บทที่ 213 เยี่ยมบ้าน
บทที่ 213 เยี่ยมบ้าน
แม้จะรู้ว่าเจ้าลูกคนเล็กไปส่งของไหว้ปีใหม่คงไม่มีอะไรผิดพลาด
แต่เมื่อเห็นตู้ซวงหลิงกลับมาบ้านพร้อมกับจางเซวียนจริงๆ แถมยังมาถึงบ้านตระกูลจางโดยมีสามีภรรยาตู้เค่อต้งและอ้ายชิงมาส่งด้วยตัวเอง หร่วนซิ่วฉินก็ดีใจจนแทบพูดไม่ออก
เดินสามก้าวรวบเป็นสองก้าว สองก้าวรวบเป็นหนึ่งก้าว...
หร่วนซิ่วฉินเดินจ้ำอ้าวออกไปที่หน้าประตูใหญ่ ดึงตัวตู้ซวงหลิงมาพินิจดูใกล้ๆ ยิ้มหน้าบานเท่ากระด้ง
หลายปีมานี้ จางเซวียนแทบไม่เคยเห็นแม่บังเกิดเกล้ามีความสุขขนาดนี้มาก่อน
“คุณน้า”
ตู้ซวงหลิงถูกสายตาของหร่วนซิ่วฉินจ้องมองตรงๆ จนเขินอาย แต่ภายในใจกลับตื่นเต้นดีใจอย่างที่สุด ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการได้รับการยอมรับอย่างสูงจากว่าที่แม่สามีอีกแล้ว
รู้จักกันมานานขนาดนี้ ตู้ซวงหลิงรู้สึกมาตลอดว่าหร่วนซิ่วฉินเป็นผู้ใหญ่ที่เข้าถึงง่ายที่สุด นิสัยเป็นกันเอง จริงใจต่อผู้คน และไม่เคยทำให้ใครขุ่นข้องหมองใจ
ดังนั้นปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้ที่คนอื่นกังวลกัน ในสายตาของตู้ซวงหลิง ปัญหานี้ไม่มีอยู่จริง
เมื่อเห็นลูกสาวเป็นที่ต้อนรับขนาดนี้ วันนี้อ้ายชิงจึงไม่วางมาดสูงส่งซึ่งหาได้ยากยิ่ง
เธอเดินสำรวจรอบวิลล่าหนึ่งรอบแล้วถามหร่วนซิ่วฉินว่า “ที่บ้านยังมีเนื้อหมูป่าเหลือไหม?”
หร่วนซิ่วฉินตอบ “มี”
อ้ายชิงถามอีก “แล้วเห็ดแห้งล่ะ?”
หร่วนซิ่วฉินตอบ “ก็มีเหมือนกัน”
อ้ายชิงพยักหน้า “มื้อเย็นฉันจะกินกับข้าวสองอย่างนี้”
หร่วนซิ่วฉินยิ้มรับและผงกศีรษะ ตกปากรับคำ
ไม่รับปากไม่ได้หรอก นี่เป็นการสนทนาที่ปรองดองที่สุดระหว่างทั้งสองคนในรอบหลายสิบปีมานี้เลยทีเดียว
จางเซวียนดึงตัวตู้ซวงหลิงไปหยุดตรงหน้าหยางม่านจิง แล้วทำท่าอวดเบ่งว่า “เอ้า เรียกพี่สะใภ้สิ”
หยางม่านจิงจุกจนพูดไม่ออก แต่ด้วยความเกรงใจที่มีผู้ใหญ่อยู่รอบข้างตั้งมากมาย จึงยอมไว้หน้าเรียกออกไปว่า “พี่สะใภ้”
เห็นท่าทางว่าง่ายของหยางม่านจิงแบบนี้ จางเซวียนรู้สึกสะใจในอารมณ์สุดๆ
ยัยตัวแสบ นึกว่าฉันจะปราบเธอไม่ได้หรือไง?
***
ประมาณสี่โมงเย็น
อ่างอาบน้ำของบ้านตระกูลจางติดตั้งเสร็จเรียบร้อย ติดตั้งไปสองใบ ในห้องนอนจางเซวียนหนึ่งใบ ข้างนอกอีกหนึ่งใบ
ช่างติดตั้งอ่างอาบน้ำเพิ่งกลับไป ที่สี่แยกก็มีคนมาอีกสองคน
จางเซวียนกวาดตามอง
เอ๊ะ!
นี่... นี่มันครูประถมสองคนจากตำบลข้างๆ ไม่ใช่เหรอ?
เป็นผู้เสียหายที่ถูกพี่สาวคนรองทำร้ายเหมือนกันนี่นา
ลูกชายของพวกเขาถูกลูกสาวคนรองของตนล่อลวงหนีตามกันไป หร่วนซิ่วฉินรู้สึกผิดอยู่ในใจมาตลอด จึงยกน้ำชาไปขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่
ครูทั้งสองเป็นคนมีเหตุผลที่หาได้ยาก ไม่เพียงไม่ตำหนิหร่วนซิ่วฉิน แต่ยังกลับมาปลอบใจเธอเสียอีก เพราะในมุมมองของคนเป็นพ่อเป็นแม่ ทุกคนต่างก็เป็นคนที่มีชะตากรรมขมขื่นเหมือนกัน ไม่มีใครดีไปกว่าใคร
วันนี้ครูทั้งสองปลีกตัวมาสืบข่าวโดยเฉพาะ เมื่อทราบว่าทางบ้านตระกูลจางเองก็ไม่มีข่าวคราวใดๆ ของจางหลันเลย ทั้งคู่ก็ถอนหายใจด้วยความกลัดกลุ้ม สีหน้าหดหู่อย่างที่สุด
สภาพที่น่าเวทนานั้น เห็นแล้วชวนให้จุกในอก
หร่วนซิ่วฉินรั้งทั้งคู่ให้อยู่กินมื้อเย็น แต่ทั้งสองยืนกรานปฏิเสธ ยกขาเตรียมจะกลับท่าเดียว
ยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่หลายรอบ เชิญชวนให้อยู่กินข้าวด้วยความจริงใจแต่ก็ไม่เป็นผล
สุดท้ายเมื่อหมดหนทาง หร่วนซิ่วฉินจึงหันไปมองโอวหยางหย่ง ฝ่ายหลังเข้าใจความหมายทันที รีบไปส่งครูทั้งสองกลับตำบลข้างเคียง
เมื่อคิดว่าฟ้าเริ่มมืดแล้วจริงๆ และที่บ้านยังมีธุระอีกมาก ครั้งนี้ครูทั้งสองจึงไม่เล่นตัว นั่งซ้อนรถไป
มองส่งรถมอเตอร์ไซค์แล่นออกไปไกล น้ำตาของหร่วนซิ่วฉินก็ไหลพรากออกมาทันที
คนอื่นทุกข์ใจ คนอื่นคิดถึงลูกชาย แล้วเธอเองจะไม่เป็นเช่นนั้นบ้างหรือ?
ล้วนแต่เป็นเลือดในอกที่คลอดออกมาเอง จะปีใหม่แล้ว ไม่รู้ว่าลูกสาวคนรองใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกสุขสบายดีไหม มีข้าวกินไหม มีเสื้อใส่ไหม มีใครรังแกหรือเปล่า?
ไม่ว่าจางหลันจะเอาแต่ใจแค่ไหน ทำผิดไปมากเท่าไหร่ แต่ ณ วินาทีนี้ หร่วนซิ่วฉินโยนเรื่องพวกนั้นทิ้งไปนอกโลกจนหมดสิ้น หวังเพียงให้ลูกสาวมีชีวิตที่ดี
ความจริงแล้วจางเซวียนพอจะเข้าใจอยู่ลางๆ ว่า หร่วนซิ่วฉินลำเอียงรักเขาเป็นเรื่องจริง แต่กับพี่รองคนนั้น จริงๆ แล้วแม่ก็ลำเอียงรักเหมือนกัน
บางครั้งพอเขามานั่งคิดดูก็รู้สึกสับสนพิกล คนเราเนี่ยนะ ช่างน่าเศร้าใจอยู่บ้าง
ยกตัวอย่างชาติที่แล้ว ลูกชายสุดที่รักกับลูกสาวคนรองที่หร่วนซิ่วฉินลำเอียงรักใคร่ ต่างก็ไปใช้ชีวิตอยู่ในเมืองกันหมด หร่วนซิ่วฉินเองก็ไม่อยากย้ายไปอยู่ในเมือง ช่วงเวลาที่จะได้อยู่พร้อมหน้ากันในแต่ละปีจึงมีจำกัด
คนที่คอยอยู่เคียงข้างเธอมาตลอด คอยรับใช้ให้เธอเรียกหาโดยไม่บ่น ทำกับข้าวให้เธอกินในยามแก่เฒ่า หวีผมซักเสื้อผ้าให้เธอ นั่งคุยเดินเล่นเป็นเพื่อนเธอ กลับกลายเป็นพี่สาวคนโตที่ไม่เป็นที่โปรดปรานที่สุด
แต่จะว่าไป คำว่าไม่เป็นที่โปรดปรานนี้ก็เปรียบเทียบเฉพาะกับจางเซวียนและจางหลันเท่านั้น ความรักที่หร่วนซิ่วฉินมีต่อลูกๆ นั้น มากยิ่งกว่าความรักที่เธอมีให้ตัวเองเสียอีก
หร่วนเต๋อจื้อกับตู้เค่อต้งว่างจัดไม่มีอะไรทำ ทั้งสองจึงนัดกันไปขุดหน่อไม้ฤดูหนาวที่ป่าไผ่หลังบ้าน
หยางม่านจิงที่ไม่เคยเห็นของแปลกก็ตามไปด้วยความตื่นเต้น แต่ไม่นานก็เดินกลับมาคนเดียว
จางเซวียนถาม “ทำไมไม่ดูต่อแล้วล่ะ?”
หยางม่านจิงทำหน้าเซ็ง “ลุงตู้ขุดได้ยี่สิบกว่าหน่อแล้ว แต่พ่อฉันขุดไม่ได้สักหน่อเลย”
ได้ยินดังนั้น จางเซวียนกับตู้ซวงหลิงมองหน้ากัน เกือบจะหลุดขำออกมา
อาหารมื้อค่ำอุดมสมบูรณ์ คนเยอะ คึกคัก
วันนี้บนโต๊ะแม้จะมีผู้ใหญ่อยู่หลายคน แต่สถานะ เยี่ยมบ้าน ของตู้ซวงหลิง กำหนดให้เธอเป็นตัวเอกของงาน
หร่วนเต๋อจื้อชนแก้วกับเธอ หยางอิ๋งม่านชนแก้วกับเธอ หร่วนซิ่วฉินก็ชนแก้วกับเธอด้วย
แม้แต่อ้ายชิงก็ยังร่วมวงสนุก ชนแก้วกับเธอไปหนึ่งที
วนไปหนึ่งรอบ ตู้ซวงหลิงดื่มเหล้าขาวไปเกือบแก้ว สภาพเมามายโซเซ ทำเอาจางเซวียนปวดใจแทบแย่
จางเซวียนกระซิบดุเบาๆ “บอกแล้วไงว่าฉันจะดื่มแทน เธอแค่จิบพอเป็นพิธีก็พอแล้ว จะดื้อไปทำไมเนี่ย?”
ตู้ซวงหลิงที่ดื่มไปเยอะหน้าแดงระเรื่อ งดงามเจิดจ้าดั่งดอกกุหลาบ เธอจ้องมองจางเซวียนนิ่งๆ ด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข “วันนี้ไม่เหมือนกัน ฉันมีความสุข”
“อื้ม” จางเซวียนยื่นมือไปทัดผมให้เธอ ถามด้วยความเป็นห่วง “ปวดหัวไหม ไปพักที่ห้องฉันสักหน่อยเถอะ”
ตู้ซวงหลิงลองสำรวจอาการตัวเอง แล้วพยักหน้าตกลง
เห็นจางเซวียนกึ่งอุ้มกึ่งประคองตู้ซวงหลิงเข้าห้องนอนไปพักผ่อน ตู้เค่อต้งและอ้ายชิงสบตากันเงียบๆ วินาทีต่อมาก็หันไปคุยหัวเราะกับคนอื่นต่อ ทำเป็นมองไม่เห็นซะอย่างนั้น
คนอื่นๆ บนโต๊ะเห็นสองสามีภรรยาตู้เค่อต้งไม่พูดอะไร ก็ยิ่งไม่มีใครกล้าพูดอะไร
หกโมงเย็นกว่าๆ ตู้เค่อต้งและอ้ายชิงก็กลับไป
นำของป่า เห็ดแห้ง และหน่อไม้ฤดูหนาวกลับไปด้วย
ส่วนตู้ซวงหลิงน่ะเหรอ เนื่องจากเมาแล้วยังนอนหลับอยู่บนเตียงจางเซวียน สองสามีภรรยาเข้าไปดูแล้ว จึงตัดสินใจไม่รอลูกสาว ทิ้งเธอให้ค้างคืนที่นี่
ทั้งคู่ต่างใจกว้าง ป่านนี้แล้วทั่วทั้งสิบลี้แปดหมู่บ้าน ยังจะมีใครไม่รู้อีกว่าลูกสาวคนเล็กตระกูลตู้มีความสัมพันธ์ยังไงกับนักเขียนใหญ่จางเซวียน?
ดังนั้นจะค้างหรือไม่ค้างที่นี่ ในสายตาคนนอกก็ค่าเท่ากัน ตู้ซวงหลิงก็คือว่าที่ลูกสะใภ้ที่ยังไม่แต่งเข้าบ้านของจางเซวียน ชื่อเสียงขจรขจายไปนานแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
ตื่นขึ้นมาอีกที ตู้ซวงหลิงพบว่าฟ้ามืดแล้ว
มองดูเวลา 21:54 น.
เหลือบมองห้องพัก แล้วเหลือบมองเตียงนอนที่ตัวเองนอนอยู่ เธออยากจะร้องไห้แต่ก็ไม่มีน้ำตา ไม่รู้ควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
ไม่ต้องถามก็เดาได้ พ่อบังเกิดเกล้ากับแม่บังเกิดเกล้าต้องทิ้งเธอไว้แน่ๆ
ส่วนจะให้จางเซวียนไปส่งเธอกลับน่ะเหรอ ตู้ซวงหลิงคร้านจะเอ่ยปาก เพราะพูดไปก็เท่ากับไม่ได้พูด
เขาน่ะตัวดีเลยที่อยากให้เธอค้างที่นี่ใจจะขาด
บนโต๊ะหัวเตียงมีกระติกน้ำร้อน มีแก้วน้ำ และมีกระดาษโน้ตหนึ่งแผ่น
บนกระดาษมีข้อความเขียนว่า: ผู้ชายของคุณอยู่ที่ห้องหนังสือข้างๆ คิดถึงก็มาหา
จ้องมองกระดาษโน้ตอยู่ครู่หนึ่ง ตู้ซวงหลิงเม้มปากยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ยกกระติกน้ำร้อนรินน้ำให้ตัวเองดื่มไปหนึ่งอึก
เปิดประตูห้อง เธอลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเดินลงไปชั้นล่าง
เมื่อเช้าเพิ่งฆ่าหมู หร่วนซิ่วฉินกำลังเจียวกากหมู
หร่วนเต๋อจื้อผูกผ้ากันเปื้อน กำลังขูดหนังหมู
หยางอิ๋งม่านกำลังช่วยหั่นเนื้อ
หยางม่านจิงก็ไม่ว่าง เดินลอยชายเลือกกินกากหมูชิ้นสวยๆ
จางผิงก็มาแล้ว กำลังเติมฟืน ปากขยับไม่หยุด พูดจ้อไม่หยุดหย่อน
เห็นตู้ซวงหลิงลงมา จางผิงรีบตบตอไม้ข้างตัว ร้องเรียกอย่างกระตือรือร้น
“น้องสะใภ้ ตื่นแล้วเหรอ มาๆ มานั่งหน้าเตา ตรงนี้อุ่น”
ตู้ซวงหลิงยิ้มหวานทักทายทุกคนในครัว เดินเข้าไปพูดว่า “พี่คะ ฉันช่วยเติมฟืนนะ อยากเรียนรู้งานไว้บ้าง”
จางผิงโบกมือรัวๆ “ว้าย! น้องสะใภ้เธอเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ต่อไปต้องกินข้าวหลวง จะมาหัดเติมฟืนทำไม? ไม่ต้องเรียน ไม่ต้องเรียน นี่มันงานของชาวนา เธอนั่งผิงไฟเฉยๆ ก็พอ”
ตู้ซวงหลิง “......”
เธอจนปัญญาจะเถียง แต่ก็นั่งลงข้างๆ คุยเล่นกับจางผิงและหยางม่านจิง
ตีหนึ่งกว่า จางเซวียนเขียนงานเสร็จกลับมาที่ห้องนอน ความคาดหวังเต็มเปี่ยมก็พังทลาย ซวงหลิงไม่ได้อยู่บนเตียงของเขา
จางเซวียนถอดเสื้อผ้า ดมกลิ่นหอมที่ยังหลงเหลืออยู่บนเตียง ในใจรู้ดีทีเดียว ว่าแฟนตัวเองต้องถูกแม่บังเกิดเกล้าพาไปนอนที่ห้องของแม่แน่ๆ
ในเมื่ออยู่ต่อแล้ว ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว ซวงหลิงอาจจะไม่ขัดขืนที่จะนอนกับเขาอีกต่อไป
แต่หร่วนซิ่วฉินเป็นคนรักษาหน้าตามาก ไม่ต้องรอให้ตู้ซวงหลิงเอ่ยปาก ก็จัดการจัดแจงให้เสร็จสรรพ
ไม่ใช่ว่าหร่วนซิ่วฉินหัวโบราณ ไม่ใช่ว่าหร่วนซิ่วฉินเห็นใจตู้ซวงหลิง แต่เป็นเพราะที่บ้านยังมีครอบครัวหร่วนเต๋อจื้อพักอยู่ด้วยอีกสามคน เรื่องบางเรื่องน่ะนะ ยังไงก็ต้องปิดบังกันบ้าง
ไม่อย่างนั้น ด้วยระดับความใส่ใจที่หร่วนซิ่วฉินมีต่อตู้ซวงหลิง เธอคงอยากให้จางเซวียนจับแม่หนูคนนี้กินเสียเร็วๆ ข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกไปเลยยิ่งดี
แบบนั้นก็หนีไปไหนไม่รอดแล้ว
เฮ้อ ดูท่าแผนการแห่งความสุขจะใช้การไม่ได้ที่บ้านสินะ! คงต้องกลับไปที่มหาวิทยาลัย
นับวันรอ กลับมหาวิทยาลัย
ยังอีกสิบกว่าวัน อีกตั้งนาน
จางเซวียนถอนหายใจอีกครั้ง พลิกตัวนอนหลับ
***
วันรุ่งขึ้นคือวันที่ยี่สิบเก้าเดือนสิบสองตามปฏิทินจันทรคติ เป็นวันสุดท้ายของปี 1993
คืนนี้คือวันส่งท้ายปีเก่า
วันนี้จางเซวียนไม่ตื่นสาย ลุกขึ้นมาผ่าฟืนแต่เช้าตรู่
มองดูต้นสนแห้ง 7 ต้นที่ใหญ่กว่าปากชาม จางเซวียนนึกถึงวันคืนของเด็กอ้วนขึ้นมาตะหงิดๆ
ต่อเนื่อง 50 นาที ภายใต้การจับตามองของตู้ซวงหลิงและหยางม่านจิง จางเซวียนผู้รักหน้าตากลั้นใจเลื่อยต้นสนใหญ่ 7 ต้นจนขาด
อืม ไม่เลว มีพัฒนาการกว่าปีที่แล้ว
แต่หลังจากนั้นก็ยวบยาบ
แขนที่ถือเลื่อยเริ่มสั่น เอวก็ยืดไม่ค่อยตรงแล้ว พับผ่าสิ นี่มันเหนื่อยกว่าฝึกมวยอีก
ร้อน ร้อนเหลือเกิน จางเซวียนใช้มือขวาปาดเหงื่อบนหน้าผาก ถอดเสื้อคลุมออกพักสักหน่อย
ตู้ซวงหลิงรีบส่งชาร้อนให้เขาทันที บ่นพึมพำด้วยความสงสาร “ทำช้าๆ หน่อยสิ เดี๋ยวพี่เขยของนายก็คงมามั้ง”
จางเซวียน “......”
ได้ยินคำนี้ เปลือกตาของหยางม่านจิงกระตุกยิกๆ คิดในใจว่ามีที่ไหนโอ๋แฟนขนาดนี้ เห็นแก่ตัวเกินไปแล้ว เห็นแก่ตัวสุดๆ
แล้วก็พลันคิดได้ว่า ถ้าเปลี่ยนเป็นเสี่ยวสืออี ป่านนี้คงใช้วิธีสารพัดร้อยแปดชักจูงพี่เขยเขาให้มาช่วยนานแล้ว
วินาทีนี้หยางม่านจิงรู้สึกว่า ผู้ชายแบบไหนก็ดึงดูดผู้หญิงแบบนั้น วัตถุแบ่งตามประเภท คนแบ่งตามกลุ่ม สัตว์ขนเดียวกัน งูหนูกรุเดียวกัน ไม่มีใครดีสักคน
พักไปสิบกว่านาที จางเซวียนลุกขึ้นทำงานต่อ หยิบขวานมาผ่าฟืน
เขาไม่กล้าพักนาน กลัวว่านั่งนานแล้วจะขี้เกียจขยับ
การผ่าฟืนต้องใช้เทคนิค และยิ่งต้องใช้แรง
จางเซวียนทำไปได้หนึ่งชั่วโมง ก็ไม่ไหวอีกรอบ หอบแฮ่กๆ พิงกำแพงหมดสภาพเหมือนหมาตาย ตัวอ่อนระทวยไปหมด
ตอนนั้นเองจางผิงกับโอวหยางหย่งก็มาส่งของป่า ไก่ป่าเป็นๆ หนึ่งตัว กับกระต่ายที่กระโดดโลดเต้นอีกหนึ่งตัว
จางผิงเห็นน้องชายผู้เป็นที่เคารพรักแขวนอยู่บนกำแพงด้วยสภาพร่อแร่ ก็รีบวิ่งเข้ามาถาม
“น้องชาย เป็นอะไรไป?”
จางเซวียนกลอกตา ยังไม่ตายสักหน่อย ยังไม่ตายสักหน่อย ปีใหม่ปีหมาจะโวยวายหาอะไร?
มีตัวตายตัวแทนมาแล้ว ไม่ต้องให้จางเซวียนเอ่ยปาก โอวหยางหย่งผู้มีไหวพริบก็หยิบขวานขึ้นมาผ่าฟืนให้อัตโนมัติ
จางเซวียนแกล้งพูดตามมารยาท “พี่ไปขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างหาเงินเถอะ งานแค่นี้ผมทำเองได้”
โอวหยางหย่งตอบไม่ตรงคำถาม ยิ้มแหยๆ พูดว่า “เมื่อวานฉันดูทีวี เรียนรู้อะไรมานิดหน่อย”
จางเซวียนถามอย่างสงสัย “เรียนอะไรมา”
โอวหยางหย่งตอบว่า “จะเก็บงาแต่ทิ้งแตงโมไม่ได้”
จางเซวียนที่กำลังดื่มชาเกือบสำลัก ไม่รู้จะพูดอะไรไปชั่วขณะ
ตนเองยังประเมินโอวหยางหย่งต่ำไปสินะ คนคนนี้หน้าหนากว่าที่คิด แถมยังมีความฉลาดแกมโกงนิดๆ ด้วย
ตู้ซวงหลิงฟังแล้วเม้มปากหัวเราะ
หยางม่านจิงรู้สึกแย่ไปทั้งตัว รู้สึกว่าครอบครัวนี้มีแค่คุณป้าคนเดียวที่ปกติ
เที่ยงวัน ข้างนอกเริ่มลมพัดแรงอีกแล้ว เริ่มมีฝนตกลงมาอีกแล้ว
น้ำฝนปนลูกเห็บ ตกกระทบหลังคากระเบื้องดังซ่าๆ
ท้องฟ้ามืดครึ้ม บรรยากาศปีใหม่ยิ่งเข้มข้น
หร่วนเต๋อจื้อตำฉือปาไม่ไหว ขุดหน่อไม้ไม่ไหว ในที่สุดก็หาสิ่งที่ถนัดเจอสักอย่าง นั่นคือเขียนโคลงคู่ปีใหม่
บนโต๊ะแปดเซียน หมึกดำหนึ่งขวด พู่กันหนึ่งด้าม กระดาษแดงแผ่หรา
เห็นเพียงหร่วนเต๋อจื้อตวัดพู่กันลื่นไหล ลงน้ำหนักดุจเมฆหมอก รวดเดียวจบ ตัวอักษรสวยงามจริงๆ ยิ่งใหญ่ทรงพลัง มีแรงส่ง
เจ้าของร้านโชห่วยมาเคาะประตูเป็นคนแรก ขอไปหนึ่งคู่
โฮ่ คราวนี้ล่ะเรื่องใหญ่!
เหมือนเขื่อนแตก คนทั้งสี่แยกแห่กันมาหมด มีหนึ่งบ้านนับหนึ่งบ้าน ต่างคนต่างถือโคลงคู่กลับไปอย่างเบิกบานใจ
นานนับชั่วโมงเต็มๆ ที่หร่วนเต๋อจื้อหมอบอยู่กับโต๊ะไม่ได้ลุกไปไหน ข้อมือปวดตุบๆ
จะปีใหม่แล้ว คนที่ตื่นเต้นที่สุดต้องยกให้พวกเด็กๆทั้งหลาย พวกเขาได้กินลูกอมห่อกระดาษที่หากินยาก คุกกี้เรมี่มาร์ติน ใส่เสื้อผ้าใหม่ จุดประทัดดอกเล็กๆ
ตั้งแต่เช้ายันบ่าย เสียง เปรี๊ยะ ปร๊ะ เปรี๊ยะ ปร๊ะ ทั่วทั้งสี่แยกไม่เคยหยุดหย่อน
แน่นอนว่า มีเด็กที่มีความสุข ก็ย่อมมีเด็กที่ซวย
เพื่อนบ้านแซ่โจวหลังหนึ่ง พ่อแม่ตั้งความหวังอยากให้ลูกเป็นมังกร อยากให้ที่บ้านมีนักศึกษามหาวิทยาลัยแบบจางเซวียนสักคน
นี่ไง ทุกบ่ายเลยต้องบังคับให้ลูกวัย 7 ขวบทำการบ้าน
แต่เด็กคนนี้ไม่ใช่หัวจะไปทางเรียนเล้ย โง่ทึบจนโดนพ่อแม่ด่าเช้าด่าเย็น เสียงคำรามนั้นแทบจะกลายเป็นรายการประจำวันของสี่แยกไปแล้ว
จางเซวียนนั่งบนม้านั่งเตี้ยดูละครฉากนี้อยู่ครู่หนึ่ง ก็ตะโกนบอก “อย่าร้องเลย รีบทำการบ้าน ทำการบ้านเสร็จฉันจะสอนนายร้องเพลง”
เด็กน้อยเงยหน้าถาม “เพลงอะไร”
จางเซวียนบอก “ฟังให้ดีนะ ป.1 เป็นขโมย ป.2 เป็นโจร ป.3 สาวสวยเต้นบัลเลต์ ป.4 หนุ่มหล่อไม่มีใครจีบ ป.5 การบ้านกองเป็นภูเขา ป.6 ข้อสอบปลิวว่อนเต็มฟ้า”
เด็กน้อยเป็นประกาย เรียนรู้ไวมาก รอบเดียวก็จำได้แล้ว
ตลอดช่วงบ่าย เด็กๆ สิบกว่าคนที่สี่แยกต่างเข้าแถว ส่ายหัวด็อกแด็กช่วยกันร้องเพลงนี้ ทำเอาพวกผู้ใหญ่แทบเป็นบ้า
เลยบ่ายสามโมง หิมะยิ่งตกยิ่งหนัก ปูทับถมบนพื้นดินชั้นแล้วชั้นเล่าอย่างหนาแน่น