังได้แค่ห้าขวดเท่านั้นเอง
หากอาศัยรายได้แบบศิษย์รับใช้ธรรมดา คงต้องใช้ครึ่งปีถึงจะสะสมได้ขนาดนี้
เขาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะในใจ สุดท้ายแล้วก็ต้องออกล่าสัตว์อสูรนี่แหละถึงจะได้ของจริง ทั้งค่าประสบการณ์ ทั้งของดรอป
ตอนนี้เขาเห็นชัดว่าตรงหน้าอกของปีศาจอสรพิษเริ่มยุบลงเล็กน้อย หลังจากหัวใจถูกกลืนกินไปจนหมดสิ้น
สีหน้าศิษย์พี่หลินเปลี่ยนไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้ามาช้าๆ
“ข้าชื่อหลินหยาง คิดไม่ถึงเลยว่าศิษย์น้องจะมีฝีมือถึงเพียงนี้ ก่อนหน้านี้เป็นข้าที่ใจคอคับแคบเกินไป” หลินหยางพูดพร้อมค้อมศีรษะเบาๆ
เขาค่อยๆ ตระหนักได้แล้ว ว่าผู้ที่สามารถต่อยหัวปีศาจอสรพิษเกล็ดครามจนระเบิดได้ขนาดนั้น อย่างน้อยเขาเองก็ไม่มีปัญญาทำได้ แม้จะเป็นจุดอ่อนใต้ขากรรไกรก็ตาม
ในหมู่ศิษย์รับใช้ยังมีผู้เก่งกาจเช่นนี้อยู่ สมแล้วที่ว่าสำนักหมื่นกระบี่นั้นเสือหมอบมังกรซ่อน
เขาเองก็ไม่มีอะไรให้หยิ่งยโสอีกต่อไป ระดับพลังเช่นนี้ อีกไม่นานในการสอบครั้งหน้า อีกฝ่ายคงจะได้เป็นศิษย์สายนอกแน่ แล้วตอนนั้นใครจะเหนือกว่าใครยังไม่แน่นอนเลย
ถ้าไม่มีอวิ๋นซูเข้าช่วยในครั้งนี้ พวกเขาคงไม่อาจรอดกลับได้ และภารกิจนี้ก็คงล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
ไม่ใช่ว่าพวกเขาประเมินปีศาจอสรพิษต่ำไป แต่เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ต้องเผชิญกับสัตว์อสูรเช่นนี้ จึงขาดประสบการณ์ และไม่ได้เตรียมตัวเต็มที่
แต่ถ้ามี ‘พลัง’ เพียงพอ ทุกอย่างก็แตกต่างออกไป
อย่างตอนนี้ หากหลินหยางกับอวิ๋นซูร่วมมือกัน ปีศาจอสรพิษเกล็ดครามตนนั้นคงไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป
“ศิษย์พี่ไม่ต้องถ่อมตนหรอก ข้าแค่โชคดีตีถูกจุดอ่อนของมันเท่านั้นเอง” อวิ๋นซูยิ้มอ่อนโยน แม้จะเปื้อนเลือดทั่วตัว แต่แววตากลับสงบเยือกเย็นราวไม่รู้สึกอะไรเลย
หลินหยางพยักหน้าเล็กน้อย เขาไม่เชื่อคำพูดนั้นนัก แต่เมื่ออวิ๋นซูไม่อยากพูด เขาก็ไม่ซักต่อ
ไม่นาน หลี่เจี้ยนก็วิ่งกลับมาจากระยะไกล
เขารู้สึกเหมือนเพิ่งกลับมาจากประตูผี เผชิญงูยักษ์ตรงหน้าได้ยังไงก็ยังไม่เข้าใจ ตอนนี้เห็นมันตายคาที่ด้วยหมัดเดียว เขาแทบจะไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
“สหายอวิ๋น ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ข้ายังจำได้ว่าในการทดสอบครั้งก่อน”
“ปีศาจอสรพิษตนนี้ ร่างของมันน่าจะมีค่าไม่น้อยใช่หรือไม่?” อวิ๋นซูพูดแทรกขึ้นเสียงเรียบ
หลี่เจี้ยนถูกขัดจังหวะ แต่ก็ไม่ถือสา รีบหันไปสนใจสิ่งที่อวิ๋นซูกล่าวแทน
หลินหยางเดินเข้ามาตรวจสอบร่างปีศาจอสรพิษอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนขมวดคิ้ว “ตามหลักแล้ว ส่วนที่มีค่าที่สุดของปีศาจอสรพิษก็คือหัวใจ แต่ว่าตอนนี้...หัวใจมันเหมือนจะขาดหายไปไม่น้อยเลยนะ?”
“ขาดไม่น้อยที่ไหนกัน นี่มันหายไปทั้งดวงเลยต่างหาก” ศิษย์รับใช้คนหนึ่งพูดพลางใช้เท้าเขี่ยซากงูดู ก็เห็นว่าบริเวณหัวใจยุบแฟบลงจริงๆ
“ดูเหมือนหายไปเฉยๆ เลยนะ หรือว่างูตนนี้ไม่มีหัวใจแต่แรก?”
“พูดอะไรของเจ้า! ปีศาจอสรพิษทุกตนเก็บพลังไว้ในหัวใจทั้งนั้น จะไม่มีหัวใจได้ยังไง? เว้นแต่ผ่านการกลายเป็นอสูร และสร้างแก่นทองคำขึ้นมาเท่านั้น จึงจะรวมพลังไว้ในแก่นนั้นแทนหัวใจ!”
ทุกคนรุมเข้ามาดูด้วยความประหลาดใจ
อวิ๋นซูเพียงยืนมองเงียบๆ เขาไม่พูดสักคำ ปล่อยให้พวกเขาคิดกันไปเอง
ยังไงหัวใจก็ถูกเขาดูดพลังไปหมดแล้ว ไม่มีหลักฐานเหลือให้สงสัย คำตอบสุดท้ายย่อมเป็น “หายไปอย่างไร้ร่องรอย” ต่อให้คิดหัวแทบแตกก็หาความจริงไม่เจอแน่นอน
“หรือว่า...” หลี่เจี้ยนขมวดคิ้วแล้วพูดเสียงจริงจัง “...หัวใจมันถูกสหายอวิ๋นต่อยจนแตกคามือแล้ว?”
เสียงนี้ทำให้ทุกคน รวมถึงหลินหยาง หันขวับมามองอวิ๋นซูพร้อมกัน
ได้ยินเพียงเสียงสูดลมหายใจเฮือกหนึ่งดังพร้อมกันทั่วบริเวณ
ต่อยจนหัวใจสัตว์อสูรระเบิดงั้นหรือ นั่นมันพลังระดับไหนกัน!?
นี่ศิษย์รับใช้อย่างพวกเขาจะทำได้จริงๆ เหรอ?
ตั้งแต่วินาทีนั้น ทุกสายตาที่มองอวิ๋นซูล้วนเต็มไปด้วยความเคารพ และหวาดหวั่น
หลังเรื่องผ่านไป ทุกคนกลับมาสนใจซากงูอีกครั้ง
“หนังงูตนนี้ยังมีค่า เอาไปขายคงแลกน้ำสมุนไพรได้สักสิบขวด ข้าแบ่งให้ศิษย์น้องอวิ๋นสามขวด ตัวข้าเองสามขวด ส่วนที่เหลือให้พวกเจ้าหารกัน” หลินหยางเอ่ยขึ้น
“ตกลง!”
สำหรับศิษย์รับใช้แล้ว แค่น้ำสมุนไพรเพิ่มอีกขวดก็ถือว่ามหาศาลแล้ว ยิ่งครั้งนี้พวกเขาทำได้ไม่มากนัก ผลแบ่งเช่นนี้ถือว่ายุติธรรมดี
ทุกคนจึงตั้งใจช่วยกันเต็มที่
เนื่องจากหัวใจอสูรหายไป ของที่เหลือมีเพียงหนังงูเท่านั้นที่มีค่าพอจะนำกลับสำนักได้
พวกเขาใช้มีดค่อยๆ ลอกออกทีละส่วน
ฟ้าค่อยๆ มืดลงจนกลายเป็นราตรี
“เสร็จแล้ว กลับกันเถอะ” หลินหยางกล่าวเสียงเรียบ
ทุกคนพยักหน้าพร้อมกัน
หนังงูขนาดมหึมาเมื่อม้วนเก็บแล้วสูงเท่าภูเขาลูกเล็กๆ สิ่งนี้ในมือของช่างหลอมอาวุธสามารถกลายเป็นเกราะที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งได้
ในหนทางแห่งการบำเพ็ญเซียน อุปกรณ์ก็ยังคงเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้พลัง
กระบี่ดีสักเล่มย่อมขายได้ราคามหาศาล แม้แต่ในโลกเซียน ส่วนเกราะป้องกันก็เป็นสิ่งที่ผู้บำเพ็ญเซียนทุกคนต่างแสวงหา
“ของหนักพอดูนะ” อวิ๋นซูพูดพลางยกส่วนหนึ่งขึ้น
เพราะหนังงูยังคงสภาพสมบูรณ์ พวกเขาไม่มีแหวนมิติอย่างเช่นศิษย์ระดับสูง จึงต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือแบกลงจากเขา
แม้ทุกคนผ่านการฝึกหลอมกายมาแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกว่าหนักอยู่ดี ทว่าพอนึกถึงรางวัลน้ำสมุนไพรในใจ ความเหนื่อยก็หายเป็นปลิดทิ้ง
ระหว่างทางกลับ ระหว่างพวกเขาบรรยากาศเริ่มผ่อนคลายลง แม้แต่หลินหยางที่ปกติพูดน้อยก็เริ่มคุยกับพวกเขาเป็นครั้งคราว แถมยังผลัดกันช่วยแบกของอีกด้วย
สุดท้ายแล้ว...ใครจะไม่อยากได้ของรางวัลมากขึ้นล่ะ?
จนกระทั่งรุ่งสาง เสียงไก่ขันดังขึ้นเมื่อพวกเขาเดินถึงหน้าประตูสำนักพอดี
“ข้าจะนำหนังงู และหญ้าอสรพิษไปแลกเป็นน้ำสมุนไพร ตอนบ่ายค่อยมารับส่วนของพวกเจ้า ตอนนี้ไปพักก่อนเถอะ ทุกคนลำบากกันมากแล้ว” หลินหยางกล่าว
“ตกลง สหายหลี่ ช่วยไปรับของส่วนของข้าด้วย ข้าจะกลับไปพักก่อน” อวิ๋นซูหันไปบอก
“ไม่มีปัญหาเลย” หลี่เจี้ยนยิ้มรับ เขาเป็นคนชวนอวิ๋นซูมาภารกิจนี้ จะช่วยเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ย่อมเต็มใจอยู่แล้ว “ที่เราฆ่าปีศาจอสรพิษได้คราวนี้ ต้องขอบคุณสหายอวิ๋นจริงๆ”
หลินหยางได้ยินแล้วขยับสีหน้าเล็กน้อย แต่ไม่ได้พูดอะไร
อวิ๋นซูเพียงถอนหายใจในใจ... เจ้าหลี่เจี้ยนปากไวเกินไปอีกแล้ว แบบนี้ไม่เรียกขอบคุณ แต่เรียกสร้างศัตรูเพิ่มต่างหาก
อย่างไรก็ดี เขาเพียงค้อมศีรษะให้ทุกคน “ข้าขอตัวก่อน”
ทุกคนตอบรับและคำนับกลับ
ระหว่างทางกลับเรือนพัก อวิ๋นซูนึกทบทวน การออกภารกิจครั้งนี้ถือว่าคุ้มเกินคาด
ก่อนหน้านี้เขารับแต่ภารกิจภายในสำนัก เช่นเฝ้าสวนสมุนไพร หรือช่วยเหลือผู้ดูแลทำงานทั่วไป ไม่เคยคิดเลยว่าการออกไปภายนอกจะได้ผลตอบแทนมากขนาดนี้
ดูท่าว่า...หากกำลังพอ ก็สมควรออกไปให้มากกว่านี้หน่อยแล้ว
และยิ่งคิดถึงภารกิจของ “ศิษย์สายนอก” ในวันข้างหน้า เขาก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นและตั้งตารอมากขึ้นกว่าเดิม