เศษกระบี่
ตอนที่ 18 เศษกระบี่
“ตามมา” อวิ๋นซูเอ่ยสั้นๆ
หลินหยางไม่เข้าใจนัก แต่ก็ไม่ได้ถามซ้ำ เพียงเดินตามอย่างว่าง่าย
อวิ๋นซูเดินไปยังแถวหน้าสุดของคิวตรวจที่ทางเข้า แล้วหยุดตรงหน้าชายผู้หนึ่งที่ดูเหมือนเป็นยอดฝีมือจากแคว้นใดแคว้นหนึ่ง มีพลังถึงขั้นหลอมกายระดับสี่
“เจ้าช่วยไปต่อหลังหน่อย” เขากล่าวเรียบๆ พลางยื่นโอสถบ่มปราณสองเม็ดให้
อีกฝ่ายตาโตด้วยความดีใจ “ได้ๆ ท่านเชิญก่อนเลย!”
เมื่อเห็นว่าได้ผล อวิ๋นซูจึงใช้วิธีเดียวกันซื้อต่อหน้าอีกคน คราวนี้แม้จะเกือบถึงคิวแล้ว ชายคนนั้นก็ยังยินดีถอยหลังกลับไปต่อท้ายอย่างเริงร่า
สำหรับผู้บำเพ็ญเซียนจากแคว้นเล็กๆ โอสถบ่มปราณเพียงเม็ดเดียวก็ล้ำค่ามากนัก แลกเพียงตำแหน่งคิวสักหน่อยย่อมไม่ใช่ปัญหา
ด้วยวิธีนี้ อวิ๋นซู และหลินหยางจึงได้อยู่ลำดับต้นอย่างรวดเร็ว
สองศิษย์ที่คอยตรวจบัตรเพียงเหลือบตามอง แล้วก้มหน้าทำงานต่อ แม้รู้ว่าเป็นการเสียมารยาทเล็กน้อย แต่ก็ไม่ถึงกับต้องห้าม เพราะดูจากชุดแล้ว ทั้งคู่คือศิษย์ของสำนักหมื่นกระบี่
พวกตนเองก็เป็นศิษย์สายในที่มารับภารกิจคุมตลาดนี้อยู่ ย่อมไม่มีเหตุผลจะสร้างปัญหาให้ศิษย์ร่วมสำนักเดียวกัน
“มาจากสำนักใด?” หนึ่งในนั้นถามตามขั้นตอน พลางหยิบป้ายหยกตรวจสอบ
“สำนักหมื่นกระบี่” อวิ๋นซูตอบ
“ชื่อ?”
“อวิ๋นซู”
“ครั้งแรกสินะ ฝากโอสถบ่มปราณสิบเม็ดไว้ก่อน แล้วเข้าไปได้เลย” ชายหนุ่มพยักหน้า
“ขอบคุณ” อวิ๋นซูควักโอสถสิบเม็ดมอบให้ พร้อมส่งอีกสิบเม็ดให้หลินหยาง “นี่ของเจ้า”
“นี่คือป้ายของเจ้า ถือไว้ดีๆ กลับออกมาคืนได้โอสถคืนครบ ครั้งต่อไปแค่แสดงป้ายนี้ก็เข้าได้เลย” ศิษย์ผู้คุมกล่าวยิ้มๆ
“ขอบคุณมาก”
เมื่อได้รับป้าย อวิ๋นซูก็พูดกับหลินหยางเพียงว่า “ข้างในเจ้าไปหาข้าอีกที” จากนั้นจึงเดินเข้าไปก่อน
ข้างทางมีร้านขายผ้าคลุมหลากสี อวิ๋นซูหยิบมาหนึ่งผืนทันที
“อาภรณ์เร้นกายมีผลสองชั่วยามนะพ่อหนุ่ม พอหมดเวลาก็ไร้ผล แถมถ้าใช้พลังมากไป มันจะหมดฤทธิ์ทันที” พ่อค้าตาเรียวแคบยิ้มเจ้าเล่ห์ “และแน่นอน ถ้าผู้ใดมีพลังถึงขั้นแก่นทอง อาภรณ์เร้นกายย่อมมิอาจปิดบังได้”
“สองชั่วยามกับเงื่อนไขมากมายขนาดนี้…” อวิ๋นซูพึมพำในใจ ของพวกนี้มันก็แค่หลอกเงินคนโง่สินะ
แต่เมื่อคิดอีกที เพียงแค่สามารถกลบไอปราณได้จากผู้บำเพ็ญเซียนระดับต่ำกว่าแก่นทองถึงสองชั่วยาม ก็ถือว่าคุ้มราคาโอสถบ่มปราณหนึ่งเม็ดแล้ว
เขาจึงโอสถบ่มปราณให้พ่อค้า ก่อนคลุมผ้าแล้วมุ่งหน้าเข้าไปในตลาด
ทันทีที่คลุมผ้า คลื่นพลังบางเบาราวม่านหมอกก็ห่อหุ้มทั่วร่าง ตัดขาดไอปราณออกจากโลกภายนอก
“นี่มัน…” อวิ๋นซูรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ก่อนจะเข้าใจ นี่คือผลงานของนักจารึกยันต์สินะ
พวกนักจารึกยันต์หรือนักวาดยันต์ มักสร้างวงยันต์เล็กๆ เพื่อใช้ปิดกั้นไอปราณ ซึ่งสำหรับระดับพลังอย่างเขา มันก็เป็นเพียงสินค้าราคาถูกผลิตจำนวนมากเท่านั้น
ในโลกแห่งเซียนมีอาชีพย่อยมากมาย นักจารึกยันต์ นักหลอมโอสถ นักหลอมอาวุธ ล้วนเป็นอาชีพเสริมอันทรงพลังของสำนัก แต่แม้จะเป็นนักจารึกยันต์ขั้นต้น ก็ต้องมีพลังถึงขั้นหลอมปราณเป็นอย่างน้อย ซึ่งนั่นหมายถึงสิ่งเหล่านี้มีเฉพาะในเขตศิษย์สายในเท่านั้น
ศิษย์สายนอกอย่างเขาไม่มีโอกาสแตะต้องเลย แม้แต่จะไปเฝ้าไร่สมุนไพรของสำนักก็ยังต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวดสามชั้นเจ็ดทาง
พอคิดถึงตรงนี้ อวิ๋นซูก็อดหัวเราะในใจไม่ได้ สำนักให้ความสำคัญกับพวกอาชีพเสริมเหล่านี้มากจริงๆ
ของหายากบางอย่างที่ต้องใช้วัตถุดิบพิเศษ เหล่านักจารึกยันต์หรือนักหลอมโอสถขั้นสูงถึงกับออกภารกิจเอง และให้รางวัลอย่างล้นหลาม พวกเขาร่ำรวยมหาศาล
แน่นอน ตอนนี้อวิ๋นซูยังอยู่ห่างจากระดับนั้นนัก ได้แต่คิดไว้ล่วงหน้าเท่านั้น
ถ้าเลือกได้ เขาคงอยากฝึกเป็นนักหลอมโอสถ เพราะไม่ต้องถึงขั้นหลอมปราณ แต่ปัญหาคือมันกินเวลา และทรัพยากรเกินไป สู้ฝึกพลังโดยตรงยังจะคุ้มค่ากว่า
ผู้คนในตลาดพลุกพล่านเต็มถนน ส่วนใหญ่เป็นผู้บำเพ็ญเซียนขั้นหลอมกายระดับกลาง บ้างเป็นผู้บำเพ็ญเซียนพเนจรจากแคว้นอื่น
อวิ๋นซูจึงใช้ก้าวเงาภูต เคลื่อนไหวเบาๆ มุ่งไปตามทิศทางที่เห็นร่างนั้นหายไปเมื่อครู่
นางผู้นั้นคือ ฉู่หวงเยวี่ย
นับแต่ถูกจ้าวขุนเขารับเป็นศิษย์สือบทอด นางก็ขยันฝึกฝนอย่างหนัก ตอนนี้ทะลวงถึงขั้นหลอมกายระดับเจ็ดแล้ว พัฒนาเร็วจนชวนให้ตกตะลึง
เพียงสิบวันจากระดับสี่จนถึงระดับเจ็ด เรียกว่าไร้ผู้ใดเทียบเคียงได้
แต่นางเองก็คงรู้สึกเบื่อกับการปิดด่านฝึกอยู่ในสำนัก จ้าวขุนเขาจึงให้ลงเขามาพักผ่อนพร้อมมอบโอสถจำนวนมากให้ติดตัว
เดิมทีตั้งใจให้ศิษย์พี่ระดับก่อรากฐานคนหนึ่งมาคุ้มกัน แต่ฉู่หวงเยวี่ยไม่ชอบให้ใครตาม จึงออกมาเพียงลำพัง
นางเดินชมตลาดไปเรื่อยๆ แต่กลับรู้สึกแปลกๆ เหมือนมีใครบางคนกำลังติดตามอยู่
ความรู้สึกนั้นคล้ายกับมีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องจากเงามืด ลางสังหรณ์เช่นนี้ไม่เคยพลาด
นางไม่เคยสงสัยในสัญชาตญาณของตน
บางคราวก็รู้สึกชัดเจน บางคราวก็เลือนราง จนแทบคิดว่าตนเองคิดไปเอง
นางส่ายหน้าเบาๆ อาจเป็นศิษย์ที่อาจารย์ส่งมาคุ้มกันกระมัง
แม้คิดเช่นนั้น แต่ความรู้สึกถูกเฝ้ามองก็ยังทำให้นางไม่สบายใจนัก
ขนตายาวงอนสะบัดเบาๆ ก่อนที่ร่างจะพลิกตัวเลี้ยวเข้าตรอกแคบด้านข้างอย่างรวดเร็ว
พอถึงหัวมุม นางก็เปลี่ยนจังหวะเท้าใช้วิชาตัวเบาขึ้นไปบนหลังคาไม้ในพริบตา
จากมุมสูงนั้น ดวงตาใสของนางกวาดมองรอบ
“หายไปอีกแล้ว?” ฉู่หวงเยวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย
ระวังขนาดนี้เชียวหรือ…
แม้จะแสร้งเปิดช่องโหว่ไว้ให้เห็น แต่เงานั้นกลับไม่หลงกล ทำให้นางแน่ใจว่าผู้ติดตามไม่ใช่คนร้าย หากเป็นฝ่ายคุ้มกันที่อาจารย์ส่งมาแทน
ถ้าเช่นนั้นก็ถือว่าโชคดีอยู่ เพียงแต่พลังของเขาดูไม่สูงเท่าไร ถึงได้ถูกนางจับได้ตั้งแต่ต้น
แน่นอน นางไม่คิดจะถามให้แน่ชัด เพราะไม่เหมาะจะย้อนถามอาจารย์เช่นนั้น
ตลาดเชิงเขาพลุกพล่านเต็มไปด้วยฝูงชน ผู้คนสวมผ้าคลุมดำเดินสวนกันไม่ขาดสาย การจะหาคนผู้หนึ่งที่นี่แทบไม่ต่างจากงมเข็มในมหาสมุทร
อวิ๋นซูที่อยู่ห่างออกไปเห็นฉู่หวงเยวี่ยเลี้ยวเข้าไปในตรอก จึงหยุดตามทันที
แค่รู้ตำแหน่งโดยประมาณก็พอ เขาไม่มีความจำเป็นต้องตามติดประชิด
เพราะเขารู้ดี หญิงสาวผู้นี้มีจิตสัมผัสที่เฉียบคมเกินมนุษย์
ต่อให้เขาระวังเพียงใด ก็คงเล็ดรอดสายตานางไม่ได้อย่างสมบูรณ์
นางคือเศษเสี้ยววิญญาณของเซียนตนหนึ่ง จิตวิญญาณของนางสูงส่งแต่กำเนิด ประสาทรับรู้ย่อมเหนือล้ำกว่าคนทั่วไป
แต่ตราบใดที่เขาไม่ได้มุ่งร้าย การรับรู้ของนางก็จะไม่ชัดเจน
อวิ๋นซูจึงยิ้มบางๆ พลางคิดในใจ รู้อย่างนี้ ต้องรู้จักใช้ช่องโหว่ให้เป็นประโยชน์
จนกระทั่งความรู้สึกเหมือนถูกจับจ้องนั้นค่อยๆ จางหายไปจนแทบไม่เหลือ แม้แต่ฉู่หวงเยวี่ยเองก็เริ่มคิดว่าอาจเป็นเพียงความรู้สึกคิดไปเอง
เมื่อแน่ใจว่ารอบตัวปลอดภัยแล้ว นางจึงเริ่มเดินชมตลาดอย่างสบายใจขึ้น มองหาของที่อาจเข้าตา
ถึงจะมีสมบัติมากมายติดตัว แต่ของที่นางมองว่าน่าสนใจกลับมีไม่กี่อย่างเท่านั้น
ตลาดแห่งนี้เป็นเขตแผงลอยที่รวมตัวของผู้บำเพ็ญเซียนมากหน้าหลายตา ส่วนใหญ่คลุมผ้าดำปิดบังตัวตน แต่ละคนตั้งแผงขายของของตน บางรายขายโอสถ บางรายขายอาวุธดาบกระบี่ บางรายขายของแปลกที่ดูเหมือนของวิเศษ
พวกของแปลกเหล่านั้นหลากสีแสงดูสวยงาม แต่แท้จริงกลับไร้แก่นสาร ส่วนใหญ่เป็นของราคาต่ำหรือ “ของล่อมือใหม่” ทั้งสิ้น
ในตลาดเช่นนี้ หากถูกหลอกก็ถือว่าโชคไม่ดี ไม่มีใครสงสาร
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผู้คนต่างสวมผ้าคลุมกันทั้งนั้น เพื่อปิดหน้า และลดความเสี่ยง เพราะการฆ่าเพื่อชิงสมบัติในที่เช่นนี้ถือเป็นเรื่องปกติ ไม่มีใครกล้าร้องเรียนหรือช่วยเหลือใคร
ตลาดชนิดนี้เกิดจากการรวมตัวของผู้บำเพ็ญเซียนโดยไม่มีใครควบคุม แม้จะมีคนคอยเก็บส่วนแบ่ง แต่เรื่องระเบียบกลับแทบไม่มีผล
อวิ๋นซูเองก็กำลังเดินอยู่ในตลาดแห่งเดียวกัน
เพียงแต่ต่างจากฉู่หวงเยวี่ยที่เดินดูอย่างไร้จุดหมาย เขาเดินอย่างรวดเร็วผ่านแผงแล้วแผงเล่า สายตากวาดหาสิ่งหนึ่งอย่างจดจ่อ
ตอนนี้เขาไม่สนใจการติดตามนางเอกอีกต่อไป เพราะมีของสำคัญบางอย่างที่ต้องรีบหาให้เจอ!
การปรากฏตัวของฉู่หวงเยวี่ยในตลาดนี้คือสัญญาณหนึ่งใน “เส้นเรื่องหลัก” และสำหรับเขา มันคือโอกาสทองแห่งโชคชะตา
แม้ของชิ้นนั้นจะเป็น “วาสนา” ที่สวรรค์มอบให้นางตามต้นฉบับ แต่มันยังไม่อยู่ในมือนาง นั่นแปลว่ามันยังเป็น ของที่ไร้เจ้าของ!
ไม่นาน อวิ๋นซูก็หยุดอยู่หน้าร้านเล็กแห่งหนึ่ง
ชายวัยกลางคนหนวดเครารุงรังนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ ผ้าคลุมเก่าหม่นบดบังครึ่งหน้า
แต่ในสายตาของอวิ๋นซู เขาจำได้ทันที จากเนื้อเรื่องเดิม นี่แหละ “จุดเกิดเหตุ”
เขาเดินตรงเข้าไปโดยไม่ลังเล “เศษกระบี่นี่ขายเท่าไหร่?”
ของตรงหน้านั้นเป็นชิ้นโลหะขึ้นสนิม หน้าตาเหมือนเศษกระบี่ที่หักขาดครึ่ง ผ่านกาลเวลามานานจนเปื้อนคราบดินสนิม
ไม่มีใครรู้ว่ามันมาจากไหน หรือเหตุใดกระบี่นั้นถึงหัก
พ่อค้าหนวดเฟิ้มยกมันขึ้นโชว์ “ท่านถามได้ดี! เศษกระบี่นี่ว่ากันว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ที่เคยอยู่ในมือยอดฝีมือแห่งสำนักหมื่นกระบี่ เมื่อครั้งนั้นเขาใช้กระบี่นี้ผ่าภูเขาทั้งลูกออกเป็นสองซีก พลังนั้นมหัศจรรย์ดุจเทพเซียน!”
“…” อวิ๋นซูขมวดคิ้ว เล่านิยายอยู่หรือไง?
“แล้วทำไมมันถึงหักล่ะ?” เขาถามเสียงเรียบ
ชายหนวดเฟิ้มชะงักไปชั่วครู่ ใบหน้าแข็งค้าง เหมือนกำลังหาคำโกหกใหม่ แต่ยังไม่ทันพูด อวิ๋นซูก็โยนขวดโอสถบ่มปราณไปตรงหน้า
“ข้างในมีสิบเม็ด”
“สิบเม็ด? น้อยไปนะพี่ชาย อย่างน้อยต้อง ”
“อ๋อ ถ้างั้นข้าไม่เอาก็ได้” อวิ๋นซูยื่นมือจะดึงกลับทันที
“เดี๋ยวๆๆ!” ชายหนวดเฟิ้มรีบคว้าขวดไว้แล้วหัวเราะแห้ง “ฮ่าๆ เอาเป็นว่าให้เจ้าในฐานะลูกค้าใหม่ ข้ายอมขายขาดทุนก็ได้ ครั้งหน้าอย่าลืมมาอุดหนุนกันอีกล่ะ”
อวิ๋นซูไม่พูดต่อ เขาหยิบเศษกระบี่ขึ้นมาทันที
หัวใจเต้นแรงอย่างห้ามไม่อยู่ เศษกระบี่นี้คือ “โชควาสนา” ที่ในเนื้อเรื่องเดิมฉู่หวงเยวี่ยเป็นผู้เก็บได้!
เขาเก็บมันใส่แขนเสื้ออย่างระมัดระวังสุดชีวิต
“ท่านผู้นี้… เราเคยเจอกันที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า?” เสียงใสนุ่มดังขึ้นด้านหลัง
อวิ๋นซูตัวแข็งในชั่วขณะ ก่อนจะหมุนตัวไปทางอื่นแล้วเดินหายไปอย่างไร้ร่องรอย เงาร่างเคลื่อนไหวราวภูตพราย
เขาไม่หันกลับแม้แต่น้อย
แม้จะเดินดูแผงอื่นต่อเพื่อความแน่ใจ แต่ก็ไม่พบของแบบเดียวกันอีกเลย แปลว่าเศษกระบี่ที่เขาได้มานั่นแหละคือ “ของจริง”
“เยี่ยม!” เขายิ้มในใจ
เขารีบออกจากตลาดทันทีโดยไม่สนแม้แต่จะขายเคล็ดวิชาที่เตรียมมา
เมื่อออกมาได้ไกล เขามองกลับไป เห็นว่าไม่มีใครติดตาม โดยเฉพาะฉู่หวงเยวี่ยก็ไม่ปรากฏตัว ซึ่งก็สมเหตุสมผลดี
ตอนนี้นางเพียงอยู่ในขั้นหลอมกาย ยังไม่เข้าถึงวิธีใช้จิตสัมผัสขั้นสูง การรับรู้จึงยังจำกัด ต่อให้สัมผัสได้ถึง “อะไรบางอย่าง” ก็ยังไม่อาจระบุได้แน่ชัด
ในเส้นเรื่องเดิม นางจะได้รับเศษกระบี่เหล่านี้ทีละชิ้น และเมื่อรวบรวมครบ จึงปลุกพลังที่ซ่อนอยู่ภายในได้ทั้งหมด
แต่ตอนนี้ เศษกระบี่ชิ้นแรกกลับตกอยู่ในมือเขาเสียแล้ว
“แน่นอน… ข้าจะไม่รอให้มันครบ” เขาคิดพลางยิ้มจางๆ “ของอยู่ในมือก็ต้องใช้สิ”
เขาไม่ได้ฝันจะมีโชคเท่านางเอกในเนื้อเรื่องเดิมอยู่แล้ว ของเช่นนี้มีไว้ก็ต้องหลอมรวมเข้ากับกระบี่ของตนเองทันทีต่างหาก
ส่วนเศษอื่นๆ ค่อยว่ากันทีหลัง
ไม่นานเขาก็เห็นหลินหยางรออยู่ด้านนอก
“กลับกันเถอะ”
“อ้าว? ขายเคล็ดวิชาหมดแล้วหรือ?” หลินหยางถามขึ้นอย่างแปลกใจ
“ก็… เรียกว่าเรียบร้อยแล้วก็ได้” อวิ๋นซูตอบยิ้มบาง “ข้าได้ของบางอย่างที่สำคัญกว่า”
“งั้นก็ดี ไปกันเถอะ” หลินหยางไม่ซักต่อ
ทั้งคู่เดินออกจากตลาด ใช้ป้ายหยกคืนให้ศิษย์เฝ้าประตู และได้รับโอสถบ่มปราณคืนครบสิบเม็ด
“จริงๆ ถ้ายืมโอสถพวกนี้มาก็เข้าได้เหมือนกันนะ แต่คงได้แค่เดินดูเฉยๆ” หลินหยางพูดพลางหัวเราะ
อวิ๋นซูเพียงพยักหน้าเงียบๆ ดวงตากลับลอยไกล ราวกับจมอยู่ในความคิด
เมื่อเดินพ้นประตูสำนัก หลินหยางก็ถามขึ้นอย่างอยากรู้ “เจ้าได้ของดีอะไรมาเหรอ?”
“อาจจะใช่… หรืออาจไม่ใช่ก็ได้” อวิ๋นซูตอบเบาๆ “เพราะของบางอย่างนั้น ขึ้นอยู่กับวาสนาและชะตาเป็นผู้ตัดสิน”
เขากำเศษกระบี่ในแขนเสื้อแน่น แววตาเปี่ยมไปด้วยประกายแห่งความคาดหวัง
ของชิ้นนี้… ต้องลองก่อนถึงจะรู้ ว่ามันจะนำพาเขาไปสู่หนทางแบบใดกันแน่