ขั้นหลอมปราณระดับสอง

ตอนที่ 24 ขั้นหลอมปราณระดับสอง



เมื่อผู้คนในลานฝึกยุทธ์ทยอยแยกย้าย อวิ๋นซูก็ยังคงไม่หยุดฝึกฝน



เขาเดินไปยังพื้นที่โล่งว่างอีกมุมหนึ่ง แล้วเริ่มขยับร่างตามกระบวนท่าที่คุ้นเคย ก้าวเงาภูต ฝ่ามือทลายเมฆ และหมัดอัสนี



สามวิชานี้เป็นรากฐานแห่งการเอาชีวิตรอดของเขาในขั้นหลอมกาย และในตอนนี้... เมื่อปราณโลหิตสามารถแปรเป็นรูปร่างได้ พลังของทุกวิชาก็พุ่งขึ้นอีกขั้นอย่างน่าสะพรึงกลัว



ตอนนี้เมื่อเขาเคลื่อนไหว ร่างทั้งร่างคล้ายถูกห่อหุ้มด้วยม่านหมอกเลือดแดงคลุ้ง กลายเป็นเงาเคลื่อนไหวรางๆ ที่ยากจะมองตามทัน



แม้เพียงเงียบ ๆ เดินฝึก แต่กลับดูคล้าย เคล็ดวิชามารโลหิต ของพวกสายมารโดยแท้



อวิ๋นซูมองเงาตัวเองในหมอกเลือด พลางย่นคิ้ว “…เหมือนเกินไปหน่อยแล้วมั้ง”



คิดไปคิดมา เขาก็เข้าใจ ทั้งสองอย่างล้วนใช้ “ปราณโลหิต” เป็นตัวขับเคลื่อน เพียงแต่เคล็ดวิชามารนั้นใช้ แก่นโลหิตเผาผลาญเป็นพลัง ส่วนของเขาเป็นเพียงการผลาญปราณโลหิตเท่านั้น



ผลลัพธ์ต่างกัน แต่รากเหง้ากลับคล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาด



เขายิ่งฝึกยิ่งเข้าใจ ยิ่งชำนาญก็ยิ่งพัฒนา ทุกกระบวนท่าที่เคยติดขัดกลับลื่นไหลขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ



เพราะตอนนี้ เขาไม่ใช่เพียงผู้ฝึกวิชา หากแต่ “เข้าใจ” มันอย่างแท้จริง



เหล่าศิษย์ที่เดินผ่านไปมา ต่างมองแล้วส่ายหน้าเบาๆ



“ยังฝึกเคล็ดหลอมกายอยู่อีก? ที่นี่มันสำนักเซียนนะ…”



“ใครเขายังมาหมกอยู่ขั้นหลอมกายกัน เดี๋ยวก็ถูกคนหัวเราะเยาะเอา”



คำพูดเหล่านั้นไม่ทำให้อวิ๋นซูไหวหวั่นไหวเลยสักนิด



จะหัวเราะก็หัวเราะไปเถอะ ตัวเขาเองรู้ดีว่าทุกก้าวที่ฝึกในตอนนี้ ล้วนปูทางไปสู่ระดับที่คนพวกนั้นไม่มีวันไปถึง



จนกระทั่งถึงเที่ยง เขาจึงหยุดฝึก สูดลมหายใจลึก แล้วพึมพำกับตัวเองเบาๆ



“ได้เวลา… ก้าวสู่ขั้นหลอมปราณแล้วสินะ”



แม้ขั้นหลอมกายเพิ่งถึงขีดสุด ยังไม่ทันได้ปรับสมดุลเต็มร้อย แต่ร่างกายของเขาก็พร้อมแล้ว เมื่อปราณโลหิตนิ่งสงบดี การก้าวข้ามสู่ขั้นหลอมปราณก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องรออีกต่อไป



ต่างจากเคล็ดหลอมกาย การเข้าสู่ขั้นหลอมปราณไม่จำเป็นต้องใช้การเคลื่อนไหวใด เพียงนั่งสมาธิ และใช้เคล็ดวิชาดึงปราณวิญญาณเข้าสู่ร่างกายเท่านั้น



เขาเดินกลับเรือนพัก พลางคิดไปตลอดทาง



“อยู่ในสำนักนี่ ต่อให้ฝึกเฉยๆ ก็อาจถูกจับตามองได้ตลอด…”



ในฐานะศิษย์สายนอก เขายังพอฝึกได้ตามใจ แต่พอเข้าสู่เขตศิษย์สายใน ทุกอย่างกลับถูกสายตาผู้คนเฝ้ามองไม่เว้น โดยเฉพาะผู้อาวุโสที่มองทะลุแม้เพียงความคิด



อวิ๋นซูไม่ชอบสายตาเหล่านั้นเลย



พรสวรรค์ของเขาไม่สูงนัก ที่มีวันนี้ก็เพราะ “ระบบ” และความพยายามของตัวเอง ส่วนสิ่งที่ได้มาเหนือคนอื่นก็เป็นเพียง “ไพ่ลับ” ที่ไม่ควรเปิดเผยออกไป



เขารู้ดี โลกแห่งเซียนอันตรายที่สุดไม่ใช่มาร ไม่ใช่ปีศาจ แต่คือ “ใจคน” และตัวเขายังไม่แข็งแกร่งพอจะเผชิญหน้า “ใจคน” ของเหล่าผู้บำเพ็ญเซียนเหล่านั้นได้



“ก่อนจะถึงวันนั้น... ต้องแข็งแกร่งยิ่งกว่านี้”



ในช่วงนี้ ศิษย์สายในยังไม่มีภารกิจรวมพลใดๆ



ดังนั้นอวิ๋นซูจึงวางแผนว่าหลังทะลวงสู่ขั้นหลอมปราณ เขาจะออกไปฝึกภายนอกสำนักชั่วระยะหนึ่ง



แต่ก่อนจะออกไป เขาตั้งใจจะแวะหาผู้ดูแลร่างท้วมที่เคยพูดไว้ว่า “ศิษย์สายในก็ยังมารับภารกิจกับข้าได้”



แน่นอน เขาไม่คิดจะเกรงใจ



เขาจะเลือกภารกิจที่เป็นของขั้นหลอมกายเท่านั้น เพราะภารกิจของศิษย์สายในแม้แต่ระดับต่ำสุดก็อันตรายเทียบชั้นกับภารกิจระดับสูงของศิษย์สายนอก



เขายังไม่อยู่ในขั้นหลอมปราณ หากดันทุรังไป คงไม่มีทางรอด



ยิ่งไปกว่านั้น เขาสังเกตว่าหลายภารกิจของศิษย์สายในกับสายนอกนั้น “ซ้ำกัน” ด้วยซ้ำ เพียงแต่ระดับรางวัลต่างกัน



ภารกิจลำดับสูงสุดของศิษย์สายนอก เทียบได้กับระดับล่างสุดของศิษย์สายใน



“ในเมื่อภารกิจมันเหมือนกันหมดแล้ว ข้าจะเหนื่อยย้ายไปมาทำไมกัน”



เขาหัวเราะเบาๆ ในใจ



ในที่สุดก็กลับถึงเรือนพัก



ภายในเรือนสลักยันต์ป้องกันไว้รอบด้าน มีทั้งยันต์กั้นเสียง และค่ายกลตรวจจับผู้บุกรุก แม้ไม่เปิดใช้งานเต็มที่ แต่ก็เพียงพอสำหรับการปิดด่านเพื่อฝึก



อวิ๋นซูปิดประตู ลงยันต์กั้นเสียง และเปิดค่ายกลกันรบกวน จากนั้นนั่งขัดสมาธิบนเตียงไม้



เบื้องหน้าคือคัมภีร์ทั้งสามที่ได้รับจากผู้ดูแลตอนวันแรก



เคล็ดสุริยันทอง เคล็ดพฤกษาเร้นวิญญาณ เคล็ดสยบธารา



ทั้งสามคือเคล็ดวิชาหลอมปราณขั้นต้นที่เหมาะกับรากวิญญาณทอง ไม้ และน้ำของเขา



“ปกติศิษย์ต้องเลือกเพียงหนึ่งในสามเป็นวิชาหลัก...” เขาพึมพำ “แต่ของข้า… จะฝึกทั้งหมด”



ถึงจะถูกว่าโลภก็ช่าง



สำหรับเขาแล้ว ทุกวิชาคือ “ของขวัญจากโชคชะตา” จะปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ นับเป็นการดูหมิ่นฟ้า



ยิ่งไปกว่านั้น หากฝึกได้ครบสมดุล ก็จะช่วยส่งเสริมกันในภายหลัง



“สมดุลแห่งธาตุทั้งสาม… ถึงจะยังไม่ครบห้า แต่ก็ดีกว่าไม่มีเลย”



เขาคิดเล่น ๆ ว่าหากตนมี “รากวิญญาณห้าธาตุ” คงได้ฝึกเคล็ดวิชาทั้งห้าอย่างเต็มที่ ถึงตอนนั้นคงแทบจะไร้ผู้ต้านในระดับเดียวกันแน่



แต่ความจริงกลับตรงข้าม รากสามธาตุของเขาไม่ใช่ระดับสูง หากเป็นเพียงระดับต่ำทั้งหมด



“รากสามวิญญาณระดับต่ำ…” เขาหัวเราะแผ่ว “ดีที่ยังมีครบสาม ไม่งั้นข้าคงได้แต่กวาดพื้นไปทั้งชีวิต”



แม้พรสวรรค์ต่ำด้อย แต่เขาไม่คิดท้อ เพราะเขามี “ระบบ” อยู่ข้างกาย



เวลาผ่านไปสองชั่วยาม เขาท่องจำเคล็ดวิชาทั้งสามจนขึ้นใจ ทุกรายละเอียด ทุกคำอธิบายของการหมุนเวียนปราณ



เมื่อมั่นใจว่าไม่มีข้อผิดพลาดแล้ว เขาก็ค่อยๆ หลับตา หายใจเข้าอย่างช้า ๆ



ภายในร่างกาย ปราณโลหิตเริ่มสงบนิ่ง ใจเขาค่อย ๆ ดิ่งลงสู่สภาวะว่างเปล่า



“ถึงเวลาแล้ว...”



เสียงกระซิบเบาๆ ดังในใจ



อวิ๋นซูขยับนิ้วมือเล็กน้อย ตั้งสมาธิเต็มที่ แล้วเริ่มหมุนเวียนลมหายใจตามเคล็ดวิชาแรก



ขั้นแรกแห่งการฝึกบำเพ็ญเซียน ดึงปราณวิญญาณเข้าสู่กาย หรือที่เรียกว่า... “อัญเชิญปราณวิญญาณแรกเริ่ม”



สามสายปราณวิญญาณค่อยๆ ไหลวนอยู่ภายในร่างของอวิ๋นซู



พลังทั้งสาม เคล็ดสุริยันทอง เคล็ดพฤกษาเร้นวิญญาณ เคล็ดสยบธารา ต่างทำงานสอดประสานกันอย่างระมัดระวัง



แม้เขาจะมีเพียง “รากวิญญาณสามสาย” แต่ก็ยังไม่อาจควบคุมทั้งสามเคล็ดวิชาได้พร้อมกัน นั่นเป็นสิ่งที่ผู้บำเพ็ญเซียนถึงขั้นหลอมปราณระดับสูงสุดเท่านั้นถึงจะทำได้ เมื่อสามารถเข้าใจ และเชี่ยวชาญในแต่ละเคล็ดอย่างถึงแก่นแท้



สำหรับตอนนี้ เขาทำได้เพียงฝึกทีละสายอย่างระมัดระวังมากที่สุด



[ ติ๊ง! ท่านได้ฝึกเคล็ดสุริยันทองหนึ่งครั้ง ค่าความชำนาญ +1 ]



[ ติ๊ง! ท่านได้ฝึกเคล็ดพฤกษาเร้นวิญญาณหนึ่งครั้ง ค่าความชำนาญ +1 ]



[ ติ๊ง! ท่านได้ฝึกเคล็ดสยบธาราหนึ่งครั้ง ค่าความชำนาญ +1 ]



[ ติ๊ง! ขอแสดงความยินดี ท่านเข้าสู่ขั้นหลอมปราณระดับหนึ่ง! ]



เสียงระบบในหัวดังขึ้นติด ๆ กัน



อวิ๋นซูยังคงนั่งขัดสมาธิไม่ไหวติง ปล่อยให้สามกระแสปราณค่อยๆ ไหลเวียนตามเส้นลมปราณ ทั้งธาตุทอง ไม้ และน้ำ สลับกันหล่อเลี้ยงในร่างกาย



ปราณวิญญาณไหลเข้าสู่ร่างกายอย่างต่อเนื่อง ผ่านเส้นเอ็นและกระดูก เสริมความทนทานให้แข็งแกร่งขึ้นทีละน้อย



ผลลัพธ์ของการฝึกหลอมกายปรากฏให้เห็นชัด



เส้นลมปราณของเขาแน่นหนา และกว้างกว่าผู้บำเพ็ญเซียนทั่วไปหลายเท่า โลหิตในร่างคอยตรึง และค้ำปราณวิญญาณไม่ให้ไหลย้อน ทุกหยดปราณที่ไหลผ่านจึงถูกดูดซึมอย่างมั่นคง



ปราณสามสีหมุนวนในร่างก่อนรวมเข้าที่จุดศูนย์กลางของตันเถียน จนสามารถมองเห็นประกายพลังสามสีระเรื่อออกมาจากท้องส่วนล่างจางๆ



[ ติ๊ง! เคล็ดสุริยันทอง ค่าความชำนาญครบ 10 แต้ม บรรลุขั้นกลาง ]



[ ติ๊ง! เคล็ดพฤกษาเร้นวิญญาณ ค่าความชำนาญครบ 10 แต้ม บรรลุขั้นกลาง ]



[ ติ๊ง! เคล็ดสยบธารา ค่าความชำนาญครบ 10 แต้ม บรรลุขั้นกลาง ]



[ ติ๊ง! ท่านได้ฝึกเคล็ดสยบธาราหนึ่งครั้ง ค่าความชำนาญ +1 ]



[ ติ๊ง! ขอแสดงความยินดี ท่านเข้าสู่ขั้นหลอมปราณระดับสอง! ]



[ ติ๊ง! แต้มปราณไม่เพียงพอ กรุณาเติมแต้มปราณก่อน! ]



อวิ๋นซูเปิดตาขึ้นช้าๆ



ในขณะที่เคล็ดวิชาทั้งสามเริ่มหมุนเวียนได้อย่างราบรื่น เขาก็ทะลวงเข้าสู่ขั้นหลอมปราณเรียบร้อย และเพียงไม่นานต่อมา ระบบก็แจ้งว่าเขาขึ้นสู่ “ระดับสอง” แล้วด้วยซ้ำ



เขาผ่อนลมหายใจยาว ความอึดอัดในทรวงคลายลง ดวงตาเปล่งประกายเย็นสงบ



ขั้นหลอมปราณ... ไม่ง่ายเลย



สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การรักษาสมดุลของธาตุทั้งสาม และไม่ใช่การทะลวงสู่ระดับต่อไป



แต่คือ “จุดเริ่มต้น”



เพราะหากไม่สามารถทำให้ปราณวิญญาณหมุนเวียนได้ครั้งแรก ต่อให้มีพรสวรรค์เพียงใด ก็ไม่มีทางเริ่มฝึกบำเพ็ญเซียนได้เลย



แต่เขาทำสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรก เช่นเดียวกับตอนที่เขาเข้าใจ “เจตกระบี่” ครั้งแรกนั่นแหละ



“เพียงเริ่มได้ครั้งเดียว... ก็ย่อมไปต่อได้อีกนับครั้งไม่ถ้วน”



อวิ๋นซูยิ้มบางๆ พลางลุกขึ้น เปิดประตูออกไป



ยามนี้ ท้องฟ้ามืดสนิท ดาวพร่างพรายทั่วฟ้า แสงเย็นส่องต้องพื้นหินของยอดเขากระบี่วิญญาณ



เขาเงยหน้ามองแสงดาว แล้วก้มศีรษะลงคารวะทิศที่อาจารย์ของตนพำนักอยู่



แม้จะอยู่ห่างกันหลายยอดเขา แต่ในใจของเขายังคงศรัทธาไม่เสื่อมคลาย



“ศิษย์ขอคารวะท่านอาจารย์”



กล่าวจบ เขาก็หันหลังเดินตรงไปยังประตูเขตศิษย์สายนอก



หอภารกิจในยามค่ำเงียบสงัด มีเพียงแสงตะเกียงสลัวๆ ส่องให้เห็นเงาของชายร่างท้วมผู้หนึ่งกำลังงีบหลับอยู่หลังโต๊ะ



“ข้ามารับภารกิจ” อวิ๋นซูพูดเรียบๆ



“หืม?!” ผู้ดูแลร่างท้วมสะดุ้งตื่นทันที เงยหน้าขึ้นพลางขยี้ตา “โอ๊ย... เจ้ารึ เจ้าไม่ใช่ศิษย์สายในแล้วหรือไง ไหน... ภารกิจของคนพวกนั้นไม่เข้าท่ารึ?”



อวิ๋นซูยิ้มบาง ๆ “ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ แค่บางอย่างมันยังไม่ถึงเวลา”



“ฮ่าฮ่า เข้าใจแล้วๆ” ผู้ดูแลร่างท้วมหัวเราะร่วน “พวกศิษย์สายในต้องรับมือกับเหล่าผู้อาวุโสทั้งวัน ข้าก็ว่าไม่คุ้มเหมือนกัน มานี่สิ ดูภารกิจนี่ก่อน”



เขาหยิบไม้ไผ่จารึกภารกิจออกมากำมือส่งให้ “อยากได้ระดับไหนเลือกเองเลย ถ้าเป็นภารกิจระดับสูงหน่อย ข้าจะช่วยคุยกับฝ่ายในให้เจ้าเอง”



อวิ๋นซูพยักหน้ารับ แล้วเปิดดูอย่างตั้งใจ



เริ่มจากภารกิจระดับกลาง



เขากวาดตาดูอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเลือกออกมาห้างานติดต่อกัน



“ข้าเอาอันนี้… แล้วก็อันนี้ อีกสามอันนี่ด้วย”



“ห้าภารกิจเลยรึ?” ผู้ดูแลร่างท้วมจ้องตาแล้วหัวเราะในลำคอ “สามวันเสร็จได้ถือว่าเก่งแล้วนะ”



“พอแค่นี้ก่อนก็ได้” อวิ๋นซูตอบเรียบๆ แล้วเลื่อนสายตาไปยังภารกิจระดับสูง



เขาไล่สายตาดูทีละรายการ ในใจครุ่นคิด



“ไม่รู้เลยว่าพลังขั้นหลอมปราณจะเหนือกว่าขั้นหลอมกายมากแค่ไหน... ต้องลองถึงจะรู้”



ตามทฤษฎีแล้ว ผู้เข้าสู่ขั้นหลอมปราณจะสามารถใช้ปราณวิญญาณภายในร่างได้เต็มรูปแบบ แต่เขากลับไม่มั่นใจนัก



เพราะปราณโลหิตของเขานั้นขัดแย้งกับปราณวิญญาณ ไม่อาจหลอมรวมได้โดยตรง



อย่างไรก็ตาม เคล็ดวิชาที่อาจารย์มอบให้เขา คือ “หนทางของผู้หลอมกาย และบำเพ็ญเซียนร่วมกัน”



คือใช้ปราณวิญญาณชำระร่างกาย และแปรปราณโลหิตเป็นปราณวิญญาณ



“ต่างเส้นทาง แต่ปลายทางเดียวกัน…”



เขาเลือก ภารกิจระดับสูงอีกสามงานที่เหมาะกับพลังของตน ทั้งหมดให้รางวัลค่อนข้างสูง



“แปดภารกิจ?” ผู้ดูแลร่างท้วมจ้องตาแล้วตาโตขึ้น “นี่เจ้าคิดจะฆ่าตัวตายรึไง หรือว่า…”



สายตาเขากวาดขึ้นลง ก่อนหัวเราะเบาๆ “อย่าบอกนะว่าเจ้าเข้าสู่ขั้นหลอมปราณแล้ว?”



อวิ๋นซูพยักหน้าเบา ๆ “เพิ่งก้าวข้ามมาไม่นาน”



“ข้าต้องพูดว่าเจ้าเป็นอัจฉริยะสายหลอมกายจริง ๆ!” ผู้ดูแลร่างท้วมยกนิ้วโป้งขึ้น “ตัวข้าเองยังไม่เคยเห็นใครที่บรรลุขีดสุดสายหลอมกายแล้วยังก้าวสู่ขั้นหลอมปราณได้เร็วขนาดนี้… แต่เจ้าอย่าลืมสิ ด้วยรากวิญญาณสามสาย เดินบนวิถีเซียนอาจติดขัดมากนะ”



อวิ๋นซูยิ้มบางๆ ไม่ตอบ



คำเตือนเช่นนี้ เขาได้ยินจนชินหู



แต่ก็ไม่เคยมีใครเข้าใจว่า “ระบบ” ของเขา ทำให้ทุกข้อจำกัดกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น



เพียงวันเดียว เขาทะลวงขีดสุดของมนุษย์ ก้าวเข้าสู่วิถีเซียน และยกระดับได้ถึงขั้นหลอมปราณระดับสอง



เส้นทางของเขา... ไม่มีอะไรหยุดยั้งได้อีกแล้ว



ผู้ดูแลร่างท้วมจดข้อมูลลงในทะเบียน แล้วคืนป้ายหยกให้เขา “รวมทั้งหมดเป็นรางวัลราวสามร้อยโอสถหลอมปราณ ขอให้เจ้าโชคดีล่ะ”



“ขอบคุณ”



อวิ๋นซูรับป้ายหยกเก็บเข้ากระเป๋า พร้อมรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้า



คืนนี้ เขาจะเริ่มการเดินทางครั้งใหม่




ตอนก่อน

จบบทที่ ขั้นหลอมปราณระดับสอง

ตอนถัดไป