บทที่ 182 ฉันชอบรสชาติของเธอ
บทที่ 182 ฉันชอบรสชาติของเธอ
กลางวันยุ่งอยู่กับการซื้อของและดื่มเหล้า
ตกดึกก็อ่านหนังสือ เขียนนิยายตามความเคยชิน
ประมาณตีสาม จางเซวียนที่ตั้งใจจะเข้านอนก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากห้องนั่งเล่นด้านนอก
จางเซวียนกลอกตา เดาว่าเหวินฮุ่ยคงหิวจนตื่น แล้วลุกออกมาหาอะไรกิน
ไม่คิดเรื่องนี้ก็แล้วไป พอคิดถึงเรื่องของกิน จางเซวียนก็พบว่าเมื่อคืนมัวแต่ดื่มเหล้ากับเติ้งต๋าชิง ไม่ได้กินข้าวสักเท่าไหร่ ตอนนี้ดันหิวขึ้นมาเหมือนกันซะงั้น
เหลือเชื่อจริงๆ!
คนเราจะหิวก็หิวกันดื้อๆ แบบนี้เลยเหรอ?
วางปากกา เก็บต้นฉบับเข้าลิ้นชัก จางเซวียนเดินออกจากห้องนอน
มองไปในครัว เห็นเหวินฮุ่ยกำลังชงนม อุ่นขนมปัง
จางเซวียนแอบนินทาในใจ เปลี่ยนนิสัยแล้วเหรอ คืนนี้ไม่ยักกะกินผลไม้?
เห็นเขาโผล่มาปุบปับ เหวินฮุ่ยชะงักไปนิดหนึ่ง จากนั้นขยับถอยห่างออกมาหนึ่งก้าวอย่างแนบเนียน แล้วถามอย่างผ่อนคลายว่า "นายก็หิวเหรอ?"
จางเซวียนพยักหน้า สายตากวาดมองนม มองขนมปัง แล้วก็มองคน...
สัมผัสได้ถึงสายตาของเขา เหวินฮุ่ยยังคงท่าทีเดิม เพียงแต่ทั้งร่างดูสงบเงียบเป็นพิเศษ ดวงตาขาวดำบริสุทธิ์จ้องมองขนมปังที่กำลังอุ่นอยู่นิ่งๆ ไม่ขยับเขยื้อน
ภายใต้แสงไฟสลัว 15 วัตต์ เธอดูเงียบงันราวกับภาพวาดหญิงงาม
จางเซวียนหยิบไข่ไก่มา 3 ฟอง ถามว่า "จะกินไข่ดาวไหม?"
เหวินฮุ่ยสบสายตาเขา ไม่ปฏิเสธ ตอบว่า "เอาสิ"
ห้องครัวกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง
จางเซวียนตั้งใจทอดไข่ดาว
เหวินฮุ่ยประคองแก้วนมยืนอยู่ที่เดิม ดูเขาทอดไข่ดาว
ดื่มนมไปหนึ่งอึก เธอคิดนิดหนึ่ง แล้วหยิบแก้วเปล่าใบสะอาดมาอีกใบ อุ่นนมให้จางเซวียนด้วยแก้วหนึ่ง
จากนั้นยังอุ่นขนมปังให้เขาอีกสองแผ่น
เห็นดังนั้น จางเซวียนก็ยิ้มพูดว่า "ขอบคุณ"
เหวินฮุ่ยยิ้มสดใสตอบ ไม่ได้รับคำ
นมอุ่นได้ที่ ขนมปังได้ที่ ไข่ดาวก็ได้ที่แล้ว
ทั้งสองคนนั่งคนละฝั่งโต๊ะกินข้าวอย่างรู้กัน ต่างคนต่างกินไม่พูดไม่จา
หากสายตาบังเอิญมาปะทะกัน วินาทีถัดมาก็ต่างฝ่ายต่างหลบตา ก้มหน้าก้มตากินต่อ
จางเซวียนเป็นผู้ชาย แถมยังเป็นพวกรอบจัด ไม่ค่อยถือสาอะไรมาก กินเร็ว กินเสร็จก็ไปนอน
เหวินฮุ่ยมองเขาเดินจากไปเงียบๆ มองเขาเข้าห้องนอนปิดประตู แล้วหันมามองแก้วนมที่เขาดื่มหมดแล้วเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก็ค่อยๆ กินจนหมดแล้วกลับเข้าห้องตัวเองเช่นกัน
***
วันรุ่งขึ้น
จางเซวียนที่กำลังฝันหวานอย่างสะลึมสะลือตื่นขึ้นมา เพราะโดนคนปลุก
หาวหวอดหนึ่ง ลืมตาขึ้นมาครึ่งเดียวก็ถามตามสัญชาตญาณ "กี่โมงแล้ว?"
ตู้ซวงหลิงเขย่าข้อมือขวา ยิ้มหวานพูดว่า "9 โมง 11 นาทีแล้ว ลุกขึ้นมากินมื้อเช้าเถอะ เดี๋ยวเหวินฮุ่ยต้องไปสนามบินนะ ต้องทำเวลา"
"อ้อ โอเค"
จางเซวียนรู้สึกว่าตัวเองนอนจนมึน ถ้าไม่ใช่เพราะเวลาเร่งรัด ซวงหลิงมีหรือจะตัดใจปลุกเขา?
ไม่มีอิดออด สวมเสื้อผ้า ลุกจากเตียง ล้างหน้าแปรงฟัน รวดเดียวจบ
เนื่องจากเหวินฮุ่ยต้องขึ้นเครื่องบินตอนเที่ยง มื้อเช้ากับมื้อกลางวันเลยรวบยอดกินทีเดียว กินข้าวสวย
แม่ครัวใหญ่อย่างโจวชิงจู๋ไม่อยู่แล้ว เหวินฮุ่ยเลยรับไม้ต่อ
บนโต๊ะมีกับข้าวสี่อย่าง
มีปลาซงสู่กุ้ยหยู มีปลาไหลกรอบเหลียงซี และก็มีไข่ตุ๋น
อย่างสุดท้ายคือผัดผักกาดขาว
มองดูปลาซงสู่กุ้ยหยูและปลาไหลกรอบเหลียงซี จางเซวียนตาค้างไปเลย ไม่ต้องพูดถึงรสชาติหรอก แค่หน้าตาก็พิชิตใจนักกินอย่างเขาไปเรียบร้อยแล้ว
จุ๊ๆ!
ฝีมีดแบบนี้ การจัดทรงแบบนี้ สีสันแบบนี้ การราดน้ำแดงแบบนี้
สุดยอด!
สุดยอดจริงๆ
จางเซวียนเงยหน้า ถามอย่างทึ่งๆ ว่า "นี่เธอทำเองจริงๆ เหรอ? ไม่ได้ซื้อมาจากร้านอาหารหวยหยางนะ?"
เหวินฮุ่ยยิ้มอย่างรู้ใจ พูดว่า "ทำพวกเธอกินเป็นครั้งแรก ฉันเลยเลือกสองเมนูที่ถนัดที่สุด"
จางเซวียนพยักหน้า คิดในใจว่านี่เป็นธรรมเนียมบ้านตระกูลไหนกันนะ
หน้าตาสวยไม่พอ กิริยาวาจายังดูเป็นธรรมชาติชวนมอง สบายตาไม่พอ ยังมีบุคลิกโดดเด่น เล่นเปียโนเป็น
ประเด็นคือทำกับข้าวเป็น...
อือหึ จางเซวียนเป็นแค่คนหาเช้ากินค่ำ จินตนาการไม่ออกเลยว่าครอบครัวแบบไหนถึงจะบรรจุการทำอาหาร การดูแลบ้านเรือน เข้าไปในสายเลือดและการสืบทอด...
แต่คิดไม่ออกก็ไม่เป็นไร ไม่เป็นอุปสรรคต่อการกิน
จางเซวียนคือนักกิน และเป็นนักกินที่รู้จักเอาใจคน คีบปลาซงสู่กุ้ยหยูชิ้นหนึ่งให้ตู้ซวงหลิง แล้วพูดว่า "มา ซวงหลิง ของดีขนาดนี้เธอต้องลองก่อน"
ตู้ซวงหลิงมองเขาด้วยรอยยิ้มพริ้มพราย ยื่นตะเกียบออกไปคีบให้เหวินฮุ่ยบ้าง "เหวินฮุ่ย ลำบากเธอแล้วนะ"
เหวินฮุ่ยมองทั้งสองคนอย่างไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ไม่ได้เกรงใจ แล้วก็เริ่มลงมือกิน
รสชาติปลาซงสู่กุ้ยหยูยอดเยี่ยมมาก เป็นรสต้นตำรับ กระเพาะอันเรื่องมากของจางเซวียนยอมศิโรราบโดยสิ้นเชิง
ฟินสุดๆ
กินปลาซงสู่กุ้ยหยูเสร็จ ก็มากินปลาไหลกรอบเหลียงซี รสชาติยังคงสดใหม่เอร็ดอร่อย
มือซ้ายเปื้อนน้ำมัน มือขวาก็เปื้อนน้ำมัน ปากมันแผล็บ จางเซวียนที่กินจนอิ่มหนำสำราญ จู่ๆ ผีเจาะปากพูดออกมาประโยคหนึ่งว่า
"เหวินฮุ่ย ฝีมือเธอดีขนาดนี้ วันหลังต้องมาเป็นแขกที่บ้านบ่อยๆ นะ ฉันชอบรสชาติของเธอ"
พูดจบ จางเซวียนรู้สึกเหมือนอากาศหยุดนิ่ง
เขาชำเลืองมองทั้งสองคน ก็ตาสว่างวาบทันที อยากจะตบปากตัวเองสักฉาด
ด่าตัวเองในใจว่าเลอะเลือนจริงๆ คำพูดนี้ถ้าพูดกับโจวชิงจู๋เมื่อก่อน ไม่มีปัญหาเลยสักนิด
แต่พูดกับเหวินฮุ่ย แม่งเอ๊ย ปัญหาใหญ่หลวงแล้ว
ตรงนี้มีเสือซ่อนรอยยิ้มอยู่ตัวหนึ่งนะ
นั่นไง พอได้ยินคำนี้ ดวงตาที่ยิ้มแย้มของตู้ซวงหลิง ก็โค้งลงอีกหลายส่วน รอยยิ้มพลันเจิดจ้าขึ้นอีกหลายระดับ
เหวินฮุ่ยกลับดูสงบนิ่ง มองทั้งสองคนอย่างเปิดเผย แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง ยิ้มสดใสไม่รับมุข
10 โมงกว่า
จางเซวียนกับตู้ซวงหลิงกะเวลาไปส่งเหวินฮุ่ยที่หน้าประตูมหาวิทยาลัย ตรงนั้นมีรถตู้คันหนึ่งจอดรอเธออยู่แล้ว
ในรถตู้มีชายหญิงวัยกลางคนคู่หนึ่ง เหวินฮุ่ยเรียกพวกเขาว่า น้าหญิง น้าเขย
มองส่งรถแล่นออกไป ตู้ซวงหลิงหันกลับมายิ้มหวานหยดย้อยมองเขาแล้วพูดว่า
"ที่รัก รสชาติที่นายชอบจากไปแล้วนะ เย็นนี้เราจะกินอะไรกันดี?"
เอาแล้วไง เวรคือกรรม
จางเซวียนยอมจำนนทันที "ปากพาซวย ปากพาซวย เมื่อกี้แค่พูดผิดไปเฉยๆ"
ตู้ซวงหลิงเลียนแบบท่าทางกระพริบตาของเขา แล้วพูดว่า "นายชอบกินขนาดนี้ งั้นฉันไปเรียนทำอาหารกับพวกเธอบ้างดีกว่า"
จางเซวียนยกสองมือเห็นด้วย "เอาเลย อันนี้เห็นด้วยมากๆ"
ตู้ซวงหลิงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ถามอย่างหนักใจว่า "งั้นฉันจะเรียนกับใครดี?"
จางเซวียนตอบแบบไม่ต้องคิด "เรียนกับโจวชิงจู๋สิ วิธีทำอาหารเสฉวนกับอาหารหูหนานคล้ายๆ กัน เหมาะกับรสปากของพวกเราสองคนมากกว่า"
ตู้ซวงหลิงลังเลนิดหน่อย สุดท้ายก็พูดเชิงปรึกษาหารือว่า "แต่อาหารเสฉวนน้ำมันเยอะเผ็ดเยอะไม่ดีต่อสุขภาพ สีสันรสชาติสู้พวกอาหารหวยหยางไม่ได้ เพื่อสุขภาพที่ดี ฉันไปเรียนทำอาหารหวยหยางกับเหวินฮุ่ยดีกว่าไหม?"
ใจจางเซวียนกระตุกวูบ รู้แล้วว่ามาอีหรอบนี้อีกแล้ว
ไม่พูดพร่ำทำเพลง ดันไหล่เธอให้เดินไปทางห้องเช่าทันที
เดินไปก็พูดแสดงความรับผิดชอบไปว่า "ช่างเถอะๆ เธอจะเรียนทำกับข้าวไปทำไม เธอเรียนวิชาสามีภรรยาและสอนลูกจากแม่เธอเถอะ เรียนวิชาคุมสามีดีกว่า
การทำกับข้าวเป็นหน้าที่ของผู้ชาย ปิดเทอมหนาวกลับไปฉันจะไปเรียนกับคุณลุงตู้ให้เข้มข้นเลย เป็ดผัดแห้ง ปลาทอดน้ำแดง เนื้อกระทะร้อนที่เธอชอบ ฉันจะเรียนให้หมด อะไรที่ลุงตู้ทำเป็นฉันจะเรียนให้เกลี้ยง"
ตู้ซวงหลิงฟังแล้วยิ้มไม่หุบ รู้ว่าเขากำลังพูดเรื่องไร้สาระด้วยท่าทีจริงจัง แต่ก็ยังชอบฟัง ยังพอใจอยู่ดี
สุดท้าย ท้ายสุด ก็ค้อนเขาเบาๆ วงหนึ่ง ไม่เอาความต่อ
เพราะคนฉลาดอย่างเธอ รู้ว่าควรหยุดแค่ตรงไหน ขืนมากเกินไปจะกลายเป็นผลเสีย