ภารกิจสุดท้าย

ตอนที่ 28 ภารกิจสุดท้าย



ราตรีมืดสนิท



อวิ๋นซูนอนเอกเขนกอยู่บนพื้นหญ้า คาบก้านหญ้าไว้ในปาก ใช้หัวยันหมอนที่เป็นร่างของสุนัขจิ้งจอกสีเงินขนฟู



แสงในดวงตาของจิ้งจอกคู่นั้นฉายประกายเรืองรองราวดวงจันทร์ยามค่ำคืน มันคือ อสูรจิ้งจอก ที่ใกล้ถึงขั้นหลอมปราณ แปลงกายจากสัตว์อสูรเป็นอสูร!



สัตว์อสูรชนิดนี้มีสติปัญญาสูง หากสำเร็จขั้นหลอมปราณก็จะสามารถเข้าใจคำพูดของมนุษย์ได้อย่างถ่องแท้ ถือเป็นเผ่าอสูรที่มีปัญญาเป็นเลิศ



ในยามนี้ ใบหน้าของมันบวมช้ำไปทั้งแถบ ตัวสั่นเทิ้ม แต่ไม่กล้าขยับแรงนัก เกรงจะปลุกศีรษะของอวิ๋นซูที่หนุนอยู่บนหลังมันให้ตื่น



“เจ้าลองรวบรวมปราณโลหิตไว้ที่ฝ่ามือ แล้วระเบิดออกจากจุดนั้นดูอีกครั้งสิ” อวิ๋นซูพูดขึ้นเสียงเรียบ



หลินหยางพยักหน้า ตั้งจิตรวมปราณโลหิตไว้กลางฝ่ามือ กระแสปราณพลันไหลวนคล้ายสายน้ำทะลัก ไอพลังรอบกายสั่นไหว ราวกับลมแรงพัดผ่าน



ใบไม้ปลิวคว้างกลางอากาศ ก่อนเขาจะตวัดฝ่ามือฟาดลงบนลำต้นไม้ใหญ่ เสียงดัง ปัง! เปลือกไม้แตกกระจาย เหลือรอยฝ่ามือสีขาวนวลอยู่บนเนื้อไม้



อวิ๋นซูเอ่ยช้า ๆ “นี่คือเคล็ดฝ่ามือทลายเมฆ มือเบาดุจหมอกคลุ้ง แม้มีพลังพันชั่งก็ยังต้องลื่นไหลไม่ขาดตอน ต้องให้แรงนั้นต่อเนื่องเหมือนกลุ่มเมฆมิขาดสาย มิใช่ฝ่ามือที่เน้นเพียงพลัง แต่ต้องรวมความนุ่มนวลกับความแข็งกร้าวไว้ในคราเดียว นี่แหละคือแก่นแท้ของมัน เจ้าจะเข้าใจได้เมื่อบรรลุขั้นหลอมกายระดับสูงสุด”



วาจาของอวิ๋นซูชัดเจนในที ทว่าความเข้าใจนั้นลึกเกินกว่าผู้ที่ยังไม่แตะถึงขอบเขตจะมองเห็น



หลินหยางลองฝึกอีกหลายครั้ง แม้ยังไม่อาจจับจุดได้ทั้งหมด แต่อวิ๋นซูก็เห็นความก้าวหน้าในทุกจังหวะ



“มีพรสวรรค์พอตัวเลย” อวิ๋นซูว่า “ต่อให้พื้นฐานยังหยาบอยู่ แต่ความตั้งใจก็ไม่เลว”



หลินหยางหอบหายใจเบา ๆ ก่อนเงยหน้ามองอวิ๋นซูด้วยความนับถือ “ถ้อยคำของเจ้าช่างลึกซึ้งยิ่ง อธิบายเพียงไม่กี่คำ ข้าก็รู้สึกเหมือนเห็นทางสว่างขึ้นทันตา”



เขารู้ดี มีผู้บำเพ็ญมากมายที่เก่งในการฝึก แต่มีน้อยนักที่จะถ่ายทอดให้เข้าใจได้อย่างแจ่มชัดเช่นนี้



อวิ๋นซูเพียงหัวเราะบาง ๆ “เจ้าลองเดินเคล็ดหลอมกายให้ข้าดูอีกที”



“ได้!”



หลินหยางตั้งท่าพร้อม หมัด และเท้าเคลื่อนไหวตามจังหวะ ฝีมือดูสง่างามและเต็มไปด้วยปราณโลหิตที่ปะทุอยู่ภายใน



อวิ๋นซูมองเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุบตาลง นี่หรือคือเคล็ดเดียวกับที่ข้าฝึกเมื่อก่อน?



หากเทียบกับตัวเขาที่ฝึกจนบรรลุขั้นเหนือล้ำแล้ว ตอนนี้ในสายตาเขา หลินหยางเพียงกำลังออกกำลังธรรมดาเท่านั้น



เคล็ดวิชาเดียวกัน แต่ผลลัพธ์แตกต่างราวฟ้ากับเหว



“อืม... เจ้าคงยังไม่ถึงขั้นต้นของมันเลยสินะ” อวิ๋นซูพึมพำ “เหมือนกับข้าในตอนแรกนั่นแหละ”



เขาเข้าใจในทันที ความแตกต่างอยู่ที่ระดับความเข้าใจ และการหลอมรวมปราณโลหิตให้กลมกลืนในทุกจังหวะของร่างกาย



หลินหยางฝึกเพียงเปลือก แต่ยังไม่ได้เข้าถึงแก่นแท้เลยแม้แต่น้อย



“น่าเสียดาย ถ้าในสำนักมีผู้อาวุโสถ่ายทอดวิชาอยู่ในเขตศิษย์สายนอกบ้าง เคล็ดหลอมกายก็คงไม่ยากถึงเพียงนี้” อวิ๋นซูถอนหายใจเบาๆ



เขารู้ดี ศิษย์รับใช้ และศิษย์สายนอกนั้นแทบไม่มีผู้คอยชี้แนะ



การฝึกส่วนใหญ่ต้องพึ่งพรสวรรค์ และความพยายามของตนเองทั้งสิ้น



แม้จะอ่านตำราบ้างก็ต้องใช้แต้มผลงานแลกเพื่อเข้าถึง ยังดีที่สำนักอนุญาตให้ใช้แต้มเหล่านั้นแลกโอกาสเข้าไปขอคำแนะนำจากผู้อาวุโสได้บ้าง



ภายใต้เงื่อนไขอันโหดร้ายเช่นนี้จะก้าวขึ้นมาได้ ย่อมต้องมีทั้งพรสวรรค์ ความอดทน และความเข้าใจเหนือล้ำคนทั่วไป



ผู้ที่ก้าวมาเป็นศิษย์สายใน ล้วนเป็นอัจฉริยะในหมู่คนนับหมื่น



อวิ๋นซูคิดถึงวันเก่าแล้วส่ายหน้าเบาๆ



“เจ้าดูให้ดี” เขากล่าวพลางลุกขึ้นยืน “เคล็ดหลอมกายต้องเคลื่อนไหวเช่นนี้”



เพียงหมัดแรกที่ออก เสียงอากาศแตกกังวาน ปราณโลหิตเคลื่อนหมุนทั่วร่าง ประสานกันเป็นหนึ่งเดียว



ฝีมือดูเรียบง่าย แต่จังหวะทุกส่วนสอดประสานจนไร้ช่องว่าง



หลินหยางมองตาค้าง “นี่มัน... เคล็ดวิชาเดียวกันจริงหรือ?”



เขามองเห็นแต่พลังที่รินไหลรอบร่างอวิ๋นซู ดั่งโลหิต และลมหายใจรวมเป็นสายเดียว กลายเป็นพลังที่สั่นสะเทือนไปทั่วพื้นที่โดยไร้เสียง



“รู้ไหมว่าต่างกันตรงไหน?” อวิ๋นซูถาม



หลินหยางครุ่นคิด “ข้าฝึกแล้วรู้สึกเหมือนร่างข้าเต็มไปด้วยช่องโหว่ พลังไม่หลอมรวมกัน แต่ตอนเจ้าฝึก เหมือนพลังทั้งหมดไหลเวียนทั่วร่างอย่างไร้รอยต่อ”



“ถูกต้อง” อวิ๋นซูพยักหน้าอย่างพอใจ “ความต่างอยู่ที่ความเข้าใจ และความชำนาญในการเคลื่อนปราณโลหิต เมื่อทำได้ครบสมบูรณ์ พลังจะไหลลื่นเหมือนสายน้ำ ไม่ขาดตอนแม้แต่น้อย”



เขายื่นกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา ใช้พู่กันเขียนลายเส้นเป็นรูปคน พร้อมลูกศรชี้จุดผิดเก้าตำแหน่งบนร่าง



“นี่คือจุดที่เจ้าพลาดทั้งหมด แก้ให้ครบแล้วฝึกใหม่อีกครั้ง”



หลินหยางรับไว้ด้วยสองมือ พอเห็นลายเส้นชัดเจน ใบหน้าเขาก็เคร่งขรึมขึ้น “ขอบคุณมากศิษย์น้อง เคล็ดวิชานี้ล้ำค่ามาก หากวันหน้าเจ้ามีเรื่องให้ข้าช่วย ข้ายินดีพลีชีพแทนเจ้าได้ทุกเมื่อ!”



อวิ๋นซูยกมือโบก “ไม่ต้องถึงขนาดนั้น เจ้าไปฝึกต่อเถอะ ข้าจะพักสักครู่ อีกเดี๋ยวต้องเข้าป่าไปจับพวกหมาป่าอาคมให้ครบสามตัว จะได้จบภารกิจครั้งนี้เสียที”



“ได้ เจ้าพักเถอะ” หลินหยางตอบ



อวิ๋นซูเพียงพยักหน้า จากนั้นหาที่โล่งในป่า ดึงใบไม้ใหญ่แผ่นหนึ่งมาคลุมตัว แล้วเอนกายนอนหนุนอสูรจิ้งจอก ข่มตาหลับอย่างสบาย



หลินหยางกลับไม่พัก เขานั่งลงใกล้กองไฟ แล้วเริ่มฝึกตามคำแนะนำที่ได้รับ เสียงปราณโลหิตเคลื่อนในร่างดัง ฮึ่มๆ อยู่ในความมืดมิดของผืนป่า



แต่แม้เสียงจะดังแผ่วแค่ไหน อวิ๋นซูก็ยังคงนอนหลับลึกอย่างไร้กังวล ราวกับโลกทั้งผืนอยู่ในความสงบของเขาเพียงผู้เดียว



สองชั่วยามผ่านไป อวิ๋นซูค่อยๆ ลืมตาขึ้นจากการพักบนพื้นหญ้า



หลินหยางยังคงฝึกฝนหมัด และท่ากระบวนท่าจากเคล็ดหลอมกายอย่างไม่หยุดหย่อน



แต่สิ่งที่ทำให้อวิ๋นซูต้องเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ คือพลังของหลินหยางที่พุ่งพรวดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด!



ไม่เพียงแต่เคล็ดวิชาจะเชี่ยวชาญถึงขั้นกลางเท่านั้น เขายัง ก้าวข้ามขั้นหลอมกายระดับห้า สู่ขั้นหลอมกายระดับหกในคราวเดียว



ปราณโลหิตหมุนวนรอบตัว ร่างกายที่เดิมดูมั่นคง บัดนี้กลับแผ่กลิ่นอายที่ทรงพลังยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า



“อืม… นี่สิถึงเรียกว่าไม่ธรรมดา” อวิ๋นซูพึมพำเบาๆ



เขามองอยู่ครู่หนึ่ง ก็เห็นได้ชัดว่า หลินหยางไม่เพียงแก้ไขจุดบกพร่องที่ตนชี้ไว้เท่านั้น แต่ยัง เริ่มเข้าใจเคล็ดหลอมกายในแบบของตนเอง การเคลื่อนไหวมีชีวิตชีวา ลื่นไหลไม่ขาดช่วง



นี่คือสัญญาณของการสอดประสาน ระดับที่ผู้บำเพ็ญเซียนเริ่มหลอมรวมร่างกาย และปราณโลหิตได้อย่างแท้จริง



การจะบรรลุถึงจุดนี้ในฐานะศิษย์สายนอก ถือว่าเกินกว่าผู้คนทั่วไปนัก ผลลัพธ์ที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้ ช่างรวดเร็วและชัดเจนราวสายฟ้าฟาด



“ศิษย์พี่หลิน เจ้าช่างมีพรสวรรค์ยิ่งนัก” อวิ๋นซูเอ่ยชม



หลินหยางหยุดฝึก หอบหายใจเบา ๆ ก่อนโค้งคารวะ “ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณเจ้าที่ชี้ทาง หากไม่มีคำแนะนำของเจ้า ข้าคงยังย่ำอยู่ที่เดิม”



เขาพูดด้วยความจริงใจที่สุด เพราะยิ่งเข้าใจลึก เขาก็ยิ่งตระหนักว่า อวิ๋นซูนั้นอยู่เหนือกว่าเพียงใด



ตอนที่อวิ๋นซูเคยสาธิตเคล็ดหลอมกายต่อหน้าเขา แม้แต่ผู้อาวุโสฝ่ายถ่ายทอดวิชาของสำนัก ยังไม่อาจเทียบเคียงได้



ศิษย์ผู้นี้ในวัยเยาว์ สามารถบรรลุขั้นที่ปราณโลหิตทะลักออกจากร่างโดยไม่ต้องเปิดบาดแผล นั่นคือเครื่องหมายของ “เคล็ดหลอมกายขั้นสูง”



ระดับนั้นเป็นเพียงตำนานในหมู่ศิษย์ทั่วไปเท่านั้น



เด็กผู้นี้คืออัจฉริยะโดยแท้ หลินหยางคิดอย่างยอมรับในใจ



ขณะเดียวกัน อวิ๋นซูเองก็มองอีกฝ่ายด้วยแววตาชื่นชม



หลินหยางเพิ่งเข้าสู่สำนักได้ไม่นาน ตอนเจอกันครั้งแรกก็เพียงขั้นหลอมกายระดับสี่ เพียงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เขาก็ไต่ขึ้นถึงขั้นห้า และตอนนี้ก้าวข้ามไปอีกระดับ



เพียงคำแนะนำไม่กี่คำจากตน เขาก็สามารถทะลวงขอบเขตได้ นี่คือพรสวรรค์แท้จริง



“ศิษย์พี่หลิน รากวิญญาณของเจ้าอยู่ระดับใด?” อวิ๋นซูถามขึ้น



“รากวิญญาณไม้ระดับกลาง รากวิญญาณไฟระดับต่ำ” หลินหยางตอบตามจริง



อวิ๋นซูชะงักไปเล็กน้อย “…ข้าไม่น่าถามเลย”



ถ้าเทียบกับคนอื่นๆ แล้ว ต่อให้เป็นศิษย์รับใช้บางคนยังมีรากวิญญาณที่ดีกว่านี้ด้วยซ้ำ



“เจ้ามีรากวิญญาณไม้กับไฟ เช่นนั้นเคยคิดจะเรียนสายหลอมโอสถหรือไม่?”



หลินหยางหัวเราะเบาๆ “รอให้ข้าเข้าเป็นศิษย์สายในก่อนเถิด ตอนนี้ยังห่างไกลเกินไป ข้ารู้ตัวดีว่าพรสวรรค์มิได้สูงนัก เพียงแต่ทำความเข้าใจวิชาได้เร็วเท่านั้น แม้รากวิญญาณจะเหมาะ แต่ถ้าไม่มีอาจารย์คอยสอน ก็คงยากจะเข้าขั้นเป็นนักหลอมโอสถได้”



อวิ๋นซูพยักหน้า เขาก็เห็นด้วย



ถึงจะไม่ได้มีพรสวรรค์พิเศษ แต่เมื่อรวมกับความเข้าใจ และความพยายาม ก็ถือว่าเป็นผู้ที่มีศักยภาพไม่น้อยเลย



คงต้องอยู่ด้วยกันไปอีกสักพัก ยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องทำ อวิ๋นซูพูดพึมพำกับตัวเองอย่างขบขันในใจ



คนเช่นนี้หายากนัก ทั้งขยัน ทั้งเชื่อฟัง และเรียนรู้ไว



หลังพักพอสมควรแล้ว อวิ๋นซูจึงกล่าว “ศิษย์พี่หลิน เจ้ารออยู่ที่นี่ ข้าอาจใช้เวลาสักสองถึงสามวัน อย่าเข้ามาตาม”



หลินหยางพยักหน้า เขารู้ดีว่าภารกิจนี้ไม่ง่ายเลย เพราะเป้าหมายคือ สามหมาป่าอาคม อสูรหมาป่าที่แข็งแกร่ง และมีสติปัญญาเกือบเทียบเท่ามนุษย์



นี่ยังเป็น ภารกิจระดับสูงอีกด้วย



“เข้าใจ ข้าจะรออยู่ที่นี่ เจ้าก็ระวังตัวด้วย” หลินหยางตอบ



อวิ๋นซูเพียงหัวเราะในลำคอ ก่อนหันไปมองจิ้งจอกเงินที่นอนตัวสั่นข้างๆ



เขายกเท้าถีบเบาๆ แล้วพูดเสียงเย็น “อย่าคิดหนี หากข้ากลับมาแล้วไม่เห็นเจ้า ข้าจะถลกหนังเจ้าให้หมดทั้งตัว”



พูดจบ เขาก็หายวับเข้าไปในเงาป่าทึบ



เหลือไว้เพียงหลินหยางกับจิ้งจอกที่บวมปูดทั้งหน้า มองตากันปริบๆ อย่างจนใจ



สำหรับอวิ๋นซูแล้ว การรับมือกับอสูรในป่าเป็นเรื่องที่สนุกเสียด้วยซ้ำ



อสูรมีทั้งดุร้ายและเชื่อง แต่ล้วนตรงไปตรงมา ไม่สับปลับเหมือนมนุษย์



ภารกิจนี้คือภารกิจสุดท้ายในชุดภารกิจระดับสูงของเขา



“จับหมาป่าอาคมสามตัวเป็นๆ”



หมาป่าอาคมเป็นอสูรที่อยู่รวมฝูง มีจ่าฝูงคอยสั่งการ ทุกตัวมีพลังเทียบเท่าผู้บำเพ็ญเซียนขั้นหลอมปราณ หากรวมกันเป็นฝูงสิบตัวขึ้นไป แม้แต่ผู้บำเพ็ญเซียนขั้นหลอมปราณยังต้องหลีกทาง



“ฝูงหมาป่าหลายสิบตัว แต่ละตัวมีพลังเทียบขั้นหลอมปราณ หากเผชิญหน้าโดยตรง คงยากจะสังหารแม้เพียงตัวเดียว” อวิ๋นซูคิด “และภารกิจครั้งนี้ต้องจับเป็น…”



เขาเผยรอยยิ้มเย็น “ก็ดี ข้ากำลังอยากหาที่ฝึกฝีมืออยู่พอดี”



หลังเข้าสู่ป่าลึก เขาไม่ได้รีบร้อนออกตามล่า แต่เลือกหาที่สงบเพื่อเตรียมความร้อม



โอสถบ่มปราณกว่า 500 เม็ดและโอสถหลอมปราณที่ได้จากคฤหาสน์เงาเร้นก่อนหน้า ถูกนำมาใช้ทั้งหมด



พลังในร่างไหลเวียนจนแต้มปราณสะสมในระบบเพิ่มขึ้นถึง 4,500 หน่วย เพียงพอให้เขาฝึกฝนต่อเนื่องได้เป็นเวลานาน



เขานั่งลงกลางลานหิน แผ่สมาธิออกทั่วร่าง ดวงตาปิดสนิทดั่งอรหันต์จำศีล



[ ติ๊ง! ท่านได้ฝึกเคล็ดกายวชิระนิรันดร์หนึ่งครั้ง ค่าความชำนาญ +1 ]



……



[ ติ๊ง! ท่านได้ฝึกเคล็ดกายวชิระนิรันดร์หนึ่งครั้ง ค่าความชำนาญ +1 ]



แสงทองจางๆ ซึมอยู่ใต้ผิวหนังของเขา หากไม่กดพลังไว้ คงแผ่ส่องทั่วผืนป่าได้กว้างไกลเป็นลี้



แสงทองคำนั้นไหลวนช้าๆ พร้อมเสียงหายใจสม่ำเสมอ จากความขรุขระกลายเป็นลื่นไหลไร้จุดสะดุด



[ ติ๊ง! ท่านได้ฝึกเคล็ดกายวชิระนิรันดร์หนึ่งครั้ง ค่าความชำนาญ +1 ]



[ ติ๊ง! ท่านได้ฝ่าด่านพลังเข้าสู่ขั้นหลอมปราณระดับสาม ]



อวิ๋นซูเปิดตาช้าๆ แววตาเป็นประกายเย็นเฉียบ



เขาไม่ได้หยุด กลับฝึกฝนต่ออย่างไม่หยุดหย่อน



เพราะเขารู้ดี เคล็ดหลอมกาย และเคล็ดวิชาเซียน แม้เป็นสองหนทาง แต่หากฝึกจนถึงที่สุด ก็สามารถเกื้อหนุนกันได้อย่างสมบูรณ์



ผู้บำเพ็ญเซียนทั่วไปมักละทิ้งสายหลอมกาย เพราะต้องใช้เวลายาวนานจนแทบไม่เห็นผล แต่ในร่างของอวิ๋นซู ทั้งสองกลับหลอมรวมกันราวเงาและแสง



“ไม่เพียงแต่ร่างกายจะแข็งแกร่งขึ้น แม้ระดับพลังก็ก้าวหน้าเร็วขึ้นกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา”



เขายกมุมปากขึ้นนิดหนึ่ง นี่คือ ผลลัพธ์ของการบำเพ็ญเซียนที่แท้จริง



ร่างกายเป็นเหมือนกระบี่ทองที่กำลังถูกหลอม และตัวเขาเองก็จะเป็นผู้บรรลุจุดสูงสุดที่ผ่านการฝึกปรือทั้งสองสายในคราวเดียว




ตอนก่อน

จบบทที่ ภารกิจสุดท้าย

ตอนถัดไป