บทที่ 211 อยากเรียน

บทที่ 211 อยากเรียน
ต่อจากนั้นหมี่เจี้ยนก็ยิ้มบางๆ แล้วพูดว่า “อย่าลืมส่งหนังสือ ‘เฟิงเซิง’ ฉบับลายเซ็นมาให้ฉันทางไปรษณีย์ด้วยนะ”
จางเซวียนยิ้มตาม พึมพำเสียงเบาว่า “เธอวางใจเถอะ เรื่องของคนอื่นลืมได้ แต่เรื่องของเธอฉันไม่มีทางลืมหรอก”
เมื่อได้ยินดังนั้น หมี่เจี้ยนก็ใช้นิ้วชี้ที่ขาวผ่องเกี่ยวปอยผมละเอียดที่ถูกลมพัดมาทัดหู เงยหน้ามองขอบฟ้าไกลลิบ เม้มปากยิ้มและไม่พูดอะไรอีก
รถซานตาน่าแล่นออกไปแล้ว พาหมี่เจี้ยนและลี่ลี่ซือจากไป
จางเซวียนมองส่งรถที่หายลับไปในสายตา เขายังรู้สึกหนังศีรษะชาหนึบ พอนึกถึงสายตานั้นของลี่ลี่ซือก่อนจากไป ก็พาลให้ขนลุกซู่
คนอื่นอาจดูสายตาของเธอไม่ออก แต่จางเซวียนไม่เพียงดูออก ทว่ายังซึ้งถึงทรวงในเลยทีเดียว
ช่วยไม่ได้ ชาติที่แล้วเขาถูกสายตาแบบนี้ของลี่ลี่ซือหล่อหลอมมาอย่างโชกโชน ซึ่งแทบทั้งหมดล้วนเป็นความทุกข์ทรมาน
เฮ้อ ยัยเด็กคนนี้ไม่รู้จักโต สองชาติภพก็รู้แต่จะรังแกคนคนเดียว รังแกคนบ้านนอกที่ซื่อสัตย์สุจริต
เขากลับไปนั่งเล่นที่บ้านตระกูลตู้ เห็นอ้ายชิงและสองสามีภรรยาตู้จิ้งหลิงกำลังยุ่งวุ่นวายเดินขึ้นเดินลง
จางเซวียนรู้สึกเกรงใจที่จะนั่งเฉยๆ เลยอยากจะช่วย แต่เจ้าบ้านยืนกรานไม่ยอม ท่าเดียว บอกว่านักเขียนใหญ่แค่นั่งอ่านหนังสือดีๆ ก็พอแล้ว
ช่วยไม่ได้ จะให้นั่งมองตาปริบๆ ก็คงไม่ใช่ที่ มันดูน่าเกลียดเกินไป
เขาจึงหันไปพูดกับตู้ซวงหลิงว่า “น้าของฉันพวกเขามาแล้ว จะไปพบพวกเขากับฉันไหม?”
ก็ควรจะไปพบจริงๆ ตอนเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยจงต้าในกว่างโจว หร่วนเต๋อจื้อดีต่อตู้ซวงหลิงมาก
ไม่มีอะไรพลิกโผ ตู้ซวงหลิงยิ้มแก้มปริรับคำทันที
จางเซวียนบอกอ้ายชิงว่า “น้าครับ ผมจะพาซวงหลิงขึ้นไปนั่งเล่นที่บ้านนะครับ ไปแล้วนะ”
อ้ายชิงกำลังจัดของเตรียมไปโรงพยาบาล ได้ยินดังนั้นก็พูดว่า “เดี๋ยวไปพร้อมกัน น้าต้องไปประชุมที่โรงพยาบาล เธอแวะไปส่งน้าหน่อยถือว่าเป็นทางผ่าน”
ว่าที่แม่ยายในอนาคตมีคำสั่ง จางเซวียนย่อมต้องตอบรับ
ต้องรู้ไว้ว่าปกติแล้วอ้ายชิงเป็นคนหยิ่งทะนงมาก เดินเหินแทบไม่มองใคร การที่เธอยอมเอ่ยปากให้ช่วยทำธุระ อืม... พูดแบบหน้าไม่อายก็คือ มันเป็นเกียรติอีกรูปแบบหนึ่ง
พิสูจน์ว่าเธอยอมรับเขาโดยสมบูรณ์แล้ว ไม่เห็นเขาเป็นคนนอกแล้ว
***
รถมอเตอร์ไซค์เลี้ยวโค้งหนึ่งถึงโรงพยาบาล และเลี้ยวอีกโค้งก็ถึงสี่แยก
ตอนที่หยางอิ๋งม่านเห็นตู้ซวงหลิง ดวงตาของเธอก็เป็นประกาย และเมื่อได้ยินว่าตู้ซวงหลิงเป็นแฟนของจางเซวียน เป็นแฟนที่ทั้งสองครอบครัวต่างยอมรับโดยดุษณี ดวงตาของเธอก็ยิ่งเป็นประกายวิบวับ
หยางม่านจิงเคยได้ยินชื่อตู้ซวงหลิงจากปากของเสี่ยวสืออี รู้ว่าเธอคือแฟนของลูกพี่ลูกน้อง และเป็นศัตรูหัวใจของเสี่ยวสืออี
วินาทีนี้ที่ได้เจอตัวจริงครั้งแรก หยางม่านจิงพิจารณาอย่างละเอียด สังเกตอย่างตั้งอกตั้งใจเป็นพิเศษ แถมยังสังเกตไปพลางเปรียบเทียบกับเสี่ยวสืออีไปพลาง
จางเซวียนมองปราดเดียวก็ทะลุปรุโปร่งถึงแผนการในใจของเธอ เขาเดินเข้าไปนั่งผิงไฟข้างๆ ยื่นมือไปหยิบเมล็ดฟักทองมาหนึ่งกำมือ แทะไปเม็ดหนึ่งแล้วพูดหยอกว่า
“ฉันรู้นะว่าเธอเป็นสายลับของซูจิ่นอวี๋ ตอนนี้แปรพักตร์ยังทันนะ”
หยางม่านจิงตาโต “พี่พูดเรื่องอะไรเนี่ย ฉันฟังไม่เห็นรู้เรื่อง”
จางเซวียนชำเลืองมองเธอ ยัยเด็กนี่แกล้งโง่
หยางม่านจิงเหลือบมองตู้ซวงหลิงอีกครั้ง แล้วถามเสียงเบา “พวกพี่เริ่มคบกันตั้งแต่เมื่อไหร่”
จางเซวียนตอบกวนประสาทว่า “น่าจะตั้งแต่ตอนเริ่มรู้ความล่ะมั้ง”
หยางม่านจิงอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตั้งสติได้ “โม้เถอะ พี่เริ่มรู้ความตอนกี่ขวบกันเชียว?”
จางเซวียนตอบ “ตอนใส่กางเกงเปิดเป้า”
หยางม่านจิงหน้าแดงแปร๊ด คุยต่อไม่ได้แล้วแบบนี้
***
เมืองซ่าว
หลังจากหมี่เจี้ยนแยกกับลี่ลี่ซือ เธอก็กลับบ้านเช่นกัน
ถึงบ้านเวลาเที่ยงวันกว่าๆ พอดี
หลิวอี๋กำลังติดละคร กำลังดูตำนานนางพญางูขาวที่ดังระเบิดระเบ้อในปีนี้
หมี่เพ่ยกำลังแกะสลัก จดจ่ออยู่กับการแกะสลักจนไม่รู้สึกตัวในแวบแรกที่ลูกสาวกลับมา
พอเห็นลูกสาวกลับมาแล้ว หลิวอี๋ก็รีบลุกขึ้นไปปิดทีวี แล้วตะโกนบอกสามี
“เจี้ยนเป่ากลับมาแล้ว ล้างมือมากินข้าวด้วยกันเร็ว”
หมี่เพ่ยหันกลับมายิ้มให้ลูกสาวแล้วพูดว่า “พวกคุณกินกันก่อนเลย ผมจะตามไปเดี๋ยวนี้แหละ”
หลิวอี๋ถามหมี่เจี้ยน “วิวทิวทัศน์ในหุบเขาเป็นยังไงบ้าง?”
เมื่อเห็นแม่บังเกิดเกล้าเริ่มซักฟอก หมี่เจี้ยนก็ยิ้มหวาน “ก็ดีค่ะ ภูเขาสวยน้ำใส ผู้คนเก่งกล้า”
หลิวอี๋ฟังแล้วหัวเราะ ถามต่อว่า “ฐานะทางบ้านของตู้ซวงหลิงคงจะดีมากสินะ ได้ยินว่าทำธุรกิจเปิดหน้าร้านตั้งหลายแห่งในตำบล?”
“อื้ม”
หมี่เจี้ยนขานรับ “อื้ม” แล้วกล่าวว่า “มีหน้าร้านขายยาฆ่าแมลง, ปุ๋ยเคมี, เมล็ดพันธุ์ แล้วก็ธุรกิจสมุนไพร รวมสี่แห่งค่ะ”
วอร์มอัพเสร็จสิ้น หลิวอี๋ถามอย่างแนบเนียนว่า “พวกลูกไปบ้านจางเซวียนกันมาหรือเปล่า?”
ได้ยินคำถามนี้ หมี่เจี้ยนที่กำลังก้มตัวจัดกระเป๋าเดินทางก็ชะงักไปนิดหนึ่ง เงยหน้ามองแม่บังเกิดเกล้าแล้วยิ้มพราว “ไปค่ะ”
หลิวอี๋ถาม “ที่บ้านเขาเป็นยังไงบ้าง?”
หมี่เจี้ยนตอบตามตรง “ดีมากค่ะ”
หลิวอี๋ประหลาดใจ “ดีมาก? ไหนว่าบ้านเขาฐานะไม่ดีไม่ใช่เหรอ?”
“นั่นมันปฏิทินเก่าแล้วแม่”
พูดจบ หมี่เจี้ยนก็ลุกขึ้นถาม “แม่คะ ทำไมแม่ถึงสนใจเรื่องของจางเซวียนขนาดนี้เนี่ย?”
หลิวอี๋จุกจนพูดไม่ออก โดนลูกสาวชิงลงมือก่อนจนรุกกลับ แถมยังพูดตรงๆ ไม่ได้ จะให้เปิดเผยความนัยทะลุปรุโปร่งก็ไม่ได้อีก
หลิวอี๋ทำสีหน้าเรียบเฉย “แม่ก็แค่สงสัย ตู้ซวงหลิงคบหาเป็นแฟนกับจางเซวียนไม่ใช่เหรอ ด้วยฐานะของบ้านตระกูลตู้ จะยอมตกลงได้ยังไง?”
มาถึงตรงนี้ หลิวอี๋แอบสังเกตสีหน้าลูกสาว แล้วพูดอีกว่า “เล่าให้แม่ฟังหน่อยสิ ที่ว่าบ้านจางเซวียนฐานะดีมากน่ะ ดีแบบไหน?”
รู้ทันความคิดเล็กๆ น้อยๆ ของแม่ หมี่เจี้ยนคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบ “บ้านเขาอยู่บ้านเดี่ยววิลล่าค่ะ”
คราวนี้หลิวอี๋ตกใจจริงๆ แล้ว “อยู่บ้านเดี่ยววิลล่า บ้านเขารวยแล้วเหรอ?”
หมี่เจี้ยนหันกลับมา มองหลิวอี๋ด้วยรอยยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม “แม่คะ หรือจะให้หนูโทรไปเบอร์บ้านจางเซวียน แม่จะได้ถามเองกับตัว?”
เมื่อเห็นลูกสาวเลี่ยงที่จะพูดถึง หลิวอี๋ที่รู้นิสัยลูกดีก็รู้สึกใจหายวาบขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
แต่สุดท้ายท้ายสุด เธอก็เปลี่ยนเรื่องคุย “ไปเถอะ ไม่ได้กินข้าวกับแม่ตั้งหลายวัน วันนี้มาดื่มไวน์แดงกับแม่หน่อย”
หมี่เจี้ยนตอบตกลง
อาหารมื้อนี้เหมือนเช่นทุกครั้ง ครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกปรองดองมีความสุข กินกันอย่างสบายใจ
หลังกินข้าว หมี่เพ่ยกลับไปทำงานต่อ
หลิวอี๋นั่งดูทีวีบนโซฟา เพียงแต่ในขณะที่ดูทีวี ในใจกลับคิดถึงประโยคนั้นของลูกสาวที่ว่า ‘หรือจะให้หนูโทรไปเบอร์บ้านจางเซวียน’ โทรศัพท์ บ้านจางเซวียนมีโทรศัพท์
คิดได้ดังนั้น หลิวอี๋ก็ชำเลืองมองห้องนอนลูกสาว แล้วลุกเดินไปที่เครื่องโทรศัพท์บ้าน เริ่มตรวจสอบบันทึกเบอร์โทรเข้า
หลิวอี๋ทำอะไร หมี่เจี้ยนไม่รู้
หมี่เจี้ยนล้างหน้าแปรงฟันง่ายๆ กลับมาที่ห้องนอนก็นั่งลงหน้าโต๊ะหนังสือ มองนกน้อยบนต้นไม้นอกหน้าต่าง นิ่งคิดอยู่สิบกว่านาที
ชั่วขณะหนึ่ง เธอหยิบปากกาขึ้นมาเขียนลงในสมุดบันทึก
“ดวงชะตาหญิงที่มีดาวซางกวนสถิตในเดือน รักเก่าจากไปแล้วยากจะหวนคืน หากวันหน้าคิดคะนึงอยากพบหน้า คงทำได้เพียงแค่พบกันในความฝัน”
เพ่งสมาธิจ้องมองตัวอักษรยี่สิบแปดตัวนี้อยู่ครู่หนึ่ง หมี่เจี้ยนก็จรดปากกาอีกครั้ง
เขียนว่า: ดอกไม้ยังมีวันบานใหม่ แต่คนเราไม่มีทางกลับเป็นหนุ่มสาวได้ตลอดไป เธอกับคนที่ใจเลือกมีอุปสรรค หากข้ามธรณีประตูนี้ไปไม่ได้ ก็คงต้องแก่เฒ่าไปอย่างโดดเดี่ยว
มีอุปสรรค... แก่เฒ่าอย่างโดดเดี่ยว...
มีอุปสรรค... แก่เฒ่าอย่างโดดเดี่ยว...
หมี่เจี้ยนท่องพึมพำในใจสองรอบ จากนั้นก็หมุนปิดฝาปากกา ปิดสมุดบันทึก ดึงลิ้นชักออก แล้วเอาสมุดบันทึกใส่ไว้ข้างใน
ตอนที่กำลังจะปิดลิ้นชัก มือก็ชะงักกึก
สายตาของหมี่เจี้ยนตกลงที่ลูกอมห่อกระดาษสีห้าเม็ด
ห้าวินาทีต่อมา...
หมี่เจี้ยนยื่นมือไปหยิบลูกอมห่อกระดาษสีแดงออกมาหนึ่งเม็ด แกะเปลือก แล้วค่อยๆ ส่งเข้าปาก
ปิดลิ้นชัก เดินออกจากห้อง
หมี่เจี้ยนเดินตรงดิ่งไปหาหมี่เพ่ย นั่งลงข้างๆ อย่างสงบ เฝ้าดูพ่อแกะสลัก ‘ร้อยวิหคสักการะหงส์’

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 211 อยากเรียน

ตอนถัดไป