บทที่ 230 ไอ้เจ้านี่มันช่างลึกลับพิลึก

บทที่ 230 ไอ้เจ้านี่มันช่างลึกลับพิลึก
ฝนด้านนอกหยุดตกแล้ว แต่บนถนนยังคงเจิ่งนองไปด้วยน้ำ
ไม่รู้ว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ ความหนาวเหน็บในอากาศจากไปแล้ว ค่อยๆ มีไออุ่นเข้ามาแทนที่
"อรุณสวัสดิ์ค่ะ ที่รัก"
"อรุณสวัสดิ์ครับ ที่รัก"
เช้าตรู่หกโมงกว่า ทั้งสองคนตื่นขึ้นมาแทบจะพร้อมกัน พอลืมตาก็หันมองอีกฝ่ายโดยสัญชาตญาณ
พูดขึ้นพร้อมกัน...
ทั้งสองสบตากันยิ้มๆ โน้มหน้าเข้าหากัน อ้าปาก แล้วก็พัวพันกันอย่างเป็นธรรมชาติ
10 นาทีต่อมา
จางเซวียนถามด้วยความเป็นห่วง "ร่างกายยังโอเคไหม?"
ตู้ซวงหลิงหลับตาสำรวจความรู้สึก พลันหน้าก็แดงซ่านขึ้นมาทันที
เห็นแบบนั้น จางเซวียนแอบถอนหายใจ แล้วปล่อยเธอไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู
ตื่นแต่เช้า ทั้งสองคนไม่ได้กินข้าวเช้าก็บึ่งไปโรงพยาบาลเลย
ช่วยไม่ได้ ได้เกิดใหม่เป็นคนอีกครั้ง ตอนนี้มีเงินแล้ว มีผู้หญิงแล้ว ก็ต้องกลัวตายเป็นธรรมดา
เทอมที่แล้วดื่มเหล้าไปตั้งเยอะ ต้องไปตรวจร่างกายสักหน่อย ไม่อย่างนั้นคงกังวลจนป่วยใจตาย
เข้าแถว ลงทะเบียน ตรวจร่างกายละเอียด วุ่นวายไปทั้งเช้า
พอถึงตอนเที่ยง
คุณหมออาวุโสสวมแว่นตา พลิกดูผลตรวจของตู้ซวงหลิง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงใจดีว่า "ร่างกายแข็งแรงดี ไม่มีปัญหาใหญ่อะไร"
ตู้ซวงหลิงรับใบผลตรวจกลับมาอย่างดีใจ แต่วินาทีถัดมาก็เงียบกริบ เพราะหมอเริ่มหยิบผลตรวจของจางเซวียนมาดูทีละใบๆ
จางเซวียนถาม "หมอครับ ช่วยดูหน่อย ตับผมเป็นไงบ้าง?"
หมอปรายตามองเขา พลิกกระดาษดูแล้วตอบ "ค่าทุกอย่างปกติ ไม่ต้องกังวล"
จางเซวียนถามต่อ "แล้วลำไส้กับกระเพาะล่ะครับ?"
หมอปรายตามองเขาอีก พลิกกระดาษดู แล้วสรุปว่า "ไม่มีความผิดปกติ สภาพดีเยี่ยม"
จางเซวียนถามอีก "แล้วหัวใจล่ะครับ?"
หมอขยับแว่น เปลี่ยนไปดูใบตรวจอีกใบ เทียบค่าไปมา แล้วเงยหน้ายิ้ม "หัวใจแข็งแรงกว่าคนทั่วไปอีก แผ่นต่อไปจะให้ดูส่วนไหน?"
โธ่เอ๊ย หมอคนนี้ไม่ไว้หน้ากันเลย
จางเซวียนทำหน้าบอกบุญไม่รับ
ตู้ซวงหลิงอมยิ้มมองเขา ในวินาทีนี้ เธอรู้สึกว่าผู้ชายของเธอน่ารักเหลือเกิน
ค่าร่างกายทุกอย่างปกติ พอออกจากโรงพยาบาล จางเซวียนกางแขนออก สูดอากาศบริสุทธิ์เต็มปอด แหงนหน้ามองท้องฟ้าสีครามเมฆสีขาว รู้สึกว่าชีวิตช่างดีงามจริงๆ
เห็นเธอยังมองสำรวจเขาด้วยสายตาขบขัน จางเซวียนเลยแอบกระซิบข้างหูทีเผลอว่า "จะไปตรวจแผนกสูตินารีเวชด้วยไหม?"
ตู้ซวงหลิงยิ้มตาหยี บ่นอุบอิบเสียงเบาว่า "ไม่ต้องหรอก พักสักเดือนสองเดือนก็หายแล้ว"
จางเซวียนอยากจะตบปากตัวเองจริงๆ อยู่ดีไม่ว่าดีไปหาเรื่องใส่ตัวทำไม
มื้อเที่ยงทั้งสองคนกินกันข้างทางง่ายๆ กินก๋วยเตี๋ยวหลอด ใส่พริก ใส่ไข่ แล้วก็เพิ่มเนื้อด้วย
ตู้ซวงหลิงกินจานเดียวก็อิ่ม
จางเซวียนที่เมื่อคืนใช้แรงไปเยอะ แถมไม่ได้กินข้าวเช้า กินมูมมามแป๊บเดียวก็ฟาดไปสามชาม
รอจนเขากินเสร็จ ตู้ซวงหลิงส่งกระดาษทิชชู่ให้ แล้วพูดเสียงเบาว่า "หย่งเจี้ยนจะขึ้นรถไฟพรุ่งนี้เย็นนะ"
จางเซวียนเช็ดปาก ดื่มน้ำแล้วถาม "เรามากันก่อนไม่ได้พาเธอมาด้วย เธอโกรธไหม?"
ตู้ซวงหลิงยิ้มส่ายหน้า "ไม่โกรธหรอก ตอนนี้ฉันโทรหาหย่งเจี้ยนแล้ว เธอไม่อยากมาเร็วขนาดนี้"
ไม่โกรธก็ดีแล้ว สบายใจ
จางเซวียนถาม "คราวนี้ซุนจวิ้นยังมาส่งอยู่ไหม?"
"มาส่งสิ" ตู้ซวงหลิงตอบ "ซุนจวิ้นซื้อตั๋วรถไฟเรียบร้อยแล้ว"
จางเซวียนคิดครู่หนึ่งแล้วพูดว่า "งั้นเอาแบบนี้ มะรืนนี้ผมจะไปรับพวกเขาที่สถานีรถไฟ แล้วเลี้ยงข้าวดีๆ สักมื้อ"
ตู้ซวงหลิงถามด้วยความคาดหวัง "ให้ฉันไปด้วยไหม?"
จางเซวียนปฏิเสธ "มันไม่ปลอดภัย แถมยังเหนื่อยด้วย ผมไปคนเดียวก็พอ"
รู้ว่าเขาหวังดี ตู้ซวงหลิงจึงไม่ดื้อดึง
เสร็จธุระสำคัญ ทั้งสองคนก็เดินเล่นอย่างสบายอารมณ์ ซื้อเสื้อผ้าบ้าง แล้วก็ซื้อขนมมาอีกหน่อย
เพิ่งผ่านปีใหม่มาไม่นาน ช่วงนี้แท็กซี่งานชุกมาก รถวิ่งผ่านไปมาไม่มีคันไหนว่างเลยสักคัน
ยืนรอข้างทางอยู่ยี่สิบกว่านาที จนมือแข็งไปหมดแล้ว ก็ยังไม่ได้รถ
จางเซวียนพูดอย่างจนใจ "สงสัยเราต้องเบียดรถเมล์กันแล้วล่ะ"
"ได้สิ"
ตู้ซวงหลิงรับคำ ปลอบใจเสียงหวาน "อยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยเท่าไหร่ ครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ว คุณทนหน่อยนะ"
ทน ไม่ทนก็ต้องทนแล้วล่ะ!
แท็กซี่หาไม่ได้ แต่รถเมล์มาไวทันใจ พูดปุ๊บก็มาปั๊บ
ขึ้นรถ มองซ้ายมองขวา ไม่เจอคนสูบบุหรี่สักคน ในใจผิดหวังนิดๆ
จางเซวียนเลือกที่นั่งริมหน้าต่าง ตู้ซวงหลิงนั่งลงข้างๆ แล้วยื่นส้มลูกหนึ่งให้
แกะเปลือกส้ม บีบน้ำส้มใส่จมูกเป็นระยะ สิ่งที่ทำให้เขาแปลกใจคือ ตลอดทางไม่มีอาการอะไรเลย ไม่เมารถ
ครั้งแรกเลยนะเนี่ย น่าดีใจจริงๆ
อีกสองวันก็จะเปิดเทอมแล้ว ผู้คนในรั้วมหาวิทยาลัยจงต้านับวันยิ่งหนาตาขึ้นเรื่อยๆ
เดินบนทางเดินร่มรื่น เจอคนรู้จักเป็นระยะ
"จางเซวียน นายกลับมาพอดีเลย รีบมานี่เร็ว!"
ขึ้นบันไดหิน ผ่านต้นอู๋ถง จางเซวียนยังไม่ทันได้หายใจหายคอ ก็เห็นเหล่าเติ้งกวักมือเรียก
ข้างๆ เหล่าเติ้งยังมีเหวินถิง และคู่สามีภรรยาอีกสองคู่
คู่หนึ่งจางเซวียนเคยเจอแล้ว ตอนไปส่งเหวินถิงกลับบ้านเมื่อปลายเทอมที่แล้ว เคยเจอที่ประตูทิศใต้ เป็นน้าสาวกับน้าเขยของเหวินถิง
ส่วนคู่สามีภรรยาวัยกลางคนอีกคู่ จางเซวียนแค่มองแวบเดียวก็พอจะเดาได้ว่าเป็นใคร
สัญชาตญาณบอกเขาว่า นี่คือพ่อแม่ของเหวินถิง
ผู้ชายอายุราว 40 กว่า หน้าตาดี ท่าทางสุขุมนุ่มลึก ดูเป็นคนหนักแน่นมั่นคงมาก
ผู้หญิงอายุก็ไล่เลี่ยกัน ประมาณ 40 ต้นๆ สวยสง่า รอบตัวมีกลิ่นอายของปัญญาชนอบอวลอยู่
ใช่แล้ว กลิ่นอายปัญญาชน
ไอ้เจ้านี่มันช่างลึกลับพิลึก ตั้งแต่เกิดใหม่มาเขาเคยเจอในตัวคนแค่สองคน คนหนึ่งคือเถาเกอ เหวินถิงนับได้ครึ่งคน
จางเซวียนก้าวเข้าไปทักทายเหวินถิง แล้วถามเติ้งต๋าชิงว่า "เหล่าเติ้ง มีอะไรเหรอครับ?"
เหล่าเติ้งมองถุงพะรุงพะรังในมือทั้งสองคนแล้วถาม "พวกเธอไปเดินห้างกันมาเหรอ?"
จางเซวียนก้มมองถุงเสื้อผ้าแล้วตอบ "ว่างๆ ไม่มีอะไรทำ ก็เลยไปเดินเล่นครับ"
เหล่าเติ้งกวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วก็เข้าเรื่อง ชี้ไปที่พ่อแม่ของเหวินถิงแนะนำว่า "นี่คือพ่อแม่ของเหวินถิง ส่วนนี่น้าสาวกับน้าเขยของเหวินถิง"
จางเซวียนทักทายอย่างมีมารยาท "คุณลุงคุณป้า สวัสดีปีใหม่ครับ"
"สวัสดีปีใหม่จ้ะ" ทางฝั่งนั้นตอบรับ
ทักทายกันพอเป็นพิธี เหล่าเติ้งก็เริ่มพล่าม
ไม่กี่นาทีต่อมา จางเซวียนก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด
เหวินถิงอยากเช่าห้องซ้อมเปียโน แต่เช้าวันนี้เดินหาในหอพักอาจารย์จนทั่วก็ยังหาห้องที่เหมาะสมไม่ได้
หาไปทั่วก็ไม่เจอ เหวินถิงเลยนึกถึงคนรู้จักอย่างเหล่าเติ้ง
เหล่าเติ้งเป็นคนใจดี พอได้ยินจุดประสงค์ ก็ตอบรับทันทีว่า "เอ้า บังเอิญจัง ชั้นสามก็มีห้องว่างนี่นา"
ว่าแล้วเหล่าเติ้งก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง หาดูญแจแล้วพาทั้งห้าคนขึ้นไปดูห้องของจางเซวียนที่ชั้นสาม
พอเปิดประตูเข้าไป เหล่าเติ้งก็พูดกับเหวินถิงว่า "เธอเคยอยู่ชั้นล่าง ห้องนี้แปลนเดียวกับห้องฉันที่ชั้นสองเปี๊ยบ คุ้นตาไหมล่ะ"
เหวินถิงเดินดูรอบๆ แล้วถาม "อาจารย์เติ้ง ห้องนี้ก็เป็นของคุณเหรอคะ?"
"อย่าเรียกห่างเหินแบบนั้นสิ เรียกเหล่าเติ้งก็พอ"
เหล่าเติ้งโบกมือ อธิบายอย่างเป็นกันเอง "ห้องนี้ไม่ใช่ของฉันหรอก แต่ก่อนเป็นของศาสตราจารย์คู่หนึ่ง เมื่อก่อนปีใหม่จางเซวียนเขาซื้อต่อไปแล้ว"
เหวินถิงฟังแล้วหันขวับ ถามด้วยความสงสัย "จางเซวียนเหรอคะ?"
เหล่าเติ้งตอบ "ใช่ จางเซวียน จางเซวียนคนที่เธอรู้จักนั่นแหละ"
เห็นคนทั้งห้าในห้องหันมามองที่ตัวเองเป็นตาเดียว เหล่าเติ้งเสริมว่า "ห้องนี้ไม่รู้ว่าจางเซวียนซื้อไว้จะอยู่เอง หรือซื้อเก็บไว้เก็งกำไร
แต่พวกคุณวางใจได้ ไม่ว่ายังไง เขาอยู่กับเสี่ยวตู้แค่ห้องเดียวก็น่าจะพอแล้ว ยังไงก็ต้องมีห้องว่างเหลือสักห้องแหละน่า"
พอเข้าใจที่มาที่ไป จางเซวียนก็นับถือในความใจกว้างของเหล่าเติ้งจริงๆ หันไปถามตู้ซวงหลิงว่า
"ซวงหลิง คุณอยากอยู่ชั้นสอง หรือชั้นสาม?"
ตู้ซวงหลิงกำลังคุยกระหนุงกระหนิงกับเหวินถิงที่ไม่ได้เจอกันนานอย่างออกรส ได้ยินคำถามก็ยิ้มตอบ "เราอยู่ชั้นสองกันเถอะ ขี้เกียจย้ายของแล้ว ของเยอะ"
"โอเค" จางเซวียนก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ยังไงชั้นสองชั้นสามก็ไว้อยู่อาศัย อยู่ตรงไหนก็เหมือนกัน เอาที่สะดวกดีกว่า
เมื่อตกลงกันได้ จางเซวียนก็ยกห้องชั้นสามให้เหวินถิงเช่า ค่าเช่าคิดตามราคาที่เหล่าเติ้งเคยให้เขา คือเดือนละ 50 หยวน
ตอนนี้เขามีเงิน ไม่คิดจะเป็นนายหน้า ไม่กินส่วนต่าง ไม่ทำเรื่องน่ารังเกียจ
บ่ายนี้กะว่าจะอ่านหนังสือ แต่อดอ่าน ต้องไปช่วยเหวินถิงยกเปียโน
พ่อเหวินถิง น้าเขย บวกกับจางเซวียนและเหล่าเติ้ง ผู้ชายสี่คนช่วยกันยก โดยมีผู้หญิงอีกหลายคนช่วยประคอง ค่อยๆ ยกขึ้นไปอย่างทุลักทุเล กว่าจะถึงชั้นสามก็เล่นเอาเหนื่อย
Grotrian-Steinweg
จางเซวียนแม้จะเคยฟังการแสดงเปียโนมาบ้าง แต่เรื่องตัวเปียโนนี่เขาไม่มีความรู้เลย แยกไม่ออกว่าดีไม่ดี รู้แค่ว่าเปียโนตัวนี้ยี่ห้อ Grotrian
มื้อค่ำพ่อแม่เหวินถิงเป็นเจ้าภาพ เชิญทุกคนไปกินข้าวข้างนอก
คุยกันไปคุยกันมา จางเซวียนถึงได้รู้ว่าน้าเขยของเหวินถิงทำงานอยู่ที่กรมการบินพลเรือนประจำมณฑลกวางตุ้ง
พอได้ยินว่าเป็นกรมการบินพลเรือน จางเซวียนกับเหล่าเติ้งสบตากันโดยอัตโนมัติ แล้วนึกถึงเฉียนซื่อลี่ขึ้นมาทันที
จากนั้น จางเซวียนก็นึกถึงสามคำ... เกาะขานาย
ขานี้ต้องเกาะให้แน่น
ไม่ว่าในอนาคตเขาจะเข้าสู่วงการการบินพลเรือนหรือไม่ การสร้างคอนเนคชั่นไว้ล่วงหน้าก็ย่อมดีกว่าเสมอ
จะไปรอให้ถึงเวลาใช้แล้วค่อยมาหาเพื่อน คงไม่ทันกิน
ปาหี่หลอกเด็กชัดๆ!
ปัญหาคือ สถานะนักศึกษามหาวิทยาลัยของเขาดูจะเบาหวิวไปหน่อย
คิดไปคิดมา จางเซวียนก็เตะขาเติ้งต๋าชิงใต้โต๊ะ
เติ้งต๋าชิงที่กำลังคุยและดื่มกับพ่อของเหวินถิงทำหน้างง หันมามองจางเซวียน แล้วตบขากางเกงเนียนๆ ก่อนจะดื่มต่อ
โธ่เอ๊ย ไม้ผุเหลาไม่ได้จริงๆ!
เตะไปอีกที
เหล่าเติ้งหันมามองจางเซวียนอีกครั้ง ยังคงงุนงง
จางเซวียนหมดคำจะพูด แอบบุ้ยใบ้ปาก บุ้ยไปที่ตัวเอง แล้วบุ้ยไปที่น้าเขยของเหวินถิง
คราวนี้เติ้งต๋าชิงจ้องหน้าเขาอยู่สามวินาที แล้วก็หันตัวหนี ไม่สนใจเขาอีก
ฉากนี้แม่ลูกเหวินถิงที่นั่งอยู่เยื้องๆ แอบเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด สองแม่ลูกยิ้มให้กัน แทบจะหลุดขำออกมา
แม่มเอ๊ย...
เห็นท่าทีผิดปกติของแม่ลูกเหวินถิง จางเซวียนรู้ทันทีว่าตัวเองขายหน้าเข้าให้แล้ว
แต่ไม่เป็นไร หน้าเราหนาอยู่แล้ว ในเมื่อเล่นลิเกไม่มีคนรับมุก งั้นก็ลุยแบบดิบๆ เลยละกัน จางเซวียนถือแก้วเหล้าเดินตรงเข้าไปหาคนเป็นน้าเขยของเหวินถิง งัดวาทศิลป์ออกมาใช้ ขอแค่ให้คุ้นหน้าคุ้นตากันไว้ก่อน
หลังกินข้าวเสร็จ จางเซวียนหาจังหวะแอบถามเติ้งต๋าชิง "นี่เหล่าเติ้ง ปกติคุณก็ฉลาดอยู่นะ แต่วันนี้ทำไมบื้อจัง"
เหล่าเติ้งยังงงไม่หาย "นายเตะฉันทำไมกันแน่?"
จางเซวียนเล่าสถานการณ์ให้ฟังแล้วถาม "การอวยกันเองทางธุรกิจเนี่ย คุณไม่เข้าใจ หรือทำไม่เป็น?"
เหล่าเติ้งขยับแว่นตาแล้วตอบ "ฉันคบคนด้วยใจ ไม่ถนัดเรื่องโม้"
ฟังแล้วจางเซวียนอยากจะกระโดดถีบไอ้คนไม่ได้ดั่งใจนี่จริงๆ สุดท้ายก็ถามอย่างหงุดหงิดว่า
"ไม่โม้? เหอะ! ไม่โม้แล้วต่อไปคุณจะทำธุรกิจการเงินได้ยังไง? ไม่โม้แล้วคุณจะทำการลงทุนได้ยังไง?"
เหล่าเติ้งยิ้มแหยๆ ตอบอย่างมั่นใจว่า "ชีวิตก็ส่วนชีวิต งานก็ส่วนงาน จะเอามาปนกันไม่ได้"
จางเซวียนกลอกตาบน ยอมแพ้แล้วจริงๆ
ไม่รู้ว่าเหล่าเติ้งนี่โง่จริง หรือแกล้งโง่กันแน่?
***
กลับมาถึงห้องเช่า ตู้ซวงหลิงขึ้นไปช่วยเหวินถิงจัดห้องที่ชั้นสาม
จางเซวียนขังตัวเองอยู่ในห้องหนังสือ อ่านหนังสือ เขียนงาน
ทุ่มกว่าๆ หลี่เหมยก็มาหา พร้อมเอกสารเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ของตึกเลขที่ 228 ถนนเทียนเหอ
จางเซวียนรินน้ำชาให้เธอ อ่านเอกสารอย่างละเอียดอยู่หลายรอบ เมื่อเห็นว่าไม่มีปัญหาอะไร ก็เริ่มเซ็นชื่อ
พอวางปากกาเงยหน้าขึ้นก็ถาม "เสี่ยวหลิวไปหรือยัง?"
หลี่เหมยตอบ "ไปแล้วค่ะ เมื่อตอนเที่ยงได้รับความช่วยเหลือจากหยวนหลานออกทะเลไปแล้ว"
จางเซวียนแปลกใจ ถามอย่างรู้กัน "ออกทะเลไปเลยเหรอ?"
หลี่เหมยพยักหน้ายิ้มๆ
จากนั้นเธอก็หยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากกระเป๋าถือส่งให้เขา "นี่เป็นจดหมายที่เสี่ยวหลิวฝากมาให้คุณ เขาบอกว่าขอบคุณมาก ถ้าวันหน้าไปฮ่องกงแล้วมีอะไรให้ช่วย ก็ไปหาเขาได้"
จางเซวียนรับจดหมายมา เปิดอ่าน
ข้างในมีกระดาษจดหมายอยู่แผ่นเดียว
ในกระดาษมีเนื้อหาอยู่สองส่วน:
ส่วนแรกเป็นคำขอบคุณล้วนๆ เสี่ยวหลิวเล่าถึงเหตุการณ์อันตรายเมื่อคืนวานและวันนี้สั้นๆ ยอมรับว่าถ้าไม่มีหยวนหลานช่วยคงเสร็จพวกนั้นไปแล้ว
เขาขอบคุณในความมีน้ำใจของจางเซวียน บอกว่าภูมิใจและโชคดีมากที่ได้คบจางเซวียนเป็นเพื่อน
ส่วนที่สอง: เขียนเบอร์โทรศัพท์บ้านและที่อยู่ติดต่อไว้
ไม่ต้องเดาก็รู้ เบอร์โทรศัพท์และที่อยู่นี้เป็นของญาติเสี่ยวหลิว ญาติที่ฮ่องกง
อ่านจดหมายจบ จางเซวียนยิ้มๆ คิดซะว่าอ่านเอาสนุก ตัวเขาเองยังไม่รู้เลยว่าจะได้ไปฮ่องกงเมื่อไหร่
ยิ่งไม่รู้ว่าเสี่ยวหลิวจะตั้งตัวที่ฮ่องกงได้ไหม จะประสบความสำเร็จหรือเปล่า?
แต่เขาก็ไม่มองข้ามน้ำใจนี้ เปิดลิ้นชัก เก็บจดหมายไว้อย่างระมัดระวัง
เรื่องอสังหา เสร็จสิ้น ต่อไปทั้งสองคนก็คุยเรื่องงานอื่น
หลี่เหมยบอก "ฉันซื้อตั๋วเครื่องบินไปเซี่ยงไฮ้วันที่ 24 แล้วค่ะ"
"วันที่ 24? เร็วขนาดนั้นเลย?"
"ใช่ค่ะ ตั๋วเครื่องบินรอบเช้าวันที่ 24 เราต้องตื่นเช้าหน่อย"
จางเซวียนพยักหน้า "ได้ ไม่มีปัญหา"
หลี่เหมยจิบชา คิดครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ "ช่วงนี้ฉันกำลังติดต่อกับหนังสือพิมพ์รายวันกวางตุ้ง น่าจะได้เรื่องเร็วๆ นี้"
จางเซวียนตาเป็นประกาย รีบถาม "มั่นใจแค่ไหน?"
หลี่เหมยหยิบรายการค่าใช้จ่ายออกมาให้เขาดู แล้วบอก "ฉันจ่ายค่าวิ่งเต้นไปเกือบ 5 หมื่น ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด น่าจะสำเร็จค่ะ"
จางเซวียนก้มดูรายการรายจ่ายต่างๆ ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งแล้วถาม "เมื่อก่อนเขาก็ทำธุรกิจกับหนังสือพิมพ์รายวันกวางตุ้งเหรอ?"
หลี่เหมยรู้ว่า เขา ที่ว่าหมายถึงอดีตสามีของเธอ ตอบอย่างไม่ปิดบัง "ใช่ค่ะ"
ได้ยินแบบนี้ ภายนอกจางเซวียนดูสงบนิ่ง แต่ในใจลิงโลดไปแล้ว
เขาไม่เคยประเมินพลังทำลายล้างของผู้หญิงที่เจ็บปวดต่ำเกินไป ไม่เคยดูถูกแรงแค้นของผู้หญิงประเภทนี้
ถ้าให้ไปแย่งธุรกิจ ไปตกปลาในบ่อเพื่อนแบบซึ่งๆ หน้า จางเซวียนคิดว่าคงยากเอาเรื่อง แต่ถ้าถูกผู้หญิงบ้าคลั่งคนหนึ่งจ้องเล่นงานเข้าให้แล้วล่ะก็
หึๆ คนที่อยู่ออสเตรเลียคนนั้น ดูแลตัวเองดีๆ ก็แล้วกัน!
นี่เป็นข่าวดีจริงๆ น่าฉลองสักแก้ว
ไม่มีเหล้า งั้นก็ใช้ชาแทน
คืนนี้ ทั้งสองคุยเรื่องงานกันอยู่นาน
ประเด็นหลักคือเรื่องโรงงานทอผ้า แนวคิดการวางผังและการก่อสร้าง เทียนเหอซิตี้
จนถึงสี่ทุ่มกว่า หลี่เหมยถึงได้กลับไป
***
ใกล้จะเปิดเทอมแล้ว จางเซวียนตั้งใจจะไปตัดผม
ถามตู้ซวงหลิงกับเหวินถิงว่า "จะไปด้วยกันไหม?"
ตู้ซวงหลิงกับเหวินถิงส่ายหน้าพร้อมกัน บอกว่าเดี๋ยวโจวชิงจู๋จะมาจากบ้าน ทั้งสองคนจะไปรับที่หน้ามหาวิทยาลัย
โจวชิงจู๋ไม่ใช่แฟนตัวเอง จางเซวียนขี้เกียจไปร่วมวงด้วย
จัดการธุระเสร็จ เขาออกจากประตูทิศใต้ กำลังจะข้ามถนนไปร้านตัดผมฝั่งตรงข้าม จู่ๆ จางเซวียนก็นึกถึงฉากที่ว่านจวินปาก้อนอิฐบนรถบัสขึ้นมาได้
หยุดยืนอยู่กับที่ เหมือนผีผลัก เขาเปลี่ยนทิศทางเดินมุ่งหน้าไปทางประตูทิศเหนือแทน
ตอนนี้หอพักยังไม่เปิด ว่านจวินยังไม่มามหาวิทยาลัย เขาไม่รู้ว่าวันนั้นว่านจวินปลอดภัยดีไหม ไม่รู้ว่าว่านจวินได้รับบาดเจ็บหรือเปล่า?
เลยตั้งใจจะไปเสี่ยงดวงที่ร้านตัดผมที่ผู้หญิงชาวไป่เซ่อคนนั้นเปิด
เผื่อจะเจอว่านจวิน
เดินทอดน่องชมวิวไปเรื่อยๆ จางเซวียนพบว่าถนนหนทางในกว่างโจวเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ผู้หญิงผมลอนสีทองกับกางเกงขาม้าเริ่มมีให้เห็นมากขึ้น
ผู้หญิงพวกนี้รูปร่างเย้ายวน เดินเชิดหน้าชูตา ลมพัดปลิวไสว
ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงร้านตัดผม
เถ้าแก่เเนี่ยชาวไป่เซ่อนั่งฟังวิทยุพลางก้มหน้าแต่งเล็บอยู่บนเก้าอี้
ได้ยินเสียงที่ประตู เถ้าแก่เเนี่ยหันมาเห็นว่าเป็นลูกค้าประจำอย่างจางเซวียน ก็รีบลุกขึ้นทักทายยิ้มแย้ม "มาตัดผมเหรอ"
"ครับ" จางเซวียนรับคำ เดินเข้าไปบอก "เล็มให้สั้นหน่อยนะ"
"สระก่อนไหม"
"ได้ครับ"
ฝีมือเถ้าแก่เเนี่ยไม่เลว ไม่ถึง 5 นาทีก็เล็มผมไปได้เกือบครึ่ง แต่จังหวะนั้นเอง โทรศัพท์บ้านข้างในก็ดังขึ้น

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 230 ไอ้เจ้านี่มันช่างลึกลับพิลึก

ตอนถัดไป