บทที่ 183 กลับบ้าน
บทที่ 183 กลับบ้าน
วันที่ 19 มกราคม วันลาปา
อีกไม่นานก็จะถึงวันต้าหาน วันลี่ชุนก็คงไม่ไกลนัก ปีใหม่ใกล้เข้ามาทุกที
ไม่รู้ว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่เมฆดำปกคลุมเมือง ลมเหนืออันหนาวเหน็บพัดแรงขึ้นเรื่อยๆ อากาศหนาวเย็นลงเรื่อยๆ
06:31 น.
จางเซวียนที่กินมื้อเช้าเสร็จแล้ว ตรวจเช็คเป็นครั้งสุดท้าย "ของครบไหม?"
ตู้ซวงหลิงมองกระเป๋าเดินทาง พยักหน้าเบาๆ ส่งเสียงไพเราะราวกับน้ำพุไหลริน
"ครบแล้ว"
"งั้นเราไปกันเถอะ"
"อือ"
เปลี่ยนรองเท้า ล็อกประตู ทั้งสองคนเดินลงจากตึก
เจอเติ้งต๋าชิงที่ข้างล่าง ตอนนี้ชายโสดวัยกลางคนกำลังสั่นงั่กๆ ลุกแต่เช้ามาเปลี่ยนถ่านหิน
เห็นทั้งสองคนลงมา เติ้งต๋าชิงขยับแว่น ทักทายก่อนว่า "พวกเธอจะกลับกันแล้วเหรอ? เช้าขนาดนี้เลย?"
จางเซวียนตอบว่า "ไม่เช้าแล้วครับ น้าผมมารอแล้ว"
จากนั้นเขาก็กำชับว่า "อาจารย์ ห้องที่ชั้นสาม ถึงตอนนั้นคงต้องรบกวนอาจารย์ช่วยรับช่วงต่อหน่อยนะครับ"
เติ้งต๋าชิงพูดอย่างใจกว้าง "เรื่องแค่นี้เอง ไม่ต้องกำชับ ฉันก็จะช่วยดูแลให้เป็นอย่างดี"
จางเซวียนพยักหน้า "งั้นโอเคครับ พวกผมไปแล้วนะ สุขสันต์วันปีใหม่ล่วงหน้าอาจารย์กับศาสตราจารย์เสิ่นด้วยนะครับ"
"สุขสันต์วันปีใหม่ เดินทางปลอดภัยนะทั้งสองคน"
"ครับ"
จางเซวียนโบกมือลา แบกสัมภาระพะรุงพะรัง เดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง
พาตู้ซวงหลิงออกจากมหาวิทยาลัย
***
ประตูทิศใต้
หร่วนเต๋อจื้อรออยู่ตรงนั้นแล้ว เห็นทั้งสองคนมา ก็ดับบุหรี่ ลงจากรถมาช่วยยกกระเป๋าใส่ท้ายรถ
ขึ้นรถ ปิดประตู
หลังจากหร่วนเต๋อจื้อยื่นตั๋วรถไฟสี่ใบให้จางเซวียน ก็สตาร์ทรถออกตัวไป
จางเซวียนกวาดตามองตั๋วนอนสี่ใบ แล้วยัดใส่มือตู้ซวงหลิง
จากนั้นก็พูดว่า "คุณน้าครับ แวะไปมหาวิทยาลัยการแพทย์ภาคใต้ก่อนครับ เพื่อนผมหยางหย่งเจี้ยนรออยู่ที่นั่น"
หร่วนเต๋อจื้อตอบรับอย่างอบอุ่น
วิทยาเขตใต้ของจงต้าอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยการแพทย์ภาคใต้ ประมาณ 15 กิโลเมตร
ตอนที่รถตู้เข้าใกล้มหาวิทยาลัยการแพทย์ภาคใต้ ก็มองเห็นหยางหย่งเจี้ยนแต่ไกล
ข้างๆ ยังมีซุนจวิ้นตามมาด้วย
จางเซวียนยกมือตะโกนเรียก "หยางหย่งเจี้ยน ซุนจวิ้น ทางนี้"
รอจนทั้งสองคนเดินมาถึง ตู้ซวงหลิงกอดทักทายกับหยางหย่งเจี้ยนอย่างดีใจ แล้วหันไปถามซุนจวิ้น
"อุ๊ย ซุนจวิ้น ไกลขนาดนี้นายยังมาจริงๆ ด้วยเหรอ ฉันนับถือนายจริงๆ"
ซุนจวิ้นมองหยางหย่งเจี้ยนแวบหนึ่ง ยกมือขวาเกาหัว ยิ้มแหะๆ ไม่กล้าตอบรับความดีความชอบ
จางเซวียนถามเขา "นายมาถึงเมื่อไหร่?"
ซุนจวิ้นฉีกยิ้มกว้างโชว์ฟันขาวเรียงตัวสวย "ฉันมาถึงเมื่อคืน"
จางเซวียนกระพริบตาปริบๆ ถาม "เมื่อคืนหยางหย่งเจี้ยนให้ไปนอนที่ไหนล่ะ?"
ได้ยินคำถามชวนคิดลึก ซุนจวิ้นก็หัวเราะแหะๆ แล้วเงียบไปอีก
กลับเป็นหยางหย่งเจี้ยนที่ทำตาถลนด่าว่า "จางเซวียนไอ้คนเลว ถ้าพูดจาดีๆ ไม่เป็นก็หุบปากไปเลยนะ ปิดปากเสียๆ ของนายไปซะ"
จากนั้นก็หันไปพูดกับตู้ซวงหลิง "ซวงหลิง เธอน่าจะงัดไม้แข็งมาจัดการเขาบ้างนะ เธอปล่อยปละละเลยเขาแบบนี้ แล้วแต่งงานไปจะทำยังไง?"
บ้าเอ๊ย!
ไม่ถึงครึ่งปี ใจคอแม่หยางหย่งเจี้ยนนี่เปลี่ยนไปแล้ว เจอหน้าปุ๊บก็ใส่ไฟปั๊บ
จางเซวียนไม่พอใจพูดว่า "ซวงหลิง เธออย่าไปสนใจยัยนี่เลย ยัยนี่เป็นโรคสาวแก่ขึ้นคานกำเริบ อิจฉาความหวานชื่นของพวกเราน่ะสิ เธอต้องอยู่ห่างๆ ยัยนี่ไว้นะ"
ตู้ซวงหลิงอมยิ้มค้อนเขาหนึ่งที แล้วลากหยางหย่งเจี้ยนที่กำลังทำตาเขียวปั๊ดขึ้นรถ
เห็นดังนั้น จางเซวียนก็พูดกับซุนจวิ้นอย่างโอเวอร์ว่า "ฉันยอมใจหยางหย่งเจี้ยนจริงๆ เชยก็เชย ชอบหาเรื่อง แถมยังใจแคบอีก นายทนได้ยังไงเนี่ย"
ได้ยินแบบนี้ ซุนจวิ้นยังไม่ทันได้พูดอะไร บนรถก็มีเสียงเหน่อๆ ตะโกนสวนลงมาทันทีว่า
"ซุนจวิ้น นายอยู่ห่างๆ เขาไว้ อย่าให้เขาพาเสียคน ขึ้นรถ"
"แหะๆ หย่งเจี้ยน ฉันเชื่อเธอนะ..."
ซุนจวิ้นหัวเราะแห้งๆ ขึ้นรถไปอย่างว่านอนสอนง่ายเหมือนลูกแกะ
ถุย ไอ้พวกคลั่งรัก!
ขอให้นายเป็นได้แค่ไส้ดินสอตลอดไป ถือแต่พลั่วสังกะสี หัวปักไม้ขนไก่ ว่างๆ ก็ห่มหนังหมาแก้หนาวไปเถอะ
***
เสียงเอะอะโวยวายที่ห่างหายไปนาน บรรยากาศช่างดีเหลือเกิน ทั้งสี่คนคุยกันจ้อกแจ้กจอแจ แป๊บเดียวก็ถึงสถานีรถไฟ
ไม่รู้ทำไม อาจจะเป็นปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติ ทุกครั้งที่มาถึงสถานีรถไฟ จางเซวียนมักจะนึกถึงคำว่า คลื่นมหาชน ขึ้นมาทันที
กระสอบป่านกองพะเนินสุดลูกหูลูกตา ผู้คนจากเหนือจรดใต้พูดคุยกันด้วยสำเนียงหลากหลาย เดินสวนกันขวักไขว่ พวกเขาต่างทำเพื่อครอบครัว เพื่อโชคชะตาของตัวเอง ต้องรอนแรมอยู่ต่างถิ่นเป็นเวลานาน
มีเพียงช่วงเวลานี้ของทุกปีเท่านั้น ที่พวกเขาจะอพยพกลับถิ่นฐานเหมือนนกย้ายถิ่น กลับไปเยี่ยมผู้เฒ่าผู้แก่ กลับไปเยี่ยมลูกหลาน กลับไปเยี่ยมภรรยาที่เคยสวยสะพรั่งแต่ตอนนี้กลายเป็นยายเพิงไปแล้ว
อย่างที่เขาว่ากัน มีเงินไม่มีเงิน ก็กลับบ้านฉลองปีใหม่
ไม่ว่าจะลำบากตรากตรำแค่ไหนตอนอยู่ข้างนอก ต้องทนถูกคนดูถูกเหยียดหยามมากเพียงใด แต่ในวินาทีนี้ทุกคนต่างยืดอกผ่าเผย แววตาเต็มไปด้วยความปิติ เต็มไปด้วยความคาดหวัง
ที่สถานีรถไฟกว่างโจวซึ่งแออัดยัดเยียดยิ่งกว่าฝูงวิลเดอบีสต์นี้ แค่หายใจยังลำบาก
จางเซวียนใช้มือขวาโอบปกป้องตู้ซวงหลิง มือซ้ายลากกระเป๋าเดินทาง ค่อยๆ ขยับไปตามคลื่นฝูงชนทีละก้าว
หยางหย่งเจี้ยนดอกไม้ดอกนี้ไม่ใช่เมื่อก่อนแล้ว ร่างกายผอมแห้งต้านแรงเบียดเสียดของผู้คนได้ยากลำบาก ดีที่มีซุนจวิ้นก้อนขี้วัวก้อนนี้อยู่ ช่วยคุ้มครองความปลอดภัยไว้ได้พอถูไถ
รีบเร่งกันแทบตาย ท่ามกลางการเบียดเสียดผลักดันของผู้คน ในที่สุดทั้งสี่คนก็ได้ขึ้นรถไฟ หาห้องนอนเจอจนได้
ที่น่าหงุดหงิดคือ ตั๋วนอนสี่ใบมีเตียงล่างแค่ที่เดียว
อีกสามใบ: มีเตียงกลางสองใบ เตียงบนหนึ่งใบ
เห็นจางเซวียนลำบากใจ ซุนจวิ้นก็เสนอตัวว่า "จางเซวียนนายตัวสูง นายเอาเตียงล่างไปเถอะ ส่วนฉันเตี้ยสุด ฉันนอนเตียงบนเอง เตียงกลางให้ซวงหลิงกับหย่งเจี้ยน"
จางเซวียนตาลุกวาว โอโห ซุนจวิ้นนายช่างรู้ใจ นายช่างรู้กาลเทศะ พูดความในใจของฉันออกมาไม่ตกหล่นสักคำ
เอาล่ะ ปัญหาคลี่คลาย แยกย้ายประจำที่ นอนพักผ่อน
หวูดรถไฟดังขึ้น รถไฟฉึกฉัก ฉึกฉัก...
จางเซวียนมองสาวสะพรั่งเตียงล่างฝั่งตรงข้าม รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาชอบกล เหมือนเคยเจอที่ไหนมาก่อน แต่นึกไม่ออกว่าเป็นใคร
เกิดใหม่มาชาตินี้ เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับเขาหลายครั้งแล้ว
สาวสะพรั่งเจ้าเนื้อคนนี้ก็สัมผัสได้ถึงสายตาของหนุ่มหล่อ แต่ก็ไม่ได้ถือสา เอนตัวลงนอนอย่างเป็นธรรมชาติ แล้วก็จ้องเขากลับแก้เบื่อเหมือนกัน
ตาสบตา เธอมองฉัน ฉันมองเธอ
มองไปมองมา...
จางเซวียนสบถในใจ ยุคสมัยนี้ศีลธรรมเสื่อมโทรมขนาดนี้แล้วเหรอ เจอผู้ชายหน้าตาดีหน่อยก็กล้าทอดสะพานให้เลยเรอะ?
จ้องอีกพักหนึ่ง เลือดในกายจางเซวียนเดือดพล่าน บ้าเอ๊ย ฉันยอมแพ้ก็ได้วะ
เลยพลิกตัวหันหลังให้ ไม่มองเธออีก
แต่กลัดกลุ้มไปกลัดกลุ้มมา สมองจางเซวียนก็สว่างวาบ ในที่สุดก็นึกออกว่าเธอคือใคร
เธอคือลูกสาวของสัตวแพทย์ประจำตำบล
ผู้หญิงคนนี้เปิดร้านตัดผมอยู่ที่จางมู่โถว ซึ่งได้รับฉายาว่า ฮ่องกงน้อย
ชาติที่แล้วตอนที่เขาทำงานเสริมด้านการค้าต่างประเทศ เคยพาลูกค้าชาวนอร์เวย์ไปใช้บริการที่ร้านเธอสองครั้ง ฝีมือตัดผมใช้ได้ทีเดียว
แต่ตอนนี้ไม่รู้ทำไมถึงมาขึ้นรถไฟที่กว่างโจวได้
จะว่าไป ลูกค้าชาวนอร์เวย์ของเขายังเคยโดนเธอหลอกฟันไปครั้งหนึ่ง จนต้องเข้าคุก ทำให้ออเดอร์นั้นล่มไปเลย
เสียหายหนักมาก
***
รถไฟออกจากกว่างโจว ผ่านเซากวน พอถึงเมืองเชินโจว ทิวทัศน์ภายนอกก็เปลี่ยนไป
ไม่มีแสงสีของเมืองใหญ่ มีเพียงเนินเขา ภูเขาไกลๆ และบ้านเรือนเตี้ยๆ บนดินเหลือง