บทที่ 231 ช่องทาง
บทที่ 231 ช่องทาง
ฝีมือการตัดผมของเถ้าแก่เเนี่ยถือว่าไม่เลวเลย ผ่านไปไม่ถึง 5 นาที ทรงผมก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างไปเกือบครึ่งแล้ว แต่ทว่าในตอนนั้นเอง โทรศัพท์บ้านที่อยู่ด้านในก็ดังขึ้น
หลังจากเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นสามครั้ง เถ้าแก่เเนี่ยก็หันมาบอกจางเซวียนว่า "ขอโทษทีนะ รอแป๊บหนึ่ง ฉันขอไปรับโทรศัพท์ก่อน"
"ได้ครับ" จางเซวียนนั่งรออย่างใจเย็นและตอบกลับไป
เถ้าแก่เเนี่ยวางหวีและปัตตาเลี่ยนไว้ข้างๆ ก่อนจะหยิบหูโทรศัพท์สีขาวขึ้นมาพูดว่า
"ฮัลโหล ใครคะ?... อ๋อ คุณเองเหรอ... อืม อยู่ที่ร้านตัดผม อืม มีลูกค้าประจำอยู่คนหนึ่ง... แผลที่มือของคุณเป็นยังไงบ้าง?... หือ?... เขาไม่อยู่ วันนี้เขาไปหาลูกพี่ลูกน้องที่ฝอซาน... คืนนี้จะไปเต้นดิสโก้เหรอ คุณบาดเจ็บอยู่จะสะดวกหรือ... งั้นเอาอย่างนี้ ช่วงบ่ายฉันจะปิดร้านเร็วหน่อยแล้วไปหา เราไปกินมื้อเย็นด้วยกัน..."
เถ้าแก่เเนี่ยชาวไป่เซ่อคุยโทรศัพท์อยู่นานประมาณสี่ห้านาที
จางเซวียนทอดสายตามองออกไปข้างนอก ใบหน้าไร้ความรู้สึก แต่หูพลันแอบฟังอย่างตั้งใจ...
แผลที่มือ... เขาไม่อยู่... เต้นดิสโก้...
แม่รงเอ๊ย! ข้อมูลนี้มันเยอะเกินไปแล้ว จางเซวียนลอบเดาในใจว่า สายนี้ใช่ว่านจวินโทรมาหรือเปล่า?
ผ่านไปอีก 6 นาที ผมก็ตัดเสร็จเรียบร้อย
เถ้าแก่เเนี่ยถามว่า "จะสระอีกรอบไหม?"
จางเซวียนแปลกใจ ยุคนี้ร้านตัดผมส่วนใหญ่จะสระแค่ตอนเริ่ม ไม่ค่อยมีใครสระปิดท้ายให้ ดูท่าเถ้าแก่เเนี่ยคนนี้จะอารมณ์ดีน่าดู
เขาจึงยิ้มแล้วพูดว่า "จะรบกวนคุณหรือเปล่าครับ?"
เถ้าแก่เเนี่ยยิ้มตาม "ไม่รบกวนหรอก ฉันว่างอยู่พอดี"
เมื่อได้ยินดังนั้น จางเซวียนก็ไม่เกรงใจอีกต่อไป "งั้นก็ได้ครับ สระสักหน่อย กลับบ้านไปจะได้ไม่ต้องสระอีก"
เถ้าแก่เเนี่ยค่อนข้างใส่ใจ มือไม้ก็นุ่มนวล แถมยังนวดให้ด้วย นวดจนหนังศีรษะรู้สึกผ่อนคลายสบายตัว
ในตอนนี้ จางเซวียนอดคิดไม่ได้ว่า ถ้ามือคู่นี้ไปนวดอยู่บนตัวว่านจวิน...
สระเสร็จ เป่าผมจนแห้ง...
ตอนเดินออกจากร้านตัดผม จางเซวียนยังหันกลับไปมองแวบหนึ่งอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก
เหมือนที่โอวหมิงเคยพูดไว้ 68 คะแนน ให้มากกว่านี้ไม่ได้แล้ว
***
เช้าวันที่ 27
จางเซวียนรีบไปที่สถานีรถไฟแต่เช้าตรู่ ยืนดักรออยู่ที่ทางออกพลางโบกมือตะโกนเสียงดัง "หยางหย่งเจี้ยน ซุนจวิ้น ทางนี้!"
พอเห็นว่าเป็นเขา หยางหย่งเจี้ยนก็เผยรอยยิ้มซื่อๆ รีบวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหาด้วยความประหลาดใจระคนดีใจ "จางเซวียน นายมาได้ยังไงเนี่ย?"
จางเซวียนกอดทักทายซุนจวิ้นทีหนึ่ง "มารับพวกเธอน่ะสิ หิวกันหรือยัง?"
"ก็พอไหวนะ" ปากหยางหย่งเจี้ยนบอกว่าไหว แต่ท้องเจ้ากรรมดันร้องโครกครากอย่างไม่รักดี
ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลง เขาพาคนทั้งสองไปหาข้าวกินก่อน
เลือกร้านอาหารริมทาง สั่งกับข้าวมาสี่อย่าง เป็นจานเนื้อสามอย่างและผักอีกหนึ่งอย่าง
จางเซวียนถามซุนจวิ้น "เอาเบียร์หน่อยไหม?"
ซุนจวิ้นยิงฟันขาว ยิ้มร่าพลางโบกมือปฏิเสธ "ไม่ดื่มๆ ช่วงเที่ยงฉันต้องนั่งรถต่ออีก"
จางเซวียนแปลกใจเล็กน้อย "เที่ยงนี้ก็ไปเลยเหรอ ทำไมรีบจัง?"
ซุนจวิ้นเกาหัว "พรุ่งนี้วันเกิดครบ 60 ปีของพ่อฉัน ฉันต้องรีบกลับไป"
พอพูดถึงเรื่องนี้ จางเซวียนก็นึกขึ้นได้ทันที ซุนจวิ้นมีพี่สาว 5 คน พ่อแม่มีเขาตอนอายุเกือบ 40 ปีเข้าไปแล้ว
เฮ้อ พรุ่งนี้เป็นวันเกิดพ่อแท้ๆ แต่วันนี้ยังอุตส่าห์มาส่งหยางหย่งเจี้ยน
จางเซวียนรู้สึกซาบซึ้งใจอยู่บ้าง น้ำใจนี้ช่างแข็งแกร่งดั่งทองคำจริงๆ!
อาหารมาเสิร์ฟเร็วมาก พอกินไปได้ครึ่งทาง จางเซวียนก็ถามหยางหย่งเจี้ยน "ผ่านไป 20 กว่าวันแล้ว เธอยังอยากย้ายคณะอยู่ไหม?"
หยางหย่งเจี้ยนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า "ฉันตั้งใจจะย้าย"
จางเซวียนคีบไส้หมูเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ พลางคิดแล้วพูดว่า "ถ้าอย่างนั้น ช่วงปิดเทอมหน้าร้อนฉันจะหางานให้เธอทำ เธอจะทำไหม?"
หยางหย่งเจี้ยนเงยหน้าถาม "ปิดเทอมนี้นายไม่กลับบ้านเหรอ?"
จางเซวียนส่ายหน้า "ดูสถานการณ์ก่อน ถึงกลับไปก็คงอยู่ไม่นาน"
หยางหย่งเจี้ยนเข้าใจ จากนั้นจึงถามต่อ "นายจะหางานอะไรให้ฉันทำ?"
ตอนนี้จางเซวียนเองก็ยังไม่รู้ว่าจะจัดแจงให้เธอทำอะไร ได้แต่ทำตัวลึกลับ "ขออุบไว้ก่อน ตราบใดที่เธอไม่กลัวว่าฉันจะจับเธอไปขาย ถึงตอนนั้นมีงานให้เธอทำแน่นอน"
หยางหย่งเจี้ยนพูดเหน็บแนม "ฉันไม่ใช่สาวสวยอย่างซวงหลิง แล้วก็ไม่ใช่สาวงามหยาดเยิ้มอย่างหมี่เจี้ยน ฉันมันแค่ซินเดอเรลล่า จะไปกลัวอะไร?"
จางเซวียนค้อนขวับ พูดอย่างไม่สบอารมณ์ "อย่าเอาคำว่าซินเดอเรลล่ามาอัปเกรดตัวเองหน่อยเลย ซินเดอเรลล่าส่วนใหญ่เขายังมีโอกาสพลิกชีวิต แต่เธอมันก็แค่สาวบ้านนาจากหุบเขาลึก"
หยางหย่งเจี้ยนจุกจนพูดไม่ออก วางตะเกียบแล้วด่า "จางเซวียน ปากนายเนี่ยมันสุนัขไม่รับประทานจริงๆ"
พอเห็นทั้งสองคนกัดกันเป็นกิจวัตร ซุนจวิ้นก็รีบแทรกขึ้นมาว่า "จางเซวียน เรื่องทำงานช่วงปิดเทอม ฉันขอมาทำด้วยได้ไหม?"
จางเซวียนทำท่าสูดปากด้วยความหมั่นไส้ หันไปยิ้มให้ซุนจวิ้นแล้วพูดว่า "นายรู้ไหมว่าทำไมฉันถึงขี้เกียจถามนาย? ก็เพราะถ้าฉันรั้งตัวเมียไว้ได้ ตัวผู้มันก็ต้องดมกลิ่นตามมาเองอยู่แล้ว ไม่ใช่หรือไง?"
ซุนจวิ้นไม่กล้ามองหน้าหยางหย่งเจี้ยน ได้แต่ก้มหน้าหัวเราะแหะๆ
หยางหย่งเจี้ยนยิ่งโมโหหนักกว่าเดิม เลยเลิกพูดไปเลย
พอกินข้าวเสร็จ ซุนจวิ้นก็ตรงกลับไปที่สถานีรถไฟกว่างโจวทันที
ส่วนจางเซวียนไปส่งหยางหย่งเจี้ยนที่มหาวิทยาลัยการแพทย์ภาคใต้
หลังจากช่วยยกสัมภาระไปเก็บที่หอพักเรียบร้อย จางเซวียนก็ขอตัวกลับ
หยางหย่งเจี้ยนตามออกมาเพื่อรั้งตัวไว้ "เดินทางเหนื่อยมาทั้งวัน กินมื้อเย็นก่อนค่อยไปเถอะ"
"เธอเลี้ยง?"
"ฉันเลี้ยงเอง"
"กินที่ไหน?"
"โรงอาหารคณะ"
จางเซวียนหมุนตัวเดินหนีทันที "งั้นช่างมันเถอะ เธอก็ไม่ใช่สาวสวยอะไร กินข้าวกับเธอเพิ่มมื้อหนึ่งหรือลดมื้อหนึ่งก็ไม่มีผลอะไรหรอก ไปล่ะนะ บาย!"
พูดจบ จางเซวียนก็เดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง
เดินจากไปอย่างมาดมั่นและเปิดเผย
เขารออยู่ที่หน้าประตูมหาวิทยาลัยนานถึง 20 นาที แต่ก็เรียกรถแท็กซี่ไม่ได้เลย
แม่รงเอ๊ย พวกคุณป้า คุณลุง และพี่สาวทั้งหลายน่ากลัวเกินไปแล้ว ทุกครั้งต้องใช้วิธีแย่งชิง พอแย่งไม่ไหวก็เอาหน้าอกชนใส่จางเซวียน
กลางวันแสกๆ เล่นโจมตีด้วยร่างกายแบบนี้ แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ? ลำบากใจคนหล่อจริงๆ
ยอมใจเลยจริงๆ!
รอไปอีกสองนาที รถเมล์สายมรณะก็มาถึง ขึ้นก็ขึ้นวะ
คราวนี้ถือว่าดวงดี เจอที่นั่งโซนสูบบุหรี่
พอนั่งลงข้างๆ คนสูบบุหรี่ จางเซวียนที่ว่างจัดก็กวาดสายตามองไปรอบๆ ตามความเคยชิน ไม่มีใครด่ากัน ไม่มีเรื่องสนุกให้ดู น่าเสียดายจัง
แต่ว่าน้องสาวสองคนข้างหน้านั่นดูดีใช้ได้ หน้าตา บุคลิก และการแต่งตัวถือว่าผ่าน
เวลามองผู้หญิงจากด้านหลัง เขาชอบมองต้นคอก่อน ลำคอระหงเหมือนหงส์ สวยงาม
ขาวผ่อง เนียนนุ่ม น่าใช้ปากนวดให้จริงๆ
สาวเสื้อแดงหยิบขนมถุงหนึ่งออกมา แกะห่อ แล้วยื่นให้เพื่อนก่อน
สาวเสื้อเหลืองยื่นมือไปหยิบช็อกโกแลตมาสองสามเม็ด พอกินไปเม็ดหนึ่งก็ชมเปาะ "ช็อกโกแลตนำเข้านี่อร่อยจริงๆ"
สาวเสื้อแดงกินไปพลาง ส่งเสียงอือออเห็นด้วยไปพลาง "เดี๋ยวนี้ฉันกินแต่ขนมนำเข้า รสชาติหรือแพ็กเกจจิ้งก็ดีกว่าของในประเทศตั้งเยอะ"
ได้ยินสองสาวคุยกันจ้อกแจ้ก ดวงตาของจางเซวียนก็เป็นประกายวาบขึ้นมาทันที จริงสิ! กรมศุลกากรยึดพวกสินค้าอุปโภคบริโภคไว้ตั้งเยอะ ยึดขนมนำเข้าไว้ตั้งเยอะ ตนเองสามารถเอามาใช้ประโยชน์ได้นี่นา
ถึงแม้ว่าอาหารนำเข้าพวกนั้นส่วนใหญ่จะเหลืออายุการเก็บรักษาแค่ครึ่งปีถึงหนึ่งปี
แต่ราคามันก็ถูกแบบเหลือเชื่อ
พอนึกถึงร้านขายขนมนำเข้าในยุคหลัง จางเซวียนก็ค้นพบ ช่องทาง ขึ้นมาทันที
ไปเหมาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ศุลกากรยึดไว้พวกนี้มา แล้วเอามาขายในราคา 50% ของราคาตลาด
พร้อมกันนั้นก็จัดโปรโมชั่นซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง หรือไม่ก็ขายพ่วง
อย่างเช่นซื้อสองชิ้นลดเท่าไหร่
ซื้อสามชิ้นลดเท่าไหร่
เอาสินค้าที่เกี่ยวข้องกันมาจับคู่ขายพ่วงกัน แล้วลดราคาไปอีกเท่าไหร่
เมื่อเช้ายังกลุ้มใจว่าจะจัดหางานอะไรให้หยางหย่งเจี้ยนทำช่วงปิดเทอม จู่ๆ จางเซวียนก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมา
ยิ่งคิด ก็ยิ่งรู้สึกว่ามีความเป็นไปได้สูง
ขนมนำเข้าสำหรับคนอื่นอาจจะมีความเสี่ยงในการบริหารจัดการ แต่สำหรับเขาที่ได้ต้นทุนมาราคาถูกเหมือนผักกาดขาว ต่อให้ขาดทุนจะเจ็บตัวสักเท่าไหร่เชียว?
แต่ถ้าธุรกิจนี้ดันไปได้สวย ไม่เพียงแต่จะทำเงินได้ แต่ยังช่วยหยางหย่งเจี้ยนได้อีกด้วย
รถเมล์วิ่งๆ หยุดๆ จางเซวียนที่มีเรื่องให้ขบคิดในใจ เผลอแป๊บเดียวก็มาถึงจงต้า
พอลงจากรถ จางเซวียนก็อดรนทนไม่ไหว รีบเดินสำรวจรอบจงต้าหนึ่งรอบ จากประตูทิศใต้เดินไปถึงประตูทิศเหนือ เขาพบว่ามีร้านค้าอย่างน้อย 4 แห่งที่เหมาะจะทำธุรกิจนี้
ทำเลดี ผู้คนพลุกพล่าน พอลองถามค่าเช่าร้าน ก็ไม่ได้แพงมากนัก
ครุ่นคิดไป เดินคิดไป จางเซวียนก็เดินจากประตูทิศเหนือย้อนกลับมาที่ประตูทิศใต้อีกครั้ง
เขาหยุดยืนอยู่ที่ประตูทิศใต้ครู่หนึ่ง ตัดสินใจว่าเงินก้อนแรกจากสินค้าอุปโภคบริโภค จะต้องกอบโกยจากนักศึกษาสาวๆ นี่แหละ
นักศึกษาสาวในเมืองพวกนี้ทางบ้านฐานะดี ใช้ชีวิตประดิดประดอย ชอบเปรียบเทียบ และยิ่งชอบรสนิยมแบบเมืองนอก
เปิดร้านที่หน้าประตูมหาวิทยาลัย พวกเธอที่เห็นแก่กินต้องซื้อแน่ๆ
ขณะเดียวกันก็ทำใบปลิวโฆษณาดีๆ เจาะตลาดความรัก ยุยงให้พวกผู้ชายหน้ามืดตามัวซื้อขนมนำเข้าพวกนี้ไปเอาใจแฟน หรือไม่ก็เอาไปจีบสาว
ต้องรู้ไว้นะว่ายุคนี้ของนำเข้ามันสื่อถึงอะไร?
สื่อถึงความแพง สื่อถึงรสนิยม และสื่อถึงการมีหน้ามีตาในหมู่คนรุ่นเดียวกัน!
จางเซวียนเหมือนบรรลุธรรม ค้นพบแหล่งลงหลักปักฐานแล้ว
แต่เรื่องนี้ยังไม่ต้องรีบร้อน เอาไว้ก่อน รอให้หยางหย่งเจี้ยนย้ายคณะเรียบร้อยก่อนค่อยว่ากัน
พอกลับมาถึงห้องเช่าที่หอพักอาจารย์ เดินผ่านชั้นหนึ่ง จางเซวียนก็ได้กลิ่นหอมของเนื้อลอยมา
จมูกฟุดฟิด มั่นใจเลยว่าเป็นกลิ่นเนื้อที่เขาชอบกินที่สุด
จางเซวียนเคาะประตู "เหล่าเติ้ง เหล่าเติ้ง หิวน้ำ ขอน้ำกินหน่อย"
ประตูเปิดออก เหล่าเติ้งมองแวบเดียวก็รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ ขี้เกียจจะต่อความยาวสาวความยืด เลยลากเขาเข้ามาข้างในดื้อๆ
"ฉันกับนายยังจะเกรงใจอะไรกันอีก มา เข้ามานั่งก่อน ยังเหลือกับข้าวอีกสองอย่างที่ยังไม่เสร็จ"
จางเซวียนหน้าหนาอยู่แล้ว ยิ้มร่าเดินเข้าไป แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ชะงัก ในห้องมีผู้หญิงคนหนึ่ง เป็นผู้หญิงที่หน้าตาดีใช้ได้เลย
จางเซวียนอึ้งไปสองวินาที จากนั้นก็แสร้งทำเป็นรินน้ำใส่แก้ว เดินเข้าไปในครัวแล้วกระซิบถาม "น้องสาวคุณเหรอ?"
เหล่าเติ้งมองเขาแล้วส่ายหน้า "เพื่อนฉันเอง"
"เพื่อนจริงๆ เหรอ?"
"แน่นอน ฉันเหล่าเติ้งไม่เคยโกหก"
"งั้นเหรอ งั้นผมไปเรียกอาจารย์ที่ปรึกษามานะ"
เหล่าเติ้งแทบเป็นลม เงียบไปหลายวินาทีก่อนจะพูดว่า "อย่าไปกวนอาจารย์ที่ปรึกษาเลย เธอมาเดี๋ยวก็ต้องทะเลาะกันเปล่าๆ"
จางเซวียนยิ้มถาม "งั้นเธอเป็นใคร? หน้าตาดีใช้ได้เลยนะเนี่ย"
ปิดไม่มิดแล้ว เหล่าเติ้งเลยพูดตรงๆ ว่า "แฟนเก่าฉันเอง"
แฟนเก่า?
ต่อมเผือกของจางเซวียนทำงานทันที "คู่หมั้นคนนั้นน่ะเหรอ?"
เหล่าเติ้งขยับแว่นตา "โธ่เอ๊ย! นั่นมันเรื่องตั้งแต่กี่ร้อยปีก่อนแล้ว เป็นเรื่องเก่าเก็บไปแล้ว อย่าพูดถึงเลย ไม่มีประโยชน์"
ที่แท้ก็เป็นเธอนี่เอง จางเซวียนแอบสังเกตสีหน้าของเหล่าเติ้งครู่หนึ่ง ก็เก็บความอยากรู้อยากเห็นกลับลงไป รู้รักษาตัวรอดไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก
เปลี่ยนเป็นดื่มน้ำในแก้วจนหมดแล้วพูดว่า "งั้นมื้อเย็นผมไม่กินที่ห้องคุณแล้วนะ ไปล่ะ"
เหล่าเติ้งหันมาถาม "แล้วนายจะไปกินที่ไหน?"
จางเซวียนตอบว่า "ผมจะขึ้นไปดูชั้นสาม เห็นว่าโจวชิงจู๋มาแล้วไม่ใช่เหรอ ผมจะไปขอเกาะกินด้วยคน"
เหล่าเติ้งเบ้ปาก "ฝันไปเถอะ พวกเธอไม่อยู่ห้อง พ่อแม่ของเหวินฮุ่ยพาพวกเธอทั้งสามคนออกไปกินข้างนอกแล้ว"
จางเซวียนถาม "พ่อแม่เหวินฮุ่ยไปบ้านน้าของเหวินฮุ่ยไม่ใช่เหรอ ทำไมยังไม่กลับอีก?"
เหล่าเติ้งตอบ "ไม่รู้สิ แต่ฉันเห็นพวกเธอออกไปพร้อมกัน ตอนจะไปกินข้าวยังชวนฉันด้วย แต่ฉันปลีกตัวไปไม่ได้"
จางเซวียนเดินกลับเข้ามาในครัว "งั้นเหรอ งั้นผมไม่ไปแล้ว คุณวางใจได้ เดี๋ยวผมจะเป็นก้างขวางคอที่เงียบสงบให้เอง"
เหล่าเติ้งชี้หน้าเขาอย่างขำๆ แล้วหันไปง่วนกับงานต่อ
มื้อเย็นจางเซวียนกินอย่างเอร็ดอร่อย
เหล่าเติ้งกับแฟนเก่าดูเกรงใจกันอยู่บ้าง พูดจาก็เกรงใจกัน ดูเป็นคู่ที่เคารพซึ่งกันและกันสุดๆ
จางเซวียนคีบซ้ายที คีบขวาที นานๆ ทีก็เงยหน้ามองทั้งสองคน แล้วก้มหน้าก้มตากินต่ออย่างมูมมาม
พอกินข้าวหมดถ้วยที่สาม จางเซวียนก็ลูบท้องที่ป่องออกมา ลุกขึ้นพูดกับเหล่าเติ้งว่า
"เหล่าเติ้ง ผมนึกขึ้นได้ว่าที่บ้านมีธุระนิดหน่อย ผมไปก่อนนะ"
เหล่าเติ้งทำหน้าไม่ถูก ได้แต่มองเขาเดินออกไป
เปิดประตู ปิดประตู
จางเซวียนสูดหายใจเข้าลึกๆ แม่รงเอ๊ย บรรยากาศมันพิลึกเกินไปแล้ว ผู้หญิงคนนั้น คุณทิ้งเขาไปแล้ว จะกลับมาทำไมอีก?
อืม โลกของผู้หญิงเขาไม่เข้าใจจริงๆ
กลับไปอ่านหนังสือเขียนนิยายดีกว่า
***
เปิดเทอมแล้ว ช่วงเช้าจางเซวียนไปรายงานตัว ช่วงบ่ายก็กลับเข้าหอพัก
พอเดินเข้าประตูห้องพัก ก็เห็นทุกคนกำลังล้อมวงคุยกับโอวหมิงกันเซ็งแซ่ บอกว่าจะให้เขาเลี้ยงข้าว
จางเซวียนเดินเข้าไปถาม "มีเรื่องดีๆ อะไรเหรอ?"
เว่ยจื่อเซินลากแขนเขาแล้วพูดอย่างร่าเริงว่า "จางเซวียน นายไม่รู้เหรอ โอวหมิงกับเพื่อนทางจดหมายรักกันแล้วนะ"
จางเซวียนเหลือบมองไปที่หัวเตียงของโอวหมิงตามสัญชาตญาณ เฮ้ย! มีชื่อใหม่เพิ่มขึ้นมาจริงๆ ด้วย
ติงเหยียนหง
หลิวลี่เฟิน
เลี่ยวเหม่ยลี่
อวี๋อวิ้น
จางเซวียนถามโอวหมิงด้วยความประหลาดใจ "ชื่ออวี๋อวิ้นเหรอ?"
โอวหมิงลูบหัวล้านเลี่ยนของตัวเอง ยิ้มแล้วพูดว่า "จางเซวียน ชื่อนี้มีปัญหาตรงไหนเหรอ?"
จางเซวียนแกล้งถอนหายใจ "ชื่อนี้ตั้งได้ดีนะ มีจิตวิญญาณ ไว้ถ้านายแต่งงานแล้วนายจะเข้าใจเอง"
จากนั้นก็ถามต่อ "พวกนายรู้จักกันได้ยังไง?"
โอวหมิงตอบ "ในนิตยสารไง เธอประกาศหาเพื่อนทางจดหมาย ฉันก็เลยสมัครไป"
หลี่เจิ้งแจกบุหรี่ลี่ฉวินให้ทุกคน แล้วถามบ้าง "พวกนายรู้จักกันนานแค่ไหนแล้ว?"
โอวหมิงตอบ "รู้จักกันตั้งแต่วันชาติปีที่แล้ว เพิ่งตกลงคบกันเมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เอง"
ว่านจวินถาม "เด็กม.ฟู่ตั้นจริงดิ? ไม่ใช่พวกต้มตุ๋นนะ"
คำพูดนี้ทำเอาโอวหมิงไม่พอใจ "จะเป็นต้มตุ๋นได้ไง? ปิดเทอมหน้าร้อนฉันนัดเจอเธอแล้วด้วย"
จางเซวียนถาม "นัดเจอกันที่ไหน?"
โอวหมิงตอบ "ก็ต้องเซี่ยงไฮ้สิ เธอเป็นคนเซี่ยงไฮ้โดยกำเนิด"
เว่ยจื่อเซินถาม "นี่นายจะถ่อไปถึงเซี่ยงไฮ้เลยเหรอ?"
โอวหมิงคาบบุหรี่มวนเองไว้ในปาก อัดควันเข้าปอดแล้วย้อนถาม "เพื่อความรัก มีอะไรที่ทำไม่ได้ด้วยเหรอ?"
จางเซวียนและอีกสี่คนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก งงเป็นไก่ตาแตก! และยอมใจมันเลยจริงๆ!
เลิกสนใจโอวหมิงจอมเพี้ยน แล้วหันมาคุยเรื่องของตัวเองกัน
จางเซวียนจงใจสังเกตมือของว่านจวิน พบว่าฝ่ามือซ้ายมีผ้าพันแผลพันไว้หนาเตอะ จึงลองหยั่งเชิงถาม "ว่านจวิน มือเป็นอะไรไป?"
เว่ยจื่อเซินผู้ปราดเปรียวรีบแทรกขึ้นมาว่า "มันน่ะเหรอ มันบาดเจ็บจากการทำงานน่ะสิ"
จางเซวียนรู้อยู่เต็มอก แต่ก็ถามด้วยความเป็นห่วง "รุนแรงไหม?"
เมื่อเห็นเพื่อนร่วมห้องทั้ง 5 คนมองมาด้วยความห่วงใยจากใจจริง ว่านจวินก็รู้สึกอบอุ่นวาบขึ้นในใจ เขาไม่พูดอะไร แต่ค่อยๆ แกะผ้าพันแผลออกช้าๆ...
ทันใดนั้น ทุกคนก็ต้องตกตะลึง
พบว่านิ้วก้อยข้างซ้ายของว่านจวินสั้นหายไปข้อหนึ่ง
เสิ่นฝานถามเสียงสั่น "ว่านจวิน นี่นาย..."
ว่านจวินรู้ว่าเขาจะถามอะไร จึงพันผ้ากลับเข้าไปเหมือนเดิม แล้วฝืนยิ้ม "ไม่ต้องห่วง นี่เป็นความผิดพลาดตอนทำงานของฉันเอง ส่งผลกระทบไม่มากหรอก"
หลี่เจิ้งตกใจจนลืมสูบบุหรี่ รีบถาม "นี่มันเจ็บตัวจากการทำงาน บริษัทชดเชยให้หรือยัง?"
ว่านจวินพยักหน้า "ชดเชยแล้ว"
แม้ทุกคนจะอยากรู้ว่าได้ค่าชดเชยเท่าไหร่ แต่ก็ฉลาดพอที่จะเลือกหุบปาก จ้องมองว่านจวินแล้วเงียบไป
บรรยากาศในห้องพักเงียบสงัดจนน่าอึดอัด จางเซวียนจึงเอ่ยขึ้นว่า "ทุกคนไม่ได้เจอกันตั้งนาน วันนี้มารวมตัวกันหน่อย ฉันเลี้ยงเอง"
พอได้ยินว่ามีคนเลี้ยง เว่ยจื่อเซินก็ตอบสนองไวกว่าใครเพื่อน "พาผู้หญิงไปด้วยได้ไหม?"
จางเซวียนมองมือของว่านจวินแวบหนึ่ง แล้วยิ้มตอบ "พาแฟนมาได้"
"อ๊าก" เว่ยจื่อเซินเงยหน้าครวญคราง "จางเซวียน นายไม่ยุติธรรมเลย ฉันกับหลิวซือหมิงยังขาดอีกนิดเดียว อีกแค่นิดเดียวเองนะ!"