บทที่ 78 การสร้างสรรค์ครั้งใหม่

บทที่ 78 การสร้างสรรค์ครั้งใหม่
"ตกลงครับ ขอบคุณครับน้า พรุ่งนี้ผมกรอกใบสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยเสร็จก็จะรีบไปหาเลย" จางเซวียน กล่าว
หลังจากวางสาย จางเซวียน ก็ไม่กล้ารอช้า เขารีบไปแจ้งพี่สะใภ้ฮุย ว่ามะรืนนี้ให้ไปเมืองเซินเจิ้นด้วยกัน
เขจ่ายค่าโทรศัพท์ 2.7 หยวนให้เจ้าของร้านค้า ในใจก็คิดว่า ที่บ้านน่าจะติดตั้งโทรศัพท์บ้านสักเครื่องได้แล้ว
แต่แล้วก็คิดว่า ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปก็ได้ รอให้วิลล่าสร้างเสร็จก่อนค่อยว่ากัน
เมื่อกลับถึงบ้าน หร่วนซิ่วฉิน ยังคงนั่งคุยกับสองสามีภรรยาคุณป้าจางหรู เรื่องสร้างบ้าน สีหน้าดูมีชีวิตชีวามาก
รู้สึกเหมือนว่าหลังจากใช้หนี้หมด แม่แท้ๆ ของเขาก็เหมือนได้เกิดใหม่ กลายเป็นคนละคน จากใบหน้าที่เคยอมทุกข์ราวกับร้านขายโลงศพ ตอนนี้กลับกลายเป็นร้านชุดแต่งงาน
สดใส รื่นเริง
ส่วนพี่สาวจางผิง ล่ะ
ตอนนี้เธอเป็นคนท้อง สบายสุดๆ เธอกำลังกินดีอยู่ดีอยู่ที่บ้านตระกูลจู้ พวกเขากำลังประคบประหงมเธอราวกับเป็นบรรพบุรุษ
เมื่อกลับมาถึงห้องตัวเอง จางเซวียน ก็รู้สึกกระสับกระส่ายเล็กน้อย
สาเหตุที่เขากระสับกระส่าย ไม่ใช่เรื่องเงิน ไม่ใช่เรื่องบ้าน แต่เป็นเรื่องการเขียน
หลังจากที่เขาเดินวนไปทั่วหมู่บ้านมาหนึ่งรอบ ไม่ว่าจะเป็นผู้ชาย ผู้หญิง หรือคนเฒ่าคนแก่ ต่างก็ยกให้เขาเป็นผู้ทรงปัญญา เป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่
ทุกคนต่างให้ความเคารพนับถือ! ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น! ไม่ว่าจะเดินไปทางไหน ผู้คนก็จะทักทายอย่างแข็งขัน ไม่ว่าจะไปที่ไหน ก็มีคนยกน้ำชารินน้ำมาให้ เรียกได้ว่าเขาได้หน้าไปเต็มๆ
คนอื่นอาจจะมองว่าเขาเป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ แต่ตัวจางเซวียน รู้ดีแก่ใจว่าเขาเป็นแค่นักเขียนไส้แห้งที่เขียนไปวันๆ จะเรียกว่าเป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร
งานเขียนของเขามันห่างไกลจากคำว่าวรรณกรรมมากนัก
ดังนั้น ทุกครั้งที่มีคนชมเขา เขาก็จะหน้าแดง รู้สึกอึดอัด ไม่เป็นตัวของตัวเอง
ในใจมันรู้สึกหวั่นๆ อยู่ตลอดเวลา
ช่วงนี้ หลังจากที่เขาเดินไปทั่วหมู่บ้าน และได้รับเสียงชื่นชมจนเกินความสามารถที่มี เขาก็เผลอไผลไปหลายครั้ง หลายครั้งที่เขาคิดว่าตัวเองเป็นนักเขียนจริงๆ และหลายครั้งที่เขาเกิดความคิดที่ไม่ควรจะคิดขึ้นมา
ความคิดนั้นก็คือ เขียนผลงานที่เป็นวรรณกรรมจริงๆ ออกมาสักเรื่อง
และเมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมา มันก็เหมือนถูกปีศาจเข้าสิง มันหยั่งรากและเติบโตอย่างบ้าคลั่งในหัวของเขา
พยายามจะหยุดก็หยุดไม่ได้
คนเราเป็นสัตว์สังคม ใครบ้างล่ะที่จะไม่ใฝ่หาชื่อเสียงและลาภยศ
เพียงแต่วิธีการแสดงออกและความปรารถนาในชื่อเสียงลาภยศของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน ระดับความต้องการก็ไม่เท่ากัน
แต่ถ้าคุณจะพูดเหมือนใครบางคนที่ว่า ‘ไม่รักเงิน ไม่สนใจเงิน’ นั่นมันก็แค่เรื่องตลก เอาไว้ใช้สร้างภาพเท่านั้นแหละ
อย่าไปจริงจังมาก!
ไม่อย่างนั้นใครเชื่อก็โง่แล้ว
ไม่เชื่อก็ลองไปดูวิดีโอนั่นสิ ตอนที่ใครบางคนพูดแบบนั้น พิธีกรที่อยู่ข้างๆ ยังทำหน้าเหมือนท้องผูก บางทีในใจอาจจะอยากเอานิ้วจิ้มให้ตายนัก โทษฐานที่ขี้โม้
ดังนั้น เมื่อคนอื่นยกให้คุณเป็นนักเขียน คุณก็ต้องทำอะไรสักอย่างให้มันสมศักดิ์ศรี
ไม่อย่างนั้น วันนี้ชาวบ้านยกคุณไว้สูงแค่ไหน วันหน้าพวกเขาก็จะเหยียบคุณให้จมดินมากเท่านั้น!
แม้ว่าจางเซวียน จะไม่ใช่คนยิ่งใหญ่อะไร แต่เขาก็เป็นคนรักหน้า รักศักดิ์ศรีเหมือนกัน เขาไม่อยากเปิดโอกาสให้คนพวกนี้มาเหยียบย่ำซ้ำเติมหรอก
จริงๆ แล้ว เรื่องการเขียน จางเซวียน ได้วิเคราะห์ตัวเองดูแล้ว
ในชาติที่แล้ว เขาเป็นอาจารย์สอนเอกภาษาและวรรณคดีจีน แม้ว่าจะไม่เคยเขียนอะไรจนโด่งดัง แต่เขาก็ไม่ได้ห่างไกลจากวรรณกรรมนัก เขามีพื้นฐานด้านการเขียนอยู่พอสมควร
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงส่งต้นฉบับโดยไม่รู้สึกกดดันอะไร ส่งไปก็ผ่าน ส่งไปก็โดน
ในชาติก่อน เวลาว่างเขาชอบอ่านหนังสือ ฝึกมวย เดินเล่น และตีแบดมินตัน
ในบรรดานักเขียนที่เขาอ่าน จางเซวียน ชอบม่ายเจีย เจี่ยผิงทู และมูราคามิ ฮารูกิมากที่สุด
โดยเฉพาะคนแรก เขาเรียกได้ว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้เลยทีเดียว หนังสือทุกเล่มของเขา จางเซวียน มีเก็บไว้หมด และอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก บางเล่มถึงกับอ่านไปไม่ต่ำกว่า 20 รอบในชีวิต
อ่านอย่างเดียวยังไม่พอ เขายังเคยลองลอกเลียนแบบงานเขียนของม่ายเจีย ตอนที่ตัวเองลองเขียนด้วย เรียกได้ว่าคุ้นเคยกับสำนวนและสไตล์การเขียนของเขาเป็นอย่างดี
ตอนนี้ม่ายเจียอยู่ที่ไหนนะ กำลังทำอะไรอยู่
จู่ๆ จางเซวียน ก็มีความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัว
ถ้าเดาไม่ผิด เขาน่าจะยังอยู่ในกองทัพ เส้นทางการเป็นนักเขียนของเขาก็เพิ่งจะเริ่มต้น ยังต้องรออีกหลายปีกว่าที่นวนิยายเรื่องแรก ‘จื่อมี่เฮยมี่’ (รหัสลับสีม่วง รหัสลับสีดำ) จะได้ตีพิมพ์
และยังต้องรออีกสิบปีกว่าที่ ‘อั้นซ่วน’ (รหัสลับ) จะถือกำเนิดขึ้น
แต่จางเซวียน ไม่ได้คิดที่จะแตะต้อง ‘อั้นซ่วน’ นี่คือผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับม่ายเจีย อย่างแท้จริง เป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่ได้รับรางวัลเหมาตุ้น ครั้งที่ 7
ด้วยความเคารพที่มีต่อม่ายเจีย เขาไม่เคยคิดที่จะยื่นมือไปแตะต้องหนังสือเล่มนี้ เขาจะเก็บมันไว้ให้เจ้าของตัวจริง
ในทางกลับกัน เมื่อเทียบกับ ‘อั้นซ่วน’ แล้ว เขาชอบ ‘เฟิงเซิง’ (เสียงกระซิบ) และ ‘เหรินเซิงไห่ไห่’ (ชีวิตคือมหาสมุทร) มากกว่า
โดยเฉพาะ ‘เฟิงเซิง’ ที่เขารู้จักเป็นอย่างดี เพราะเขาเคยชำแหละผลงานชิ้นนี้มาแล้ว
จะเขียน ‘เฟิงเซิง’ ออกมาดีไหม
เราจะเขียนมันออกมาได้หรือเปล่า
สำหรับคำถามที่ว่าเขาจะเขียนมันออกมาได้หรือไม่นั้น จางเซวียน ไม่ได้สงสัยเลย เขามั่นใจด้วยซ้ำ
บางทีผลงานที่เขาเขียนออกมา สำนวนและโครงสร้างภาษาในหลายๆ ส่วนอาจจะไม่เหมือนกัน แต่เขามั่นใจว่าจะสามารถเล่าเรื่องราวทั้งหมดออกมาได้อย่างสมบูรณ์
จะเขียนดีไหม
จะเขียนดีไหม
ตกลงจะเขียนดีไหม
เมื่อนึกถึงความคาดหวังอย่างลึกซึ้งของน้าและแม่ นึกถึงใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้นของชาวบ้านหลายพันคน จางเซวียน ก็ยิงคำถามใส่ตัวเองในหัวสามครั้งติด
ความทุกข์ของคนดัง!
ความสับสนของคนขี้อวด!
ครั้งนี้เขาโดนแม่กับน้าเล่นงานเข้าให้แล้วจริงๆ อ้อ สองสามีภรรยาคุณป้าจางหรู ก็ไม่ใช่คนดีอะไรนัก ช่วงนี้ก็เอาไปปล่อยข่าวปั่นกระแสข้างนอกไม่น้อยเลย
หลังจากที่คิดหน้าคิดหลังอยู่นาน สุดท้ายเมื่อตัดสินใจไม่ได้ เขาก็นึกวิธีหนึ่งขึ้นมาได้ นั่นคือมอบอำนาจการตัดสินใจให้บรรพบุรุษ
เอางี้แหละ! บรรพบุรุษที่รัก!
เขาลุกขึ้นเดินไปที่แท่นบูชาบรรพบุรุษ ยื่นมือไปคลำๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก็หา ไม้เสี่ยงทาย ออกมาได้คู่หนึ่ง
ตามธรรมเนียมชนบท: เมื่อเจอเรื่องที่ตัดสินใจไม่ได้ ก็ให้ขอพรจากเทพเจ้าและเสี่ยงทาย
ครั้งนี้เขาตั้งใจจะใช้ไม้เสี่ยงทาย
ถ้าออกมาเป็น เซิ่งกว้า (หนึ่งหงายหนึ่งคว่ำ) เขาก็จะเขียน
ถ้าออกมาเป็น อินกว้า (คว่ำทั้งคู่) เขาก็จะไม่เขียน
ถ้าออกมาเป็น หยางกว้า (หงายทั้งคู่) เขาก็จะเสี่ยงทายอีกครั้ง
เอาล่ะ โอกาสที่จะได้เซิ่งกว้าคือหนึ่งในสาม
แน่นอนว่า ถ้าบรรพบุรุษสิบแปดรุ่นของตระกูลจางอยากให้เขาเขียน เซิ่งกว้าก็ต้องออกมาเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว
เขาจุดธูปสามดอกด้วยความศรัทธา เผากระดาษเงินกระดาษทองเล็กน้อย โค้งคำนับสามครั้ง จากนั้นก็คุกเข่าลงกับพื้นอย่างนอบน้อม
หลังจากพึมพำอะไรบางอย่างจบ เขาก็โยนไม้เสี่ยงทายในมือขึ้นไปในอากาศ
จากนั้น...
แปะ! เสียงดังขึ้น ไม้เสี่ยงทายอันหนึ่งหงายหน้าเป็นด้านอิน (คว่ำ)
ส่วนอีกอันล่ะ
บ้าเอ๊ย มันหมุนติ้วๆ อยู่กับที่เหมือนลูกข่าง...
ดูไม่ไหวแล้วโว้ย แกจะรีบๆ หยุดได้หรือยัง
ยังหมุนอีก ยังจะหมุนอีก...
แกยังจะหมุนอีก...
จางเซวียน ที่รอไม่ไหว เอามือตะปบลงไปทันที แปะ! ไม้เสี่ยงทายหยุดหมุน
เขายกมือขึ้น ด้านหยาง (หงาย)!
เฮอะ! รู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นด้านหยาง!
หนึ่งอินหนึ่งหยาง เป็น เซิ่งกว้า ถือเป็นฤกษ์ดีอย่างยิ่ง!
บรรพบุรุษพวกนี้นี่ ความสามารถเด่นๆ ไม่มี แต่พอเรื่องชั่วๆ นี่กลับไม่เคยใจอ่อนเลยสักคน
เขาลุกขึ้นอีกครั้ง โค้งคำนับให้แท่นบูชา เก็บไม้เสี่ยงทายกลับเข้าที่เดิม ในใจก็กล่าวขอโทษม่ายเจีย ก่อนจะเดินกลับเข้าห้อง
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เขาตั้งใจจะเขียน ‘เฟิงเซิง’ (เสียงกระซิบ)
ผลงานเรื่อง ‘เฟิงเซิง’ มีความยาวประมาณ 200,000 กว่าตัวอักษร เขาตั้งใจจะเขียนด้วยลายมือ วันละ 3,000 ถึง 5,000 ตัวอักษร เขียนไปแก้ไขไป วางแผนว่าจะใช้เวลา 2 ถึง 3 เดือนจึงจะเสร็จ
จริงๆ แล้วเขาสามารถเขียนให้เสร็จได้ในเวลาที่สั้นกว่านี้ แต่จางเซวียน ไม่คิดจะทำอย่างนั้น
เพราะเขาต้องสร้างเรื่องโกหก สร้างหลักฐานเพื่อกลบเกลื่อนประสบการณ์ที่ยังอ่อนหัดของตัวเอง
เขาตั้งใจจะซื้อหนังสือข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาสักหลายสิบหรือหลายร้อยเล่ม และจะใช้เวลาช่วงปิดเทอมฤดูร้อนไปเยี่ยมเยียนผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน โดยเฉพาะทหารผ่านศึกที่ปลดประจำการมาจากกองทัพ
ซึ่งในจำนวนนั้น ก็มีอดีตเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองสมัยสาธารณรัฐจีนที่ยังมีชีวิตรอดอยู่ด้วย
คนเหล่านี้คือขุมทรัพย์ล้ำค่าของเขา คือสิ่งที่เขาจะใช้นำเสนอต่อโลกภายนอกว่าเป็นแรงบันดาลใจและ แหล่งที่มา ของงานเขียนของเขา
ทำไมเขาถึงต้องเขียนด้วยลายมือ
เพราะมีแต่ต้นฉบับที่เขียนด้วยมือนับร้อยนับพันนับหมื่นแผ่นเท่านั้น ที่จะทำให้คนอื่นเชื่อถือได้ และทำให้คนอื่นรู้สึกยำเกรง
สหายม่ายเจีย ต้องขอโทษจริงๆ นะ ผมขอยืมผลงานของคุณมาใช้ก่อนสักเรื่อง คงไม่กระทบตำแหน่งของคุณหรอกนะ เขาหยิบสมุดเล่มใหม่ขึ้นมา พึมพำกับตัวเองอีกครั้ง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เริ่มลงมือเขียน

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 78 การสร้างสรรค์ครั้งใหม่

ตอนถัดไป