ฝึกปรือ
ตอนที่ 11 ฝึกปรือ
“ปราบโจรบนเขานั้นง่าย ปราบโจรในใจตนยากนัก”
บัดนี้ ซากอสูรพยัคฆ์วางอยู่ตรงหน้าแล้ว ชาวบ้านที่เคยหวาดกลัวก็คลายใจลง สามารถเริ่มสร้างบ้านเรือนได้อีกครั้ง
ก่อนที่อวิ๋นซูกับหลินหยางจะออกจากหมู่บ้านเซิ่งหู ทั้งคู่ก็ได้รู้เรื่องที่ค้างคาใจ
หมู่บ้านนี้สืบทอดตำรับยามาหลายชั่วคน เป็นสูตรที่ใช้เลือด และกระดูกบดของสัตว์อสูรผสมเป็นยาช่วยหลอมกาย ซึ่งในสำนักหมื่นกระบี่ก็มีแนวทางเช่นนี้อยู่บ้าง ถือเป็นวิธีของนักหลอมโอสถขั้นต้นเท่านั้น
แต่เพราะเช่นนี้ หมู่บ้านเซิ่งหูจึงมีลูกหลานเข้าสำนักหมื่นกระบี่ได้ต่อเนื่องหลายร้อยปี และในบรรดาผู้ที่มีพรสวรรค์ที่สุด เคยมีถึงขั้นเป็นศิษย์สายในเลยทีเดียว
หลายวันก่อน พวกเขาเล็งไว้ที่อสูรพยัคฆ์คู่หนึ่งในภูเขา
ตัวที่อ่อนแอกว่าถูกดักฆ่าด้วยกับดัก และกลายเป็นวัตถุดิบ อีกตัวจึงโกรธจัด และบุกลงมาทำลายหมู่บ้าน ทำให้มีคนตายบาดเจ็บไม่น้อย
ส่วนวิธีที่หมู่บ้านนี้สามารถสังหารอสูรพยัคฆ์ได้ทั้งที่เป็นเพียงชาวบ้านนั้น หลิวฝูกุ้ยไม่ได้อธิบายต่อ ทั้งสองก็ไม่ซักไซ้อะไรอีก
หมู่บ้านที่เคยให้กำเนิดผู้บำเพ็ญเซียน ย่อมต้องมีเคล็ดวิชาปราบอสูรติดตัวอยู่บ้าง นั่นก็ไม่น่าแปลกอะไร
“บางทีเราคงทำเรื่องโง่ๆ ลงไปเสียแล้ว” หลินหยางจูงม้าเดินอยู่ข้างหน้า “พวกนั้นเป็นฝ่ายไปยั่วอสูรพยัคฆ์ก่อน เรากลับฆ่ามันซะเอง แบบนี้จะเรียกปราบอสูรได้หรือ? บางทีเราน่าจะเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดมากกว่า”
อวิ๋นซูเดินตามมาพร้อมอีกตัว พลางตอบเรียบ ๆ “มันไม่เกี่ยวกับเรา เราแค่ทำภารกิจให้เสร็จสิ้นก็เท่านั้น”
หลินหยางหันกลับมามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนหัวเราะเบา ๆ “จิตใจของเจ้าช่างเหมาะกับการเดินบนวิถีเซียนเสียจริง”
“ที่เจ้าพูด นั่นหมายความว่ายังไง?” อวิ๋นซูถามยิ้มๆ
“ก็ใจแข็งราวเหล็กกล้าไง อสูรพยัคฆ์นั่นก็แค่ผู้ถูกกระทำ เจ้ากลับฆ่ามันโดยไม่ลังเล คนส่วนใหญ่คงรู้สึกผิดอยู่บ้าง” หลินหยางยกมือเกาศีรษะ
อวิ๋นซูหัวเราะเบา ๆ เขาไม่เคยนึกถึงเรื่องนั้นเลย
ในสายตาของเขา ภารกิจนี้มีค่าเท่ากับโอสถบ่มปราณสามเม็ด นั่นคือสิ่งที่เขาต้องการ จุดประสงค์ก็แค่ทำให้สำเร็จเท่านั้น ส่วนเรื่องหมู่บ้านหรือความแค้นระหว่างคนกับสัตว์อสูร เขาไม่คิดจะยุ่ง
หากยังมีอสูรพยัคฆ์อีกตัวอยู่ เขาก็จะฆ่ามันเช่นเดียวกัน เพื่อนำรางวัลมาใช้ฝึกฝนให้ตนเอง
ในโลกแห่งเซียน หากอยากยืนหยัดได้ ก็ต้องก้าวให้เหนือกว่า นั่นคือกฎแห่งความอยู่รอด
ทุกคนล้วนต้องดิ้นรนเพื่อมีชีวิตอยู่
ผู้ที่อ่อนแอย่อมไม่มีสิทธิ์พูดจาด้วยเหตุผล จะสงสารก็คงได้ แต่ไร้พลังเมื่อใด ก็ย่อมถูกเหยียบย่ำเมื่อนั้น เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่โบราณ
อยากได้พลัง ก็ต้องแย่งชิงเอามาด้วยมือของตนเอง
วิถีมนุษย์ช่างริบหรี่ วิถีเซียนยิ่งกว่านั้นยาวไกล และมืดมน
หากวันนี้เขาอ่อนกว่าจนถูกฆ่า นั่นคือชะตา หากวันหน้าเขาแพ้ผู้ใดจนตาย เขาก็ยอมโดยไม่ขัดข้อง
เมื่อระหว่างมนุษย์ยังเป็นเช่นนี้ แล้วสัตว์อสูรจักมีข้อยกเว้นใดเล่า
หลินหยางยังไม่เข้าใจสิ่งที่อวิ๋นซูคิดนัก อาจเพราะเขายังผ่านโลกมาน้อยเกินไป
กว่าทั้งสองจะกลับถึงประตูสำนัก ก็ล่วงเข้าสู่ยามสามของคืนนั้นแล้ว
“เราเอาไปส่งเลยเถอะ” หลินหยางว่า “ปล่อยไว้นาน แก่นอสูรจะเสื่อมพลัง เสียดายของ ไปที่หอคัมภีร์เถอะ ยังมีเวรยามเฝ้าอยู่แน่”
“อืม” อวิ๋นซูพยักหน้า
ทั้งคู่หามถุงใหญ่ที่บรรจุซากอสูรพยัคฆ์ เดินไปยังหอคัมภีร์
ผู้ดูแลร่างท้วมกำลังงีบอยู่ตรงเคาน์เตอร์ ได้ยินเสียงเคาะก็สะดุ้งตื่น ลืมตาขึ้นงัวเงีย
“ใครกัน?”
เขารีบเช็ดน้ำลายที่มุมปาก มองเห็นป้ายภารกิจบนโต๊ะที่โดนเคาะปลุก
“อ้าว พวกเจ้านี่เอง สำเร็จภารกิจแล้วหรือ?” เขารับป้ายมาตรวจ พลางมองทั้งคู่
“ใช่แล้ว อสูรพยัคฆ์ตัวนั้นตายเรียบร้อย”
“ขอดูหน่อย”
เจ้าหน้าที่หยิบม้วนไผ่ออกมา เทียบภาพเสือในเอกสารกับซากตรงหน้า แล้วตรวจคลื่นปราณที่ยังหลงเหลืออยู่ ก่อนพยักหน้าอย่างพอใจ
“ไม่เลว นี่แหละตัวที่ระบุไว้ ระดับเทียบเท่าผู้บำเพ็ญเซียนขั้นหลอมกายระดับห้า”
เขาหยิบขวดเล็กส่งให้ “นี่คือโอสถบ่มปราณหกเม็ด พวกเจ้ารับไว้เถอะ แล้วส่งป้ายหยกมาด้วย”
ทั้งคู่ส่งให้ เขาบันทึกแต้มผลงานลงในป้ายพลางพูดว่า “ศิษย์ใหม่กับผู้บำเพ็ญเซียนขั้นหลอมกายห้า คิดไม่ถึงเลยว่าจะทำได้ภายในวันเดียว นับว่ามีฝีมือจริงๆ”
จากนั้นยื่นป้ายคืนให้พร้อมรอยยิ้ม “ภารกิจระดับล่างให้แต้มผลงานหนึ่งแต้ม หวังว่าพวกเจ้าจะตั้งใจต่อไป”
อวิ๋นซูรู้สึกว่าผู้ดูแลคนนี้ดูใจดีพอควร
“แล้วซากอสูรพยัคฆ์ล่ะ?” หลินหยางถาม
อีกฝ่ายเหลือบมองก่อนตอบ “ถ้าจะขายให้ข้า หนังเสือโอสถบ่มปราณหนึ่งเม็ด กระดูกหนึ่งเม็ด แก่นอสูรสองเม็ด เดิมหนังมันขายได้สองเม็ด แต่โดนเฉือนขาดราคาตกหน่อย”
“ตกลง” หลินหยางตอบรับ
ผู้ดูแลหยิบขวดโอสถเล็กๆ ออกมาอีกขวดส่งให้ “คราวหน้ามีของแบบนี้อีกก็มาหาข้าได้เลย ข้าจะให้ราคาดีที่สุด”
เมื่อออกมาจากหอคัมภีร์ หลินหยางพูดขึ้น “ถ้าเอาไปขายที่ตลาดเชิงเขาน่ะ ราคาน่าจะได้สูงกว่านี้ อย่างน้อยหกเม็ดเลยล่ะ แต่ข้าไม่มีสิทธิ์เข้าไปตอนนี้”
“อืม? ต้องมีเงื่อนไขอะไร?” อวิ๋นซูถาม
“ต้องวางโอสถบ่มปราณสิบเม็ดเป็นหลักประกัน ถึงจะเข้าได้ แล้วพอออกมาก็จะคืนให้”
อวิ๋นซูถึงกับอ้าปากค้าง ดูเหมือนตลาดข้างล่างจะคึกคักไม่น้อย แต่ตอนนี้ทรัพย์สินรวมกันของทั้งคู่ยังมีไม่ถึงสิบเม็ดเลย
“โอสถพวกนี้ศิษย์น้องเก็บไว้เถอะ ข้าขอตัวก่อน” หลินหยางยื่นขวดโอสถให้
อวิ๋นซูยิ้มบาง ๆ “นี่ไม่ใช่หกเม็ดหรือ?” เขาเทออกมาหนึ่งเม็ดส่งคืนไป
หลินหยางส่ายหน้า “ภารกิจนี้สำเร็จได้เพราะฝีมือเจ้าล้วนๆ ข้าคิดว่าต่อให้ไม่มีข้าเจ้าก็ทำได้ ข้าแค่ช่วยเล็กน้อย สี่เม็ดก็พอแล้ว”
“เราตกลงกันไว้แล้วว่าครึ่งต่อครึ่ง” อวิ๋นซูจับมืออีกฝ่ายแล้วยัดโอสถคืนให้
แม้เขาจะยากจน และต้องการโอสถมากเพียงใด แต่อวิ๋นซูก็ไม่ใช่คนที่ผิดคำพูด เมื่อให้สัญญาไว้แล้ว ย่อมต้องรักษาไว้จนถึงที่สุด
โอสถบ่มปราณห้าเม็ด นี่คือเงินก้อนแรกในชีวิตของอวิ๋นซูที่ได้มาจากภารกิจนอกสำนัก
เมื่อกลับถึงเรือนพัก เขานำของทั้งหมดออกมาวางบนโต๊ะ น้ำสมุนไพรห้าขวด โอสถห้ามเลือดหนึ่งเม็ด และโอสถบ่มปราณห้าเม็ด
เขาลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะเก็บโอสถห้ามเลือดไว้ เพราะไม่ได้มีประโยชน์ต่อการฝึกบำเพ็ญโดยตรง และอาจมีโอกาสได้ใช้ในยามจำเป็น
ส่วนที่เหลือ “ดูดซับ!”
เมื่อสิ้นคำ ปราณโลหิตในร่างพลันพลุ่งพล่าน เหลือเพียงน้ำสมุนไพรหนึ่งขวด และโอสถห้ามเลือดหนึ่งเม็ด เป็นทรัพย์สินทั้งหมดของเขาในตอนนี้ ขวดเดียวไม่เพียงพอสำหรับการฝึก เขาจึงยังเก็บไว้ก่อน
แต้มปราณของเขาเพิ่มขึ้นเป็น 16 หน่วย ถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว อย่างน้อยตอนนี้ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องแต้มปราณอีก แม้ยังไม่มากพอ แต่ก็ถือว่าดีขึ้นมาก
รุ่งขึ้น
ฟ้ายังมืดสนิท แสงจันทร์สาดเป็นประกายราวน้ำค้างแข็ง อวิ๋นซูมาถึงลานฝึก
มีศิษย์อยู่ประปราย เขาไม่สนใจใคร เดินไปมุมหนึ่งแล้วเริ่มฝึกเคล็ดหลอมกาย
เคล็ดหลอมกายเป็นเคล็ดวิชาพื้นฐานที่สุดของสำนัก ตอนนี้เขาได้ครบทั้งเก้าระดับแล้ว เหลือเพียงต้องหลอมรวม และฝึกให้เชี่ยวชาญ
[ ติ๊ง! ท่านได้ฝึกเคล็ดหลอมกายหนึ่งครั้ง ค่าความชำนาญ +1 ]
[ ติ๊ง! ท่านได้ฝึกเคล็ดหลอมกายหนึ่งครั้ง ค่าความชำนาญ +1 ]
ทุกหมัดทุกเท้า อวิ๋นซูออกแรงอย่างตั้งใจ
สำหรับเขา การพัฒนาไม่มีสิ่งที่เรียกว่าคอขวด มีเพียงเวลา และความเพียรเท่านั้นที่จะทำให้กลายเป็นของตนเองได้อย่างแท้จริง
เขารู้ดีว่าตนไม่ได้มีพรสวรรค์โดดเด่น ดังนั้นสิ่งเดียวที่จะชดเชยได้คือ “ความพยายามมากกว่าคนอื่น” เพียงเท่านั้นถึงจะยืนอยู่ในระดับเดียวกับศิษย์ที่เก่งกว่า
ยิ่งกว่านั้นเขารู้ว่า “นางเอก” ของเรื่องนี้ได้ปรากฏตัวแล้ว และพลังของนางกำลังจะทะยานขึ้นเรื่อยๆ แรงกดดันที่ได้รับจึงหนักหนายิ่งกว่าเดิม
เมื่อเทียบกันแล้ว ผลลัพธ์ของเขายังน้อยนิดนัก ดังนั้นอวิ๋นซูจึงไม่หยุดฝึกแม้แต่วินาทีเดียว เขามุ่งเน้นไปที่การกลั่นกรองความเข้าใจจากแต้มปราณให้กลายเป็นพลังของตน
พื้นฐานคือรากฐาน หากฐานไม่มั่นคง ย่อมสร้างยอดเขาไม่ได้
ปราณโลหิตในกายของเขาเดือดพล่าน เคล็ดหลอมกายหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง ร่างกายทั้งร่างเปล่งพลังราวคลื่นทะเล
แล้วในที่สุดเสียง “ตูม!” ดังขึ้น
หมัดของเขาพุ่งออกพร้อมพลังโลหิตควบแน่นเป็นหมัดลมสีแดงเข้ม พลังสะเทือนอากาศจนเกิดเสียงคำราม กว่าจะจางหายไปก็ตอนลอยออกไปไกลหลายวา
[ ติ๊ง! ท่านได้ฝึกเคล็ดหลอมกายหนึ่งครั้ง ค่าความชำนาญ +1 ]
[ ค่าชำนาญถึง 100 เคล็ดหลอมกายขั้นสูง ]
อวิ๋นซูตาเบิกกว้างด้วยความดีใจ
ถึงขั้นสูงแล้ว! บัดนี้ ปราณโลหิตของเขาสามารถทะลวงออกนอกร่างได้แล้ว นี่คือสัญลักษณ์ของ “ยอดฝีมือขั้นหลอมกาย” โดยแท้
แม้พลังโดยรวมยังไม่ถึงขั้นหลอมกายระดับสูง แต่เพียงเคล็ดหลอมกายระดับนี้ เขาก็สามารถต่อสู้ข้ามขั้นได้อย่างไม่ต้องสงสัย
เขาเปิดหน้าต่างสถานะขึ้นดู
[ ชื่อ : อวิ๋นซู ]
[ อายุ : 16 ]
[ ระดับพลัง : ขั้นหลอมกายระดับหก ]
[ ความชำนาญ ( เคล็ดวิชา ) : เคล็ดหลอมกายขั้นสูง ( 1 / 200 ) ]
[ เจตกระบี่ : ขั้นหนึ่ง ( 0 / 100 ) ]
[ แต้มปราณ : 13 ]
[ ฟังก์ชันเพิ่มเติม : รอการปลดล็อก ]
หลังบรรลุขั้นสูง ยังมีขั้นเหนือล้ำให้ไปต่อ เขารู้ว่าหากฝึกจนถึงจุดนั้น พื้นฐานของตนจะมั่นคงไร้ที่ติ
ฟ้าเริ่มสว่าง ศิษย์คนอื่นๆ ทยอยมาที่ลานฝึกยุทธ์
อวิ๋นซูหยุดพักเล็กน้อย มองดูพวกเขาแล้วเกิดความรู้สึกพึงพอใจในใจ
“พวกเขาเพิ่งตื่นมาฝึก แต่ข้า…ทะลวงอีกหนึ่งระดับไปแล้ว”
ความแตกต่างนี้จะยิ่งขยายออกเรื่อยๆ ไม่มีวันไล่ทันอีกต่อไป
แสงจันทร์ก่อนรุ่งสางข้าก็ได้เห็นแล้ว งดงาม และเต็มไปด้วยความหวัง
หากไม่ใช้ช่วงวัยเยาว์นี้พากเพียรสุดแรง แล้ววันหนึ่งจะเหลือเพียงยอมรับชะตา กลายเป็นหมากของผู้อื่นกระนั้นหรือ?
ไม่มีวัน!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ อวิ๋นซูลุกขึ้นอีกครั้ง กลับมาฝึกซ้ำอย่างตั้งใจ หมัดต่อหมัด ท่าแล้วท่าเล่า
แต่ในขณะเดียวกัน ที่บริเวณลานฝึกของศิษย์รับใช้ ไม่ไกลนัก บนแท่นหินสูงเหนือศีรษะของพวกเขา
มีชายชราในชุดคลุมสีเทานั่งขัดสมาธิอยู่นิ่ง
ร่างเขาผอมแห้ง เสื้อคลุมเต็มไปด้วยฝุ่นราวกับไม่ได้ขยับมานานหลายปี ดวงตาที่ขุ่นมัวค่อยๆ เปิดขึ้น เผยแววตาใสแจ่มชั่วขณะ ก่อนจะมองไปทางทิศตะวันออกอย่างเงียบงัน
“เคล็ดหลอมกายขั้นสูง…ขั้นหลอมกายระดับหกงั้นหรือ”
เสียงแหบพร่าดังขึ้นเบา ๆ “ไม่เลว…ให้ข้าดูหน่อยเถอะ ว่าขีดจำกัดของเจ้าจะอยู่ที่ใด”
จากนั้นชายชราก็หลับตาลงอีกครั้ง กลับสู่ท่าทีสงบเสมือนรูปปั้นหิน ไม่ไหวติงอีกเลย
จนถึงเที่ยงวัน อวิ๋นซูจึงหยุดฝึก
แสงแดดแผดเผาจนผิวเขาเป็นสีทองแดงเข้ม แต่เขากลับไม่รู้สึกเหนื่อยเลย เพราะร่างเต็มไปด้วยพลังที่เอ่อล้น
ตอนนี้เขาแตะถึง ขั้นหลอมกายระดับหกขั้นปลายแล้ว
เขาไม่กล้าฝืนฝึกต่อไป เพราะเมื่อพลังเกินขอบเขตที่ควบคุมได้ อาจทำให้เกิดความเสียหายภายใน ต้องให้เวลาในการปรับตัว
นางเอกของเรื่องยังใช้เวลาถึงสองเดือนในขั้นหลอมกาย เขาผู้ไร้พรสวรรค์ย่อมต้องค่อยๆ เดินตามจังหวะนั้น
ขั้นหลอมกายระดับเจ็ด คือจุดเริ่มต้นของขั้นหลอมกายระดับสูง
จากกลางถึงสูง เขาใช้เวลาน้อยเกินไป จำเป็นต้อง “ตกตะกอน” ให้มากกว่านี้
และวิธีตกตะกอนที่ดีที่สุด ก็คือ การต่อสู้จริง
เขายังไม่คิดจะรับภารกิจทันที แต่ตั้งใจจะยกระดับด้านอื่นๆ ก่อน
เมื่อพลังยังขยับไม่ได้ ก็ต้องพัฒนา “ทักษะ” แทน
อวิ๋นซูเลียริมฝีปากแห้ง แล้วหยิบหนังสือปกเชือกจากอกเสื้อออกมา
ชื่อของมันคือ “ฝ่ามือทลายเมฆ” เพลงยุทธ์พื้นฐานที่สุดที่ศิษย์สายนอกทุกคนได้รับตอนเข้ามา หลายคนถึงขั้นเอาไปหนุนโต๊ะเสียด้วยซ้ำ
แต่อวิ๋นซูไม่คิดแบบนั้น เพลงยุทธ์ไม่มีคำว่า “อ่อนแอ” มีเพียง “ผู้ฝึกที่อ่อนแอ” เท่านั้น
เจตกระบี่ของเขาแม้จะเป็นไม้ตาย แต่เขามีเคล็ดวิชากระบี่เพียงหนึ่งกระบวนท่า ถึงจะมีเจตกระบี่ค้ำจุน ก็ยังใช้ออกได้ไม่เต็มที่
ส่วนเพลงยุทธ์นี่สิ มันจะช่วยยกระดับฝีมือเขาได้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุด