บทที่ 181 แพงก็เท่ากับจริงใจ
บทที่ 181 แพงก็เท่ากับจริงใจ
การสอบแบ่งออกเป็นสามวัน คนที่นั่งข้างหน้าคือเสิ่นฝาน
ตอนเดินออกจากหอพัก จางเซวียนก็ยิ้มพูดว่า "เสิ่นฝาน ช่วยสงเคราะห์กันตามสมควรนะ เข้าใจไหม?"
เสิ่นฝานยิ้มตาม "เข้าใจ เข้าใจ"
ทั้งสองคนตกลงกันว่า ถ้าเจอข้อสอบยาก ให้จางเซวียนเตะเก้าอี้เป็นสัญญาณลับ
ความจริงด้วยนิสัยที่ไม่ยินดียินร้ายกับคะแนนสอบของจางเซวียนแล้ว แค่สอบผ่านก็บุญโข การโกงข้อสอบเพื่อให้ได้คะแนนสูงๆ นั้นไม่มีความจำเป็นเลยสักนิด
เพียงแต่เขาเป็นคนรอบคอบมาแต่ไหนแต่ไร กลัวว่าจะมีอาจารย์เล่นตลกวางกับดัก กลัวว่าที่ตกลงกันดิบดีว่าจะเก็งข้อสอบให้ ถึงเวลาจริงกลับไม่มีโผล่มาในกระดาษคำตอบสักคะแนนเดียว
สถานการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นไหม ชาติก่อนจางเซวียนเคยเจอมาแล้วครั้งหนึ่ง
ตอนนั้นเพื่อนในห้องน่าเวทนาสุดๆ คนที่หวังแค่ 60 คะแนนพอกล่อมแกล้ม พอเข้าห้องสอบไปก็ถึงกับเอ๋อรับประทาน
จบการสอบวิชานั้น ในห้องมีคนติด F ไป 5 คน
มหาวิทยาลัยชั้นนำเชียวนะ ติด F ทีเดียว 5 คน หึหึ ศาสตราจารย์แก่ใกล้เกษียณคนนั้นช่างเอาแต่ใจพับผ่าสิ!
***
ตึกเรียน
ที่น่าแปลกใจนิดหน่อยก็คือ ในบรรดาอาจารย์คุมสอบสองคน ดันมีเติ้งต๋าชิงรวมอยู่ด้วย
มองดูชายโสดวัยกลางคนตัวมันแผล็บคนนี้ จางเซวียนก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาทันที
"อาจารย์ อรุณสวัสดิ์ครับ"
เติ้งต๋าชิงดึงเขาไปหลบมุม กระซิบว่า "ตั้งใจสอบนะ ถ้าทำไม่ได้ให้จับหู"
จางเซวียนพูดไม่ออก กลอกตามองบนแล้วว่า "สรุปว่าในสายตาอาจารย์ ผมเป็นเด็กผลการเรียนห่วยแตกเหรอครับ?"
เติ้งต๋าชิงส่ายหน้า "เฮ้ย! เจ้าหนู นายคิดมากอีกแล้วใช่ไหม ในฐานะคนที่ผ่านมาก่อน ฉันจะบอกนายให้นะ ถ้าทำคะแนนสูงได้ก็ทำซะ
ตอนนี้นายอาจจะไม่อยากชิงทุนไม่อยากได้โควตาเรียนต่อโท แต่ชีวิตมหาวิทยาลัยยังมีอีกตั้งสามปีกว่า ไม่แน่วันไหนนายอาจจะเปลี่ยนความคิดก็ได้ ใครจะไปรู้?"
คำพูดนี้ไม่มีที่ติ เจตนาเดิมของเติ้งต๋าชิงก็หวังดีกับเขา
แต่ฉันมีชีวิตมาสองชาติแล้วนะ เป้าหมายชัดเจน ไม่มีความโลเลเด็ดขาด
อีกอย่าง ถ้านิยายเรื่อง เฉียนฟู เป็นไปตามคาด สามารถแจ้งเกิดเปรี้ยงปร้างได้
ถึงตอนนั้นอย่าว่าแต่โควตาเรียนต่อโทอะไรนั่นเลย ต่อให้ตู้ซวงหลิงคลอดลูกออกมาตั้งทีมฟุตบอลให้เขา ทางมหาวิทยาลัยก็คงต้องแกล้งทำเป็นหลับตาข้างหนึ่งลืมตาข้างหนึ่ง
ผู้บริหารพวกนั้นเผลอๆ จะปลอบใจตัวเองด้วยซ้ำว่า นี่คือความเจ้าสำราญของปัญญาชน นี่คือการหาประสบการณ์ชีวิต หาประสบการณ์ด้านอารมณ์ความรู้สึก...
กระหยิ่มยิ้มย่องในใจอยู่ครู่หนึ่ง
จางเซวียนพูดว่า "ขอบคุณครับ อาจารย์ เดี๋ยวผมสอบเสร็จแล้วจะไปดื่มกับอาจารย์ให้เต็มคราบเลย"
พอได้ยินเรื่องดื่มเหล้า เติ้งต๋าชิงก็ดีใจทันที ตบไหล่เขาปุๆ ว่า
"ได้ ประโยคนี้ฉันชอบฟัง ถึงตอนนั้นฉันจะจัดหม้อไฟเนื้อแพะชุดใหญ่ นายไปเรียกเสี่ยวตู้มา ฉันจะไปเรียกหลู่หนีมา แล้วพวกเราค่อยเมาไม่เลิกรากัน"
"จัดไปครับ"
***
ข้อสอบไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่าย
จางเซวียนทำข้อสอบรวดเดียวจบ รู้สึกว่าแต่ละวิชาน่าจะได้สัก 80 กว่าคะแนน
ส่วน 90 คะแนน หรือมากกว่านั้น
เฮอะ! นอกจากภาษาอังกฤษมหาวิทยาลัยแล้ว วิชาอื่นๆ ก็อย่าได้ฝัน
สอบเสร็จ เติ้งต๋าชิงบ่นอย่างเสียดาย "เจ้าเด็กบ้า นายไม่ยอมจับหูเลยนะ"
จางเซวียน "......"
ส่งกระดาษคำตอบเสร็จ เสี่ยวสืออีไม่สนใจสายตาแปลกใจของเพื่อนร่วมชั้น วิ่งไล่กวดตามเขามาแล้วถามเสียงอ่อนเสียงหวานว่า
"จางเซวียน นายจะไปเมืองเซินเจิ้นเหรอ? พอดีเลยฉันก็จะไปเซินเจิ้นเหมือนกัน ไปด้วยกันสิ"
ถุย หน้าด้านชะมัด!
ชวนคนมีเจ้าของต่อหน้าธารกำนัลแบบนี้มันดีจริงๆ เหรอ?
จางเซวียนรู้ว่าแม่นี่หมายความว่ายังไง จึงมองตาเธอแล้วถอนหายใจพูดว่า
"นี่คุณหนู เธอคอยจ้องจะถอนขนแกะจากฉันตัวเดียวทั้งวันทั้งคืนแบบนี้มันสนุกเหรอ?"
ดวงตาเสี่ยวสืออีเป็นประกาย กระซิบข้างหูอย่างร่าเริงว่า "ความจริงนายเข้าใจผิดแล้ว ฉันไม่ใช่หมาป่าสักหน่อย ฉันก็เป็นแกะเหมือนกัน แม่แกะไง"
จางเซวียนโกรธจนหัวเราะ "นี่ฤดูใบไม้ผลิของเธอมาเยือนก่อนกำหนดเหรอ?"
เสี่ยวสืออีตาลุกวาวอีกครั้ง "อะไรนะ? ฤดูใบไม้ผลิ? นายรังเกียจที่หน้าหนาวฉันใส่เสื้อผ้าหนาไปเหรอ งั้นฉันหาห้องเรียนเงียบๆ ถอดให้นายดูสักสองสามชิ้นเอาไหม?"
แม่เจ้าโว้ย นี่มันวงจรสมองแบบไหนกันเนี่ย?
ยอมใจเลย!
จางเซวียนขยับตัวไปทางขวา ออกห่างจากเธอหน่อย พูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า "ฉันว่าไม่ต้องห้องเรียนแล้วมั้ง พวกเราไปเปิดห้องที่โรงแรมกันเลยดีกว่า!"
เสี่ยวสืออีขยับเข้ามาใกล้แบบเนียนๆ แววตาแทบจะหยาดเยิ้มเป็นหยดน้ำ ทำท่าทางเอียงอายพูดว่า "แบบนั้นจะดีเหรอ ช่วงนี้ฉันไม่ค่อยสะดวก หรือนายจะใช้วิธีมองบ๊วยดับกระหายไปก่อน?"
จางเซวียนจุกจนพูดไม่ออก ผลักเธอไปทีหนึ่ง "มองบ๊วยบ้านเธอสิ! รอให้เธอสะดวกก่อนค่อยว่ากัน"
จางเซวียนเดินหนีไปด้วยความกลัดกลุ้ม
เสี่ยวสืออีไม่ได้ตามไป เธอมองแผ่นหลังของเขาที่เดินลงบันไดไป สองมือกุมประสานกันที่หน้าท้อง รักษามาดกุลสตรี แต่สุดท้ายก็ค่อยๆ เม้มปากยิ้มออกมา
***
สอบเสร็จแล้ว จะได้กลับบ้านแล้ว อาศัยวันที่อากาศแจ่มใสแบบนี้ หอพักพันธมิตรทั้งสองหอเลยมาสังสรรค์กันที่สนามหญ้าเจ้าเดิม
ยังคงเป็นเตาแอลกอฮอล์ แต่คราวนี้มีสองเตา
ยังคงมีเกี๊ยวไส้หมู
ที่ต่างไปจากเมื่อก่อนคือ มีปลาเฉาตัวใหญ่หนัก 7 จินเพิ่มมาอีกตัว เตรียมจะทำปลาต้มน้ำมันพริก
ทุกคนช่วยกันทำอาหารอย่างมีความสุข พูดคุยหยอกล้อ หัวเราะกันสนุกสนาน...
มีเริ่มต้นก็ต้องมีตอนจบ
หลังจากเลิกรากันไป โอวหมิงกับติงเหยียนหงที่เงียบหายไปนาน วันนี้ก็กลับมาคุยกันอีกครั้ง
ติงเหยียนหงถาม "โอวหมิง นายช่วยลบชื่อฉันออกจากหัวเตียงนายได้ไหม?"
โอวหมิงสูดบุหรี่มวนเองเฮือกใหญ่ ยิ้มแล้วพูดว่า "เสี่ยวติง ทำไมเธอถึงมีความคิดแบบนี้ล่ะ?
จะบอกให้นะ ความคิดของเธออันตรายมาก ไม่ควรเลยจริงๆ โบราณว่าผัวเมียคืนเดียวยังผูกพันร้อยวัน พวกเราเคยไปดูหนังด้วยกันมาแล้วนะ"
ติงเหยียนหงเวียนหัวตึบ "ไปตายซะโอวหมิง ผู้ชายที่เคยดูหนังกับฉันมีตั้งเยอะแยะ ใครเขาไปผูกพันร้อยวันกับนายกันฮะ?
นายบอกมาเลยว่าจะลบไม่ลบ ฉันกลายเป็นตัวตลกของชาวบ้านไปหมดแล้วเนี่ย"
โอวหมิงยังคงส่ายหน้า "พวกเราเคยรักกันนะ จะลบได้ไง เธอคือรักแรกของฉัน เป็นความทรงจำยามแก่เฒ่าของฉัน
เสี่ยวติง หน้าอกของเธอควรจะกว้างใหญ่เหมือนมหาสมุทร โอบอุ้มเรือแจวลำน้อยอันผุพังอย่างฉันเอาไว้สิ"
ติงเหยียนหงโกรธจัด ทุบหลังเขาไปหนึ่งหมัดเต็มๆ "ไปไปไป๊! หน้าอกนายสิกว้างใหญ่เหมือนมหาสมุทร หน้าอกคนทั้งบ้านนายสิกว้างใหญ่เหมือนมหาสมุทร"
โอวหมิงเอื้อมมือไปลูบตรงที่โดนทุบ ทำหน้าสำนึกผิดแล้วพูดว่า "เสี่ยวติง เธออย่าจริงจังนักสิ งั้นฉันเปลี่ยนใหม่ หน้าอกของเราสองคนกว้างใหญ่ไปด้วยกัน"
"ฮ่าๆๆๆ..."
ได้ยินบทสนทนาของคู่หูตัวฮา คู่นี้ ทุกคนก็ขำกันจนแทบบ้า
เว่ยจื่อเซินยังคงตามตอแยหลิวซือหมิงไม่เลิก วันนี้ถึงขั้นรวบรวมความกล้าป้อนเกี๊ยวให้หลิวซือหมิงกินหนึ่งชิ้น
หลิวซือหมิงลังเลอยู่ไม่กี่วินาที สุดท้ายก็ยอมกิน ทำเอาเจ้าคนเจ้าสำราญดีใจจนกระโดดตัวลอย
หลี่เจิ้งยังคงวิ่งวุ่นดูแลต่งจื่ออวี้ ความสัมพันธ์ดูสนิทสนมขึ้นมาหน่อย แต่ระยะทางสู่การเป็นแฟนดูเหมือนจะยังอีกยาวไกล
ทุกคนรู้ว่าฟางเหม่ยจวนมีความรู้สึกดีๆ ให้เสิ่นฝาน แต่อนิจจาใจเสิ่นฝานมีดวงจันทร์ส่องสว่าง ไม่ยอมมองคูคลองข้างล่าง
ฟางเหม่ยจวนทำได้แค่เก็บความรู้สึกนั้นไว้ คบหากันในฐานะเพื่อนที่ดี ต่างคนต่างมอบความอบอุ่นให้แก่กัน
หลัวเสวี่ยกระซิบจางเซวียนว่า "มีคนชวนฉันไปกินข้าว ชวนฉันไปเล่นโรลเลอร์สเกต"
เห็นแม่คุณพูดจบก็จ้องเขาเขม็ง จางเซวียนยกแก้วน้ำอัดลมขึ้นแสดงความยินดี "มา เราสองคนดื่มกันแก้วหนึ่ง ฉันขออวยพรให้เธอโชคดี"
หลัวเสวี่ยนิ่งมองเขาอยู่สามวินาที ดื่มน้ำอัดลมรวดเดียวหมด แล้วหลุบตาลง เดินจากไปอย่างเศร้าสร้อย
สลับที่กับหลิวหลิน
หลิวหลินขยับเข้ามาแซวว่า "หลัวเสวี่ยเสนอตัวให้ถึงที่นายไม่เอา งั้นเปลี่ยนเป็นรุ่นแบบฉัน นายว่าไง?"
สายตาลอบสำรวจเรือนร่างของเธอแบบเนียนๆ
จางเซวียนได้แต่จ๊อปาก หุ่นที่ส่วนนูนส่วนเว้าชัดเจนแบบนี้ แม่งเอ๊ย ยั่วยวนชะมัด
พูดทีเล่นทีจริงว่า "รอชาติหน้าเถอะนะ ชาติหน้าเธอต้องรีบมาหาฉันให้เร็วกว่านี้ ชาตินี้มือฉันไม่ว่างแล้ว เท้าฉันก็ไม่ว่างแล้ว"
หลิวหลินป้องปากหัวเราะ "ถุย! จางเซวียน นายมันก็ไอ้จอมลามกเหมือนกันนั่นแหละ"
จางเซวียนส่ายหัวอย่างลำพองใจ ไม่ต่อล้อต่อเถียง ทั้งสองคนชนแก้วกัน
ทุกคนกินเกี๊ยว กินปลาต้มน้ำมันพริก ซดน้ำซุปปลา พระอาทิตย์ค่อยๆ ลับขอบฟ้า
ดื่มแก้วสุดท้ายร่วมกันจนหมด จางเซวียนเสนอว่า "มา มาร้องเพลงด้วยกันสักเพลง เพลง 'จ้ายหุยโส่ว ' ทุกคนร้องได้ใช่ไหม ร้องจบแล้วก็แยกย้ายกัน ปีหน้าเปิดเทอมค่อยมาสังสรรค์กันใหม่"
คนสองหอพักมาเที่ยวเล่นด้วยกันตั้งหลายครั้ง ไม่มีความขัดเขินอะไรกันแล้ว
คน 12 คนล้อมเป็นวงกลม มองหน้ากันและกัน แล้วเริ่มร้อง
มองกลับไปอีกครา
เมฆาบดบังทางกลับ
มองกลับไปอีกครา
ขวากหนามหนาทึบ
คืนนี้จะไม่มีความฝันเก่าก่อนที่ยากจะตัดใจอีกแล้ว
ความฝันที่เคยมีร่วมกับเธอ
จากนี้จะพร่ำบอกกับใครได้
มองกลับไปอีกครา
......
***
กลับมาถึงห้องเช่าในสภาพอิ่มแปล้ ตู้ซวงหลิงกำลังรอเขากินข้าวอยู่
คนที่นั่งดูทีวีรออยู่ที่โซฟายังมีเหวินฮุ่ยและโจวชิงจู๋ด้วย
พอจางเซวียนเดินเข้าประตูมา เห็นกับข้าวเต็มโต๊ะก็ตบหน้าผากตัวเองพูดว่า
"ไอ้หยา! ดูสิฉันทำพวกเธอลำบากเลย ลืมบอกเธอไปล่วงหน้าว่าที่หอพักมีเลี้ยงฉลอง ฉันกินกับพวกเว่ยจื่อเซินมาเรียบร้อยแล้ว พวกเธอก็รีบกินกันเถอะ กับข้าวจะเย็นหมดแล้วเนี่ย"
ตู้ซวงหลิงยิ้มหวานเดินเข้ามาหา ลูบท้องเขา แต่ก็ยังดึงเขาไปนั่งที่โต๊ะกินข้าว
ตักซุปให้เขาถ้วยหนึ่งแล้วพูดเสียงเบา "นายดื่มซุปตุ๋นไฟอ่อนหน่อยสิ ฝีมือชิงจู๋ดีมากเลยนะ อร่อยมาก"
เห็นสามสาวมองมาที่ตัวเอง จางเซวียนก็ไม่อิดออด รับมาจิบคำหนึ่ง รสชาติไม่เลวเลยจริงๆ
อืม... ไม่เลวคงยังบรรยายไม่พอ เทียบกับซุปปลาเมื่อกี้แล้ว นี่มันรสชาติสวรรค์ชัดๆ
จางเซวียนซดซุปอีกคำ ถามโจวชิงจู๋ "รถไฟออกกี่โมง?"
โจวชิงจู๋บอก "รถไฟออกพรุ่งนี้สิบเอ็ดโมงเช้า"
จางเซวียนถาม "มีเพื่อนกลับด้วยไหม?"
โจวชิงจู๋ตอบว่า "มีคนบ้านเดียวกันสองคนไปลงที่ปี้ซานด้วยกัน"
จางเซวียนคิดนิดหนึ่ง รีบถามต่อ "เหมือนเธอจะเป็นคนเขตปี้ซานใช่ไหม?"
ใบหน้าเรียบเฉยของโจวชิงจู๋มีรอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นมา บอกว่าใช่
ถามชิงจู๋เสร็จ เห็นจางเซวียนมองมาทางตัวเอง เหวินฮุ่ยก็ยิ้มอย่างสดใสพูดว่า "ฉันขึ้นเครื่องบินมะรืนนี้ตอนเที่ยง"
จางเซวียนถามเหมือนเดิม "มีเพื่อนกลับด้วยไหม?"
เหวินฮุ่ยบอก "จะมีคุณอาท่านหนึ่งมาส่งฉันที่สนามบิน"
จางเซวียนพยักหน้า ไม่ถามเซ้าซี้ต่อ
ดื่มซุปหมดถ้วย จางเซวียนคุยกับทั้งสามคนอีกไม่กี่คำก็ไปฝึกมวย
เหมือนเดิม ฝึกมวยเสร็จก็อาบน้ำ จากนั้นก็อ่านหนังสือเขียนนิยาย
ยุ่งวุ่นวายอยู่แบบนี้ จางเซวียนอยู่โยงจนถึงครึ่งค่อนคืนกว่าจะได้นอน
***
วันที่สอง
แต่เช้าตรู่ จางเซวียนลากเติ้งต๋าชิงไปส่งโจวชิงจู๋ขึ้นรถไฟก่อน จากนั้นก็ลากเขาไปตลาดค้าส่งอาหารทะเลแห้ง
ไม่ว่าจะเป็นเป๋าฮื้อ ปลิงทะเล ปลาหมึกแห้ง หมึกกระดอง หอยนางรมแห้ง...
ซื้อมาตั้งกองพะเนิน
เป้สะพายหลังของจางเซวียนยัดจนเต็ม สองมือหิ้วพะรุงพะรัง
ตู้ซวงหลิง เหวินฮุ่ย และเติ้งต๋าชิงก็เหมือนกัน ขนกันมาเต็มไม้เต็มมือ ไม่มีใครมือว่างสักคน
เติ้งต๋าชิงเหนื่อยจนเหงื่อตก ถามอย่างไม่เข้าใจ "นี่จางเซวียน นายกะจะเหมาตลาดอาหารทะเลกลับบ้านเลยหรือไง? ซื้อเยอะขนาดนี้นายกินหมดเหรอ?"
จางเซวียนตอบกลับไปว่า "กินไม่หมดก็เอาไปแจกสิครับ ญาติพี่น้องผมเยอะ"
เติ้งต๋าชิงดูเหมือนจะมองเขาทะลุปรุโปร่ง "เอาไปแจกน่ะคงไม่เถียง แต่ฉันว่านายน่าจะอยากเอาไปโชว์พาวมากกว่ามั้ง?"
จางเซวียนกระพริบตาปริบๆ ให้ทั้งสามคน แสดงท่าทีหน้าไม่อายว่า
"รู้ทันก็อย่าพูดออกมาได้ไหมครับ? ไว้หน้ากันหน่อยน่า ปีหนึ่งจะมีสักหน ผมก็ขอเก๊กหล่อสักทีเถอะ
อีกอย่างผมยังมีแม่ยายที่รับมือยากอยู่คนหนึ่ง ของพื้นๆ ไม่เข้าตาคุณนายหรอก เธอชอบสไตล์นี้แหละ"
ตู้ซวงหลิงอมยิ้ม ดวงตาเป็นประกายวาววับมองมาที่เขา
เหวินฮุ่ยยิ้มอย่างรู้ทัน มองไปทางอื่น
เติ้งต๋าชิงหนังหน้ากระตุก คิดในใจว่าถ้าตัวเองมีปากหวานๆ แบบนี้ มีหน้าหนาๆ แบบนี้ มีหรือคู่หมั้นจะหนีไป
ตอนเย็น เติ้งต๋าชิงเป็นเจ้าภาพ บอกว่าจะเลี้ยงหม้อไฟเนื้อแพะ ก็หม้อไฟเนื้อแพะจริงๆ
จางเซวียนพาตู้ซวงหลิงและเหวินฮุ่ยไปตามนัด
เติ้งต๋าชิงเรียกหลู่หนีมารับมือ
อาศัยไอร้อนจากเตาถ่าน ผลัดกันดื่มผลัดกันริน ทั้งห้าคนดื่มกันอย่างสนุกสนาน
"จางเซวียน! จางเซวียน! นายอยู่บ้านไหม?"
กินข้าวไปได้ครึ่งทาง ข้างนอกมีคนตะโกนเรียก ฟังจากเสียงแล้วยังแปลกหูอยู่บ้าง
จางเซวียนวางแก้วเหล้าแล้วเดินออกไปดู พอเห็นเข้าก็ต้องตะลึง ที่แท้คือหยวนหลาน
ส่งยิ้มจับมือทักทาย ถามว่า "แขกหายากนะเนี่ย วันนี้คุณว่างมาได้ไงครับ?"
หยวนหลานยิ้มบางๆ อธิบายว่า "ฟังหลี่เหมยบอกว่าเธอจะกลับแล้ว วันนี้ฉันว่างพอดี ก็เลยมาส่ง"
จากนั้นเธอก็พูดต่อ "จะปีใหม่แล้ว ฉันก็ไม่รู้จะให้อะไรดี เลยเอาเหล้านอกมาให้เธอสองลัง หวังว่าเธอจะชอบนะ"
ชอบ! แน่นอนว่าต้องชอบสิ
เหลือบมองเหล้าสองลังบนพื้น ลังหนึ่งเป็นมาร์แตล อีกลังเป็นเรมี่ มาร์ติน จางเซวียนยิ้มจนปากฉีก
เหล้าดีนี่นา ประเด็นคือชื่อเสียงมันโด่งดัง ชื่อเสียงโด่งดังก็เท่ากับมีหน้ามีตา
แน่นอน ที่สำคัญที่สุดคือมันแพง
แพงก็เท่ากับจริงใจ แน่นอนว่าต้องดีใจ
ทำธุรกิจใหญ่โตด้วยกันขนาดนี้ จางเซวียนถ่อมตัวตามมารยาทไม่กี่คำก็รับไว้
สุดท้ายก็เอ่ยชวน "กินอะไรมาหรือยังครับ อากาศหนาวๆ แบบนี้ มาทานหม้อไฟอุ่นๆ ด้วยกันไหม?"
เดิมทีก็แค่ถามตามมารยาท นึกไม่ถึงว่าหยวนหลานจะจ้องหน้าเขาแล้วยิ้มตอบตกลงว่าได้
บ้าเอ๊ย!
แม่คุณนี่ไม่เบาเลยนะ ฟังออกชัดๆ ว่าฉันแค่ชวนตามมารยาทจอมปลอม ดันรับมุขปีนเกลียวขึ้นมาเฉยเลย
กลุ้มใจ
เติ้งต๋าชิงเป็นคนอัธยาศัยดี และเคยเจอกับหยวนหลานมาก่อน รีบเพิ่มถ้วยเพิ่มตะเกียบให้ทันที
เพิ่มคนมาอีกหนึ่ง ตอนแรกบรรยากาศดร็อปลงไปหน่อย
แต่พอเหล้าลงท้องไปไม่กี่แก้ว ประกอบกับวาทศิลป์อันแพรวพราวของหยวนหลาน ไม่ถึงสิบนาที บรรยากาศก็กลับมาครึกครื้นยิ่งกว่าเดิม
สามทุ่มกว่า จางเซวียนเดินไปส่งหยวนหลานที่ประตูทิศใต้
ตอนที่อยู่ห่างจากรถซานตาน่าอีกสามเมตร หยวนหลานก็หยุดเดินแล้วพูดว่า
"บาร์ของเฉียนปิงร้านนั้นฉันรับช่วงต่อแล้วนะ ตอนนี้กำลังรีโนเวทใหม่ ตั้งใจจะปรับเป็นบาร์นั่งชิล เปิดบริการวันเทศกาลหยวนเซียวปีหน้า ถึงตอนนั้นมาดื่มด้วยกันสักแก้วสิ"
จางเซวียนแม้จะไม่รู้ว่าคนงานรัดตัวอย่างเธอ ทำไมถึงมีเวลามายืนคุยเรื่องสัพเพเหระกับเขาตรงนี้
แต่ก็ตอบตกลงไปอย่างตรงไปตรงมาว่า "ได้ครับ"
หยวนหลานขับซานตาน่าจากไป
จางเซวียนก็หันหลังเดินกลับ
เพียงแต่รถซานตาน่าขับออกไปได้สิบกว่าเมตร ก็จอดเทียบข้างทางอีกครั้ง
หยวนหลานมองแผ่นหลังที่ค่อยๆ ห่างออกไปผ่านกระจกมองหลัง ตกอยู่ในห้วงความคิด
ในหัวกำลังนึกภาพภาพหนึ่ง: โต๊ะโซนวีไอพีชั้นสองของบาร์ โหยวฮุ่ยอวิ๋นเห็นแผ่นหลังของจางเซวียนที่ชั้นล่าง ร่างทั้งร่างชะงักกึก จากนั้นก็อ้างว่าจะไปเข้าห้องน้ำ แล้วรีบตามออกไป
เพื่อนร่วมงานที่โรงพยาบาลของโหยวฮุ่ยอวิ๋นไม่ทันสังเกตเห็นฉากนี้
แต่ในฐานะหยวนหลานผู้เจนจัดในสนามธุรกิจ กลับเก็บทุกรายละเอียดไว้ในสายตา
เธอไม่ชัดเจนเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งสองคน
แต่ความตกตะลึงบนใบหน้าของโหยวฮุ่ยอวิ๋นในตอนนั้น ดูเหมือนจะบ่งบอกอะไรได้หลายอย่าง
***
จางเซวียนไม่รู้ว่ารถซานตาน่าจอดลงอีกครั้ง และไม่รู้ว่าหยวนหลานผู้ชาญฉลาดกำลังจินตนาการไปไกล
พอกลับมาถึงห้องเช่า ตู้ซวงหลิงที่ดื่มเหล้านอกไปครึ่งแก้วทนฤทธิ์เหล้าไม่ไหว หลับไปแล้ว นอนสะลึมสะลืออยู่บนโซฟา
ส่วนเหวินฮุ่ยนั่งดูทีวีอยู่ข้างๆ ปากกินผลไม้ ตาดูเปาบุ้นจิ้น
จางเซวียนช่วยถอดรองเท้าให้ตู้ซวงหลิง แล้วถามเหวินฮุ่ย "เธอไม่รีบไปพักผ่อนเหรอ?"
เหวินฮุ่ยตั้งใจจะพูดว่า "ฉันดื่มเยอะไปหน่อยเลยนอนไม่หลับ"
แต่ชั่ววินาทีที่สบสายตากับจางเซวียน ก็เงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นวางจานผลไม้ลงบนโต๊ะรับแขก พูดอย่างอ่อนหวานว่า "งั้นฉันไปพักผ่อนแล้วนะ ราตรีสวัสดิ์"
จางเซวียนพิจารณาเธอครู่หนึ่ง พยักหน้า "ราตรีสวัสดิ์"