บทที่ 11 ในเมือง

บทที่ 11 ในเมือง
เธอมั่นใจว่าไม่กลัวหร่วนซิ่วฉินแห่งครอบครัวที่ตกอับนี่ แต่พอเจอสายตาอาฆาตของจางหรู ก็นึกขึ้นได้ว่าจางหรูมีลูกชายสี่คน สุดท้ายพอมองไปที่โอวหยางหย่ง และพ่อของเขาที่เดินเข้ามาใกล้เตรียมลงไม้ลงมือ รวมถึงจางผิง ที่ถือจอบเล็กๆ พร้อมจ้วงทุกเมื่อ ยายเฒ่าปีศาจ ก็ลมออกหูทันที ไม่กล้าแข็งข้อพูดอะไรอีก กลัวว่าจะโดนตีอีกจริงๆ
จางหรู เป็นใครเสียอย่าง สายตาเฉียบแหลมดุจเหยี่ยว มองปราดเดียวก็รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นพวกขี้ขลาดที่เอาแต่ข่มเหงคนอ่อนแอแต่กลัวคนแข็งแกร่ง จึงชี้มือไปที่นอกประตูใหญ่ทันที
“ไสหัวไป!”
ยายเฒ่าปีศาจ มีสีหน้าเจ็บใจ แต่พอเห็นจางหรู เงื้อมือจะตบอีกครั้ง ก็ตัดสินใจหันหลังวิ่งทันที ท่ามกลางเสียงหัวเราะดังลั่น เธอไม่กล้าแม้แต่จะทิ้งท้ายคำขู่สักคำ ทำได้เพียงหนีกลับบ้านไปอย่างน่าเวทนา
พวกชอบมุงบางคนถึงกับตะโกนล้อเลียนบทพูดในเรื่องผู้กล้าหาญแห่งเขาเหลียงซาน ว่า “กลัวอะไรเล่า หัวหลุดอย่างมากก็แค่แผลเป็นใหญ่เท่าปากชาม สิบแปดปีผ่านไปก็กลับมาเป็นยอดคนอีกครั้ง กลับมาด่าต่อสิ... ฮ่าๆๆ”
“ฮ่าๆๆ...”
ตามมาด้วยเสียงหัวเราะดังระงม
…..
ช่วงบ่าย หลังจากที่จางเซวียน แทบจะกราบกรานบูชาคุณป้าของเขาแล้ว เขาก็ไปที่ทำการไปรษณีย์เพื่อส่งต้นฉบับที่เพิ่งเขียนเสร็จ
ครั้งนี้เขาไม่ได้เดินไป โอวหยางหย่ง ที่วันนี้ดีใจจนเนื้อเต้น ช่างมีไหวพริบนัก ขี่มอเตอร์ไซค์มาส่งเขาจนถึงที่หมาย
พอถึงที่ทำการไปรษณีย์ โอวหยางหย่ง ก็ถาม “นายจะอยู่ในเมืองนานแค่ไหน กะว่าสักกี่โมงจะกลับ เดี๋ยวฉันมารับ”
จางเซวียน บอกอย่างไม่แน่ใจ “ไม่ต้องห่วงฉันหรอก นายไปทำมาหากินเถอะ ทำเงินสำคัญกว่า”
ช่วงไม่กี่วันนี้หาเงินง่ายจริงๆ มอเตอร์ไซค์วิ่งตั้งแต่เช้าจรดเย็น หรือบางทีลากยาวไปจนถึงเที่ยงคืนตีหนึ่ง ไม่เคยได้หยุดพักเลย
คนที่นั่งมอเตอร์ไซค์ส่วนใหญ่เป็นคนที่เดินทางกลับบ้านเกิดหลังไปทำงานที่อื่น พวกเขามีเงินในมือ รักหน้าตา แถมยังชอบความสะดวกสบาย เงินสิบหยวนในมือพวกเขาดูราวกับเศษกระดาษ
โดยเฉพาะพวกสาวโรงงานที่ชอบดัดเสียงเล็กเสียงน้อย ยิ่งชอบทำตัวแบบนี้ กลัวว่าโคลนเละๆ บนถนนลูกรังในไร่นา จะทำให้รองเท้ากับกางเกงเปรอะเปื้อน
ด้วยเหตุนี้ พวกผู้ใหญ่ที่ไม่ค่อยเอาไหนในหมู่บ้านถึงชอบพูดจาเหน็บแนม “ดูพวกแม่สาวน้อยพวกนี้ทำตัวสำออยสิ อุ๊ยแม่ โคลนทำรองเท้าหนูเปื้อน อุ๊ยแม่กับผีสิ ทำตัวอย่างกับเป็นคนในเมืองไปได้”
เมื่อเห็นจางเซวียน เร่งให้ไปอีกครั้ง โอวหยางหย่ง ก็ไม่ปฏิเสธ เขายื่นมือมายัดเงินหนึ่งร้อยหยวนใส่อ้อมอกของจางเซวียน ก่อนจะบิดมอเตอร์ไซค์จากไปราวกับสายลม
วันนี้ที่ทำการไปรษณีย์เปิดเป็นวันสุดท้าย ก่อนจะปิดยาวช่วงตรุษจีน คนจึงเยอะเป็นพิเศษ
จะซื้อซองจดหมายลงทะเบียน ก็ต้องต่อคิว ส่วนกาวสำหรับแปะซองจดหมายนี่ต้องแย่งกันใช้เลย
ที่ซวยที่สุดคือ จางเซวียน อุตส่าห์เบียดเสียดผู้คนเข้าไปพร้อมซองจดหมายได้แล้ว แต่กลับพบว่ากาวหมดเกลี้ยง
น่าหงุดหงิดชะมัด
บางคนเห็นกาวหมดก็สบถด่าทันที บางคนยิ่งกว่านั้น ใช้ลิ้นเลียน้ำลายปิดซองไปเลย
จางเซวียน คิดจะทำตามบ้าง แต่พอนึกขึ้นได้ว่าในซองของคนอื่นมีแค่กระดาษจดหมาย แต่ในซองของเขากลับเป็น เงิน ขืนทำแบบนั้นมีหวังซองหลุดพอดี
เพื่อความรอบคอบ เขาจึงเดินข้ามถนนไปร้านอาหารร้านหนึ่ง ข้าวสวยก้นหม้อมาบดๆ แล้วใช้แทนกาวแปะซองจดหมาย
หลังจากส่งจดหมายลงทะเบียนเรียบร้อย จางเซวียนก็เดินออกมาเจอบุรุษไปรษณีย์หลิน ที่เพิ่งกลับมาจากข้างนอกพอดี เขาจึงถามทันที “มีจดหมายของผมไหมครับ?”
บุรุษไปรษณีย์หลิน ตอบว่า “วันนี้จดหมายเยอะมาก ของหมู่บ้านพวกนายฉันยังไม่ได้ดูละเอียดเลย นายรอตรงนี้แป๊บนะ เดี๋ยวฉันเข้าไปเช็กให้”
จางเซวียนพูด “ได้ครับ ขอบคุณครับ”
บุรุษไปรษณีย์หลิน ยิ้มตอบ “ไม่เป็นไร รับใช้ประชาชนอยู่แล้ว”
ไม่ถึงสิบนาที บุรุษไปรษณีย์หลิน ก็เดินออกมา ยื่นพัสดุไปรษณีย์ชิ้นหนึ่งให้เขา พร้อมกับธนาณัติอีกสามฉบับ แล้วกระซิบเสียงเบาว่า “ความเร็วในการหาเงินของนายนี่ ทำเอาฉันอิจฉาตาร้อนไปหมดแล้ว”
จางเซวียนพูดหยอก “ผมสิอิจฉาคุณ มีครอบครัวอบอุ่นพร้อมหน้าพร้อมตา ไม่มีหนี้สินให้กังวล แถมยังทำงานราชการอีก”
บุรุษไปรษณีย์หลินถูกพูดชมจนรู้สึกภูมิใจเล็กน้อย “นั่นก็ใช่แฮะ ดูเหมือนว่าฉันก็มีความสุขดีเหมือนกัน”
ไม่ผิดคาด ในพัสดุเป็นนิตยสารตัวอย่างจาก จืออิน และจดหมายหนึ่งฉบับ ต้นฉบับของเขาได้รับการตีพิมพ์แล้ว
บรรณาธิการนิตยสารจืออิน ส่งจดหมายมาชมเชยว่าบทความของเขามีความแปลกใหม่มาก ได้รับคำชมอย่างเป็นเอกฉันท์จากทุกคน หรือแม้กระทั่งมีผู้อ่านโทรศัพท์มาที่กองบรรณาธิการ เพื่อขอให้ตีพิมพ์บทความแนวนี้อีกเยอะๆ
คำชมเชยไร้สาระพรรณนามาเสียยืดยาว แต่กลับไม่คิดจะพูดเรื่องเพิ่มค่าต้นฉบับ ให้สักนิด จางเซวียน อ่านจบก็ขยำกระดาษจดหมายเป็นก้อนกลม เปลืองอารมณ์จริงๆ
พอเห็นธนาณัติสามฉบับ อารมณ์ของเขาก็ดีขึ้นมาหน่อย
ฉบับหนึ่ง 750 หยวน อีกฉบับ 42 หยวน และอีกฉบับ 35 หยวน
รวมกันแล้วก็ไม่น้อยเลย ทั้งหมด 827 หยวนถ้วน
ถ้าได้เขียนแบบนี้อีกสักหลายๆ ครั้ง ก็เกือบจะเท่ากับสินสอดทองหมั้น ของสาวชาวบ้านที่ออกเรือนแล้ว
เมื่อหันกลับไปมองโถงไปรษณีย์ที่อัดแน่นไปด้วยเหล่าลุงป้าน้าอา จางเซวียน ก็รู้กาละเทศะ เขาล้มเลิกความคิดที่จะขึ้นเงินสดในตอนนี้ แล้วรวบธนาณัติเก็บเพื่อไปเดินตลาดนัดต่อ
อีกสองวันก็จะปีใหม่ เขานึกขึ้นได้ว่าหลังปีใหม่พี่สาวคนโตก็จะหมั้นแล้ว จางเซวียน จึงยอมควักเงินซื้อคำมงคลอวยพรปีใหม่หนึ่งชุด ซึ่งปกติเขาไม่เคยทำ
จากนั้นก็ไปร้านขายของชำเพื่อซื้อปลอกนิ้วเย็บพื้นรองเท้า และผ้าทำหน้าพื้นรองเท้า ให้หร่วนซิ่วฉิน
หร่วนซิ่วฉิน บอกว่าหนูที่บ้านฉลาดเป็นกรด กำชับให้เขาซื้อยาเบื่อหนูแบบน้ำสองสามหลอดกลับไปคลุกข้าวเปลือกเพื่อกำจัดหนู แต่เขานึกขึ้นได้ว่ายาแบบน้ำนั้นทั้งเป็นพิษและแตกง่าย เขาจึงตัดสินใจไปหาเกี๊ยวน้ำกินก่อนค่อยว่ากัน
ได้เกิดใหม่ทั้งที ยังไม่ได้กินเกี๊ยวน้ำในเมืองเลย นี่มันรสชาติสมัยเด็กชัดๆ เขาอยากกินมานานมากแล้ว
เรื่องกินเกี๊ยวน้ำ จางเซวียน ค่อนข้างพิถีพิถัน เขาไม่กินร้านอื่นเลยจะกินก็แต่ร้านเกี๊ยวน้ำ เฉียนเย่ว์จิ้น ที่อยู่ข้างๆ ทางแยกสือเหมินเท่านั้น
ไม่ใช่แค่เพราะเจ้าของร้านสาวที่ทำให้เขาในวัยเด็กจดจำไม่ลืมแต่ที่สำคัญคือรสชาติเกี๊ยวน้ำของร้านเธอมีเอกลักษณ์ ไม่เหมือนใคร
พูดง่ายๆ คือ ในเมืองนี้ก็มีร้านเกี๊ยวน้ำอยู่สี่ห้าเจ้าแต่ยอดขายรวมกันยังสู้ร้านนี้ร้านเดียวไม่ได้ด้วยซ้ำ ทำได้แค่เก็บเศษเดนลูกค้าที่เหลือเท่านั้น
พอเดินเข้าร้านเกี๊ยวน้ำ คนก็ยังเยอะเหมือนเดิม แต่โชคดีที่เพิ่งมีคนลุก จางเซวียน จึงรีบหย่อนก้นลงนั่งทันที
เกี๊ยวน้ำมีสามขนาด เล็ก กลาง ใหญ่ ราคาก็ต่างกันไป ห้าเหมา หนึ่งหยวน และหนึ่งหยวนห้าเหมา
จางเซวียน ตะโกน “เจ๊ครับ เกี๊ยวน้ำชามใหญ่ ใส่พริกด้วย”
เจ้าของร้านแซ่เฉียน เธอดูมีเสน่ห์และอวบอั๋น ลูกค้าประจำในร้านต่างเรียกเธอเล่นๆ ว่าดาวเด่นประจำเมือง สมัยเด็กๆ ใครๆ ก็อิจฉาสามีเธอ พากันคิดลึกจนอยากจะให้สามีเธอยืมมือเล็กๆ ของตัวเองไปใช้ช่วยเสียจริง... เธอตอบกลับมาอย่างกระตือรือร้น “ได้จ้ะ รอแป๊บนะ”
การรอคอยช่างน่าเบื่อหน่าย ตัวเขาเองก็ยังหนุ่มยังแน่น จะให้จ้องเจ้าของร้านสาวตลอดเวลาก็คงไม่ดีนัก ระหว่างที่กำลังเบื่อๆ ก็บังเอิญสังเกตเห็นว่าสองแม่ลูกที่นั่งร่วมโต๊ะเดียวกันนี่กินเก่งชะมัด
พูดแบบนั้นก็ไม่ถูก ต้องบอกว่าเด็กผู้ชายคนนี้ต่างหากที่กินเก่ง เขาเห็นเด็กนั่นกินเกี๊ยวรวดเดียว 18 ลูก เคี้ยวจ๊วบๆ ไม่หยุดพักหายใจเลย จางเซวียน ยอมใจเลย
แล้วก็จริงดังคาด พอเด็กชายกินหมดก็หันไปจ้องแม่ตัวเองตาแป๋ว เป็นสัญญาณว่าอยากกินอีก ผู้เป็นแม่ดูใจอ่อนอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะพูดเกลี้ยกล่อมเสียงเบา
“พอแล้วลูก นี่ลูกกินไปสามชามใหญ่แล้วนะ ค่าแรงที่พ่อทำมาทั้งวันโดนลูกกินไปเกือบครึ่งแล้ว ขืนกินแบบนี้บ้านเราเลี้ยงไม่ไหวหรอกนะ...ลูก”
เด็กชายดูเจื่อนไป เมื่อเห็นว่าแม่ไม่ยอมสั่งให้เขาอีกจริงๆ เขาจึงคว้าชามมาซดน้ำซุปจนหมดในอึกเดียว จากนั้นก็คว้าชามของแม่มาซดจนเกลี้ยง สุดท้ายก็เลียปากอย่างไม่เต็มอิ่มนักก่อนจะเดินจากไป
ท้องก็ไม่ได้ป่องเท่าไหร่นี่นา ทำไมถึงกินเก่งขนาดนี้ได้? จางเซวียน มองตามเด็กชายคนนั้นเดินจากไป ในหัวเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 11 ในเมือง

ตอนถัดไป