บทที่ 212 ดอกไม้กำลังบาน
บทที่ 212 ดอกไม้กำลังบาน
วันที่ยี่สิบเจ็ดเดือนสิบสองตามปฏิทินจันทรคติ
วันนี้ตำฉือปา (ขนมแป้งจี่) ตระกูลจางเริ่มยุ่งกันแต่เช้าตรู่
เนื่องจากทุกคนชอบกิน แถมญาติพี่น้องก็เยอะ และยังต้องแบ่งฉือปาให้หร่วนเต๋อจื้อนำกลับไปอีก หร่วนซิ่วฉินเตรียมการมาอย่างดีในครั้งนี้ โดยใช้ข้าวเหนียวถึง 4 ถังตวง
ข้าวเหนียวแช่น้ำข้ามคืน พอเช้าตรู่ก็เทใส่ถังไม้ขึ้นนึ่งบนเตา
โอวหยางหย่งกับจางเซวียนเป็นกำลังหลักในการตำฉือปา ทั้งสองคนต่างถือไม้ยาว 160 เซนติเมตรคนละท่อน ตำลงไปในครกหินไม่ยั้ง
“เอ้าฮึบ! ฮึบ! เอ้าฮึบ! ฮึบ!...”
นายยกขึ้น ฉันตำลง นายตำลง ฉันยกขึ้น
พับผ่าสิ ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง จางเซวียนเหนื่อยจนเหงื่อตกกีบไหลออกมาเป็นเม็ดโป้งๆ
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป จางเซวียนไม่ไหวแล้ว เปลี่ยนตัว ให้หร่วนเต๋อจื้อมาแทน
20 นาทีต่อมา หร่วนเต๋อจื้อไม่ไหวแล้ว สภาพหอบแฮ่กๆ ทำเอาหยางอิ๋งม่านและหยางม่านจิงเห็นแล้วขายขี้หน้าสุดๆ
เปลี่ยนตัวต่อ ให้คุณลุงเขยมาแทน
ลุงเขยวัย 65 ปีคนนี้ยังพอมีแรงอยู่บ้าง ยืนหยัดได้ 40 นาที ต่อมาก็กินแรงไม่ไหวเหมือนกัน ไม่มีคนเปลี่ยนแล้ว จางเซวียนเลยต้องกลับมาทำต่อ
ต่อมาโอวหยางจู้ก็มาช่วย คราวนี้สถานการณ์สดใสขึ้นทันตา สองพ่อลูกตระกูลโอวหยางกับจางเซวียนสามคนสลับกันพัก
คุณลุงเขยเป็นมือดีในการปั้นฉือปา ก้อนแป้งข้าวเหนียวที่ตำจนแหลก พออยู่ในมือเขาก็ว่านอนสอนง่ายกลายเป็นก้อนฉือปาขนาดเท่าๆ กัน
หร่วนซิ่วฉินรับหน้าที่ประทับตราสีแดง
ส่วนคนอื่นๆ มีหนึ่งนับหนึ่ง รวมถึงแม่ลูกหยางอิ๋งม่าน ต่างก็ล้อมวงช่วยกันปั้นแป้ง
เริ่มยุ่งกันตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า ยุ่งจนถึงเที่ยงกว่าๆ ฉือปาถึงจะทำเสร็จ
รวมเบ็ดเสร็จได้ฉือปาออกมา 418 ลูก
***
ช่วงบ่าย
เจ้าของร้านโชห่วยฆ่าวัวเหลือง จางเซวียนใช้เงินเป็นเบี้ย ซื้อมา 15 จิน
ต่อมาได้ยินว่ามีคนฆ่าแพะขาย จางเซวียนก็รีบร้อนตามฝูงชนไปอย่างไว แล้วซื้อเนื้อแพะมาอีก 30 จิน
เนื้อแพะคือเนื้อสัตว์ของโปรดของแม่และพี่สาว แต่มันแพง แพงกว่าเนื้อหมู แพงกว่าเนื้อวัว และแพงกว่าเนื้อหมาด้วย เมื่อก่อนตระกูลจางไม่กล้ากิน จ่ายไม่ไหว ไม่ตัดใจซื้อมากิน แต่ตอนนี้มีเงินแล้ว จางเซวียนจัดเต็ม
หิ้วเนื้อแพะกลับมาถึงบ้าน ยังไม่ทันได้พัก หร่วนซิ่วฉินก็มอบหมายภารกิจให้อีกหนึ่งอย่าง คือไปแบ่งปลาที่บ้านอาฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ
ทุกปีเขาต้องเป็นคนไปแบ่งปลา หร่วนซิ่วฉินเรียกใช้เขาจนชินแล้ว
จางเซวียนผิวปาก หมาเหลืองที่กำลังดมกลิ่นตัวเมียตกใจจนรีบเลิกแผนปั๊มลูกหมา วิ่งตามมาอย่างว่าง่าย
เห็นหยางม่านจิงว่างจนตัวสั่น จางเซวียนก็ผิวปากเรียกเธอด้วย
หน้าของหยางม่านจิงเขียวปั้ดทันที โกรธจนแทบจะ...
ถ้าไม่ใช่เพราะเกรงใจว่านี่คือสี่แยกคนพลุกพล่าน ถ้าไม่ใช่เพราะเกรงใจแม่กับป้า เธอคงถอดรองเท้าขว้างใส่ไปแล้ว
กล้าดียังไงมาเรียกเธอเหมือนเรียกหมา
เรื่องอื่นพอทน เรื่องนี้ทนไม่ได้
จางเซวียนผิวปากอีกที แล้วเหลือบตามองถาม “จะไปไม่ไป?”
หยางม่านจิงถลึงตาใส่เขา แต่ก็ยังเดินตามไป
ระหว่างทางเธอกัดฟันพูดว่า “ฉันดูไม่ออกจริงๆ ว่าพี่เหมือนนักเขียนใหญ่ตรงไหน?”
จางเซวียนถามกลับ “แล้วเธอคิดว่านักเขียนใหญ่ควรจะเป็นยังไง?”
หยางม่านจิงตอบอย่างไม่สบอารมณ์ “ไม่ใชว่าควรจะดูสุภาพอ่อนโยน มาดผู้ดีสง่างามหรอกเหรอ?”
จางเซวียนผิวปากเป็นทำนองเพลง เจ้าหมาเหลืองข้างหน้าก็โก่งตูด ยกขาหน้าขึ้นยืน แล้วเดินสองขาหัวส่ายด็อกแด็กทันที
ดวงตาหมาคู่นั้นกลอกไปกลอกมา ชำเลืองมองหยางม่านจิงที่เดินอยู่ข้างๆ หมา
จางเซวียนเดินไปพลาง บุ้ยปากไปทางเจ้าหมาพลาง “ที่เธอว่าสุภาพอ่อนโยน มาดผู้ดีสง่างาม คือสภาพแบบนี้รึเปล่า?”
หยางม่านจิงเม้มปาก เอามือกุมอกรีบเดินห่างจากเจ้าหมาทันที
ปีที่แล้วแบ่งปลาได้สองจิน
ปีนี้แบ่งได้สามจิน
จางเซวียนทักท้วง “อาครับ ชั่งผิดหรือเปล่า?”
คุณอาสูบยาเส้น พูดยิ้มๆ อย่างใจเย็น “ไม่ผิดหรอก ปีนี้บ้านเราไม่ได้มีคนเพิ่มมาสองคนหรอกรึ พี่สาวคนโตของแกคลอดลูกชาย แล้วก็แฟนแกตู้ซวงหลิง 6 คนได้ปลา 3 จิน ผิดตรงไหน”
จางเซวียนฟังแล้วอึ้ง
นับถือเลย!
การประจบสอพลอมันทำกันแบบนี้ได้ด้วยเหรอ?
พี่สาวคนโตแต่งงานออกไปแล้วชัดๆ ทะเบียนบ้านก็ย้ายไปอยู่หมู่บ้านข้างๆ แล้ว
ส่วนตู้ซวงหลิง ก็ยังไม่ได้แต่งเข้าบ้านมาเลย
ทะเบียนบ้านตระกูลจางตอนนี้มีแค่สามคน แต่นับยังไงให้กลายเป็น 6 คนได้
ร้ายกาจ ร้ายกาจ ไม่ธรรมดาจริงๆ!
ในเมื่อเขาตั้งใจให้ปลา จางเซวียนก็ขี้เกียจจะเสแสร้งดัดจริต เลือกซื้อปลาเฉาตัวใหญ่เพิ่มอีกสองตัว และยังขอหอยขมกลับไปด้วย ตั้งใจจะเอาไปทำจุ๊บหอยกิน
***
วันที่ยี่สิบแปดเดือนสิบสองตามปฏิทินจันทรคติ
ตระกูลจางฆ่าหมูตรุษจีนวันนี้ นี่คือมหรสพใหญ่ก่อนวันปีใหม่
คนมากมายที่สี่แยกพากันมามุงดู คึกคักเป็นพิเศษ บางคนก็มาซื้อเนื้อ บางคนก็ถือกะละมังมารองเลือดหมู
อืม คนส่วนใหญ่มาช่วยส่งเสียงเชียร์ มาขอกินข้าวฟรีสักมื้อ กินเหล้าฟรีสักมื้อ ก็แหมตระกูลจางตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วนี่นา ของแค่นี้ไม่ระคายขนหน้าแข้งหรอก
ใจป้ำ!
ต่อให้หร่วนซิ่วฉินจะเสียดายแทบตาย เสียดายแทบตาย แต่ก็ยังยิ้มแย้มต้อนรับขับสู้ให้ทุกคนกินดื่มกันให้อิ่มหนำ
เจ้าของร้านโชห่วยรับหน้าที่ลงมีด เสร็จงานต้องให้บุหรี่เขาหนึ่งซอง เนื้อหมูสามชั้นหนัก 3 จิน หนึ่งชิ้น นี่คือธรรมเนียม
หมูตัวใหญ่มาก จางเซวียน สองพ่อลูกโอวหยาง แถมหร่วนเต๋อจื้ออีกคน ภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าของร้านโชห่วย ใช้เวลาอยู่นานกว่าจะกดหมูอยู่ ยกขึ้นม้านั่งยาวแล้วเชือด ‘กิ๊กกี่’ เรียบร้อย
ได้เนื้อหมูมาชำแหละ 260 จิน หร่วนซิ่วฉินดีใจหน้าบาน
สิบโมงเช้ากว่าๆ หร่วนซิ่วฉินเตรียมปลาเฉาหนัก 5 จินหนึ่งตัว เนื้อหมูขาหลังหนัก 6 จินหนึ่งชิ้น ไก่ต้มสุกทั้งตัวหนึ่งตัว แล้วก็ฉือปา 22 ลูก น้ำตาลทรายขาวสองห่อ เหล้าสองขวด
ช่วยมัดของพวกนี้ขึ้นท้ายรถมอเตอร์ไซค์ แล้วกำชับจางเซวียนว่า “ลูกไปส่งของไหว้ปีใหม่ปีแรก ทางบ้านตู้คงจะให้พวกถั่วลิสงเม็ดแตงโมกลับมา ลูกต้องรับไว้นะ อย่าถือถุงเปล่ากลับมาล่ะ”
จางเซวียนพยักหน้า “แม่ครับ รู้แล้วน่า ไปแล้วนะ”
หร่วนซิ่วฉินเดินตามออกมา “ขับช้าๆ ระหว่างทางระวังความปลอดภัยด้วย”
เฮ้อ ยังเรียนหนังสืออยู่แท้ๆ ก็ต้องไปส่งของไหว้ปีใหม่ให้บ้านฝ่ายหญิงแล้ว แม่บังเกิดเกล้าคนนี้ช่างสรรหาทำจริงๆ!
กลัวซวงหลิงจะหนีไปหรือยังไงกัน ก็สุดจะบรรยายแล้ว
15 นาที ครั้งนี้เพราะมัวแต่มองสาวๆ ระหว่างทางเยอะไปหน่อย เลยใช้เวลามากกว่าปกตินิดหน่อย
เห็นจางเซวียนมาส่งของไหว้ปีใหม่ในฐานะว่าที่ลูกเขย ตู้เค่อต้งและอ้ายชิงทั้งแปลกใจและไม่แปลกใจ
ที่มากกว่านั้นคือความดีใจ!
นี่คือนักเขียนใหญ่เชียวนะ นักเขียนอัจฉริยะที่โด่งดังไปทั่วสิบลี้แปดหมู่บ้าน ภายใต้สายตาของผู้คนมากมาย ปีนี้ได้ก้าวเข้าสู่ประตูบ้านตระกูลตู้แล้ว
อ้ายชิงดูมีความสุขกว่าที่เคยอย่างเห็นได้ชัด กระตือรือร้นกว่าเดิม ดึงจางเซวียนให้นั่งลง แถมยังรินชาร้อนให้ด้วยตัวเอง
โฮ่! อ้ายชิงผู้เป็นวัยรุ่นตลอดกาล ปกติงานพวกนี้คนอื่นทำให้ทั้งนั้น เธอทำเรื่องพวกนี้เป็นตั้งแต่เมื่อไหร่?
จางเซวียนรับชามาจิบ แล้วกระซิบข้างหูตู้ซวงหลิงที่ยิ้มจนคิ้วโก่งว่า “ฉันทำได้ไม่เลวใช่ไหม”
“ไม่เลวเลย” ตู้ซวงหลิงนั่งเบียดไหล่เขา ยิ้มจนตาหยีเป็นสระอิ แสดงออกว่าพอใจกับการกระทำของเขาในวันนี้มาก
จางเซวียนฉวยโอกาสถาม “มีรางวัลไหม?”
ตู้ซวงหลิงถาม “อยากได้รางวัลอะไร”
จางเซวียนกระพริบตาปริบๆ “วันนี้ไปค้างที่บ้านฉันสักคืนสิ”
“ไม่เอา”
ตู้ซวงหลิงหน้าแดงแปร๊ดค้อนขวับ กดเสียงต่ำเสริมไปประโยคหนึ่ง “กลับไปถึงมหาวิทยาลัยค่อยว่ากัน”
มื้อเที่ยง ตู้เค่อต้งและอ้ายชิงรั้งจางเซวียนให้อยู่กินข้าวด้วยกันอย่างอบอุ่น ปู่นายกเทศมนตรีนั่งหัวโต๊ะ คู่สามีภรรยาตู้จิ้งหลิงนั่งเป็นเพื่อน
ทุกคนล้อมวงโต๊ะอาหาร ต่างรู้ดีแก่ใจว่า มื้อนี้ความหมายไม่เหมือนทั่วไป
กินข้าวมื้อนี้จบ เรื่องของจางเซวียนและตู้ซวงหลิงก็ถือว่าตอกตะปูปิดฝาโลง เป็นทองแผ่นเดียวกันแน่นอนแล้ว
ตามธรรมเนียม มื้อนี้ต้องดื่มเหล้า ที่เขาว่านิสัยตอนเมาคือนิสัยที่แท้จริง นี่คือวิธีการที่คนบ้านตระกูลตู้ใช้ทดสอบนิสัยของจางเซวียน
บางคนพอเมาแล้ว ชอบเคาะโต๊ะ ชอบเสียงดังโวยวาย ชอบถือวิสาสะนับพ่อตาเป็นพี่น้อง นับแม่ยายเป็นเจ๊
ที่หนักกว่านั้นคือพวกชอบอาละวาดตอนเมา ขว้างถ้วยชาม พ่อตาแม่ยายกลายเป็นลูกไก่ในกำมือ จะตบจะตียังไงก็ได้
เรื่องแบบนี้คนแบบนี้ถึงจะมีน้อย แต่ทุกสามวันห้าวันก็มักจะมีบ้านฝ่ายหญิงที่ถูกหวยซวยบรมซวยเจอเข้าสักคน
นิสัยของจางเซวียนเป็นยังไง ยังต้องพูดอีกเหรอ ในสายตาคนบ้านตระกูลตู้ นั่นคือตัวเลือกเกรดพรีเมียม การดื่มเหล้านี้ก็แค่ทำตามพิธีการ ทำตามขั้นตอนไปงั้น
ดื่มเหล้าขาวไปครึ่งแก้ว คนบ้านตระกูลตู้ก็ไม่คะยั้นคะยออีก กลับเอาแต่คอยคีบกับข้าวให้เขา
กินข้าวเสร็จ ทำตามกฎธรรมเนียม วันนี้ตู้ซวงหลิงต้องตามจางเซวียนไปที่บ้านตระกูลจาง กินข้าวเย็นเสร็จแล้วค่อยกลับมา
พักผ่อนหลังอาหารหนึ่งชั่วโมง ตู้เค่อต้งเอาถั่วลิสงเม็ดแตงโมใส่จานมาจนพูน แล้วพูดกับจางเซวียนว่า
“ข้างนอกลมแรง น้าของเธออยากขึ้นไปดูที่นั่นหน่อย ฉันขับรถไปส่งพวกเธอขึ้นไปเลยดีกว่า มอเตอร์ไซค์จอดไว้ในลานบ้านนี่แหละ”
จางเซวียนแบะกระเป๋าเสื้อ เอาเม็ดแตงโมถั่วลิสงใส่จนเต็มแล้วตอบว่า “ได้ครับ”