บทที่ 232 พินัยกรรม
บทที่ 232 พินัยกรรม
กลางดึกคืนวันที่ 24
จางเซวียนรู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย ก้มดูนาฬิกาข้อมือ 04:19 น.
ไม่เช้าแล้ว
คืนนี้แรงบันดาลใจพรั่งพรู ก้มหน้าก้มตาเขียนไปเกือบ 2,000 คำ กว่าจะรู้ตัวก็เขียนเกินโควตาไปอีกแล้ว
จากนั้นก็เกิดไอเดียใหม่ขึ้นมาแบบปุบปับ เลยรื้อเนื้อหาช่วงก่อนหน้านี้ทิ้งแล้วเขียนใหม่หมด
มัวแต่วุ่นวายอยู่อย่างนั้น วุ่นวายจนลืมวันลืมคืน เวลาล่วงเลยมาถึงตีสี่กว่า
ข้างนอกไก่เริ่มขันแล้ว และฝนก็ยังตกอยู่
จางเซวียนเปิดผ้าม่าน เหม่อมองความมืดมิดภายนอกครู่หนึ่ง จากนั้นก็บิดขี้เกียจ หมุนปิดฝาปากกาหมึกซึม เปิดลิ้นชัก แล้วเก็บต้นฉบับใส่เข้าไป
สุดท้ายก็ปิดลิ้นชัก ล็อกกุญแจ
ก่อนออกจากห้อง จางเซวียนทิ้งกระดาษโน้ตไว้บนโต๊ะหนังสือใบหนึ่ง แล้วถือร่มเดินลงไปชั้นล่าง
ฝนตกไม่หนัก แต่ลมแรง แม้จะหลบอยู่ใต้ร่ม ก็ยังสัมผัสได้ถึงละอองฝนที่โปรยปราย
ณ ประตูทิศใต้ของจงต้า จางเซวียนเดินไปที่รถตู้คันหนึ่ง เปิดประตูขึ้นไปนั่งแล้วถามหลี่เหมยทันที "คุณรอมานานหรือยัง?"
"ฉันก็เพิ่งมาถึงเหมือนกัน"
หลี่เหมยพิจารณาเขาครู่หนึ่ง หยิบผ้าขนหนูผืนใหม่ส่งให้ "ผมคุณเปียกหมดแล้ว เช็ดหน่อยสิ"
จางเซวียนไม่เกรงใจ รับผ้าขนหนูมาก็เริ่มซับน้ำตามเนื้อตัวทันที
รถขับไปได้สักพัก จู่ๆ หลี่เหมยก็พูดขึ้นว่า "โรงงานทอผ้าที่คุณให้ฉันจับตาดู มีความคืบหน้าแล้วนะ"
จางเซวียนถามโดยไม่เงยหน้า "ว่าไงบ้าง?"
หลี่เหมยบอกเขาว่า "โรงงานทอผ้าตอนนี้มีพนักงาน 237 คน ในจำนวนนี้เกือบครึ่งเป็นคนงานที่ใกล้จะเกษียณ"
จางเซวียนไม่ใช่พวกไก่อ่อน ฟังปุ๊บก็เข้าใจความหมายทันที คนงานใกล้เกษียณพวกนี้ล้วนเป็นคนที่มีเบื้องหลังทั้งนั้น
จึงถามกลับไปว่า "ซื้อขาดได้ไหม?"
หลี่เหมยส่ายหน้า "ยาก นอกจากว่าเราจะมีเส้นสายแข็งโป๊ก"
จางเซวียนขมวดคิ้ว คิดในใจว่าถ้ามีเส้นสายแข็งโป๊กยังต้องให้คุณบอกอีกเหรอ?
ถ้ามีเส้นใหญ่จริง ภายใต้กระแสการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ การจะฮุบโรงงานทอผ้าก็ง่ายเหมือนปอกกล้วย ไม่เห็นเหรอว่าหลายพื้นที่เพื่อลดภาระ ถึงขนาดแถมโรงงานให้ฟรีๆ ก็มีถมไป
เขานวดยูงขมับทั้งสองข้าง มองดูพายุฝนที่โหมกระหน่ำนอกหน้าต่าง แล้วถามอีกครั้ง "ถ้าเราจะเอาโรงงานทอผ้า ต้องใช้เงินเท่าไหร่?"
หลี่เหมยตอบ "ฉันวานคนไปสืบรายละเอียดมาแล้ว การจะครอบครองโรงงานทอผ้า เราต้องจ่าย 20 ล้านหยวน แถมยังต้องแบกรับหนี้สินอีก 7 ล้านกว่าหยวน"
จางเซวียนคำนวณในใจ เสียงอดไม่ได้ที่จะดังขึ้นเล็กน้อย "ถ้าไม่นับค่าเสื่อมราคาของโรงงานทอผ้า เอาเงินมาหารเฉลี่ยกับที่ดิน ก็ตกไร่ละ 6 แสนหยวนเลยนะ?"
หลี่เหมยพยักหน้า แล้วพูดต่อ "ถ้าเราจะสร้างห้างเทียนเหอซิตี้อีกแห่งจริงๆ สร้างห้างเทียนเหอซิตี้ไซส์ยักษ์ แค่ที่ดินของโรงงานทอผ้ายังไม่พอหรอก
ต้องเอาที่ดินว่างเปล่าด้านหลังอาคารพาณิชย์มาด้วย ฉันให้คนไปถามมาแล้ว ที่ดินว่างเปล่าด้านหลังมีพื้นที่ประมาณ 22,000 ตารางเมตร"
จางเซวียนรู้ว่าเธอพูดความจริง จึงหันไปถาม "สืบราคาที่ดินเปล่ามาหรือยัง เขาเรียกเท่าไหร่?"
หลี่เหมยตอบ "ใช้เส้นสายถามมาแล้ว ที่ดินเปล่าเรียกไร่ละ 5 แสนหยวน ที่ดินผืนนี้น่าจะราคาประมาณ 16 ล้านหยวน"
27 ล้าน รวมกับ 16 ล้าน รวม 43 ล้านหยวน
แม่รงเอ๊ย แพงชิบหาย นี่ขนาดยังไม่รวมค่าจัดการพนักงานพวกนั้นนะ
วินาทีนี้ ใจของจางเซวียนเต้นรัว รู้สึกว่าความทะเยอทะยานของตัวเองมันช่างไกลเกินเอื้อม
ถ้าไม่ใช่เพราะพิจารณาถึงทำเลที่ตั้งตรงนี้และมูลค่าทางธุรกิจในอนาคต พอได้ยินตัวเลขนี้เขาคงถอดใจไปแล้ว
ไร่ละ 5 แสนหยวน จางเซวียนพึมพำในใจหลายรอบ นึกอิจฉาขึ้นมา ถ้าเขามีแบ็คอัพเป็น 'ว่านเคอ' ประมาณว่าไร่ละ 2 แสนหยวนก็คงบ่นว่าแพงแล้ว
ไม่ใช่ว่าเขาเดาส่งเดช แต่ยุคนี้บริษัทอสังหา ที่มีเส้นสาย มีคอนเนคชั่น เวลาจะกว้านซื้อที่ดินในเซินเจิ้นก็ได้ราคาถูกเหมือนผักกาดขาว พวกที่ได้ราคาต่ำกว่าไร่ละ 2 แสนหยวนมีเยอะแยะไป
หลี่เหมยมองจางเซวียนที่ตกอยู่ในภวังค์ผ่านกระจกมองหลัง รออยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็พูดถึงเรื่องหนังสือพิมพ์รายวันมณฑลกวางตุ้ง
จางเซวียนถาม "ต่อไปแต่ละเดือนมียอดใช้ประมาณกี่ตัน?"
หลี่เหมยตอบ "3 หมื่นตัน"
3 หมื่นตัน งั้นแต่ละเดือนก็ทำเงินได้ 6 แสนหยวน หักค่าใช้จ่ายสังสรรค์สร้างคอนเนคชั่นออกไป ตัวเองก็น่าจะเหลือถึงมือสัก 5 แสนกว่าหยวน
จางเซวียนพอใจมากแล้ว
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตชาตินี้ที่ได้นั่งเครื่องบิน พอนึกถึงอัตราการเกิดอุบัติเหตุของเครื่องบินในยุคนี้ จางเซวียนมองดูก้อนเมฆด้านนอกแล้วก็รู้สึกตุ้มๆ ต่อมๆ
มักจะกังวลว่าเครื่องบินจะเปลี่ยนทิศกะทันหัน กังวลว่าเครื่องบินจะร่วงตกลงมา
ข้างๆ มีเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ชอบที่นั่งริมหน้าต่าง พยายามดึงแขนเสื้อจางเซวียนแล้วพูดว่า "คุณน้าครับ เราแลกที่นั่งกันเถอะครับ"
จางเซวียนมองแม่ของเด็กน้อยแวบหนึ่ง ใส่เสื้อคลุมขนสัตว์ ให้ความรู้สึกร่ำรวยฟุ้งกระจายออกมา
ทิวทัศน์นอกหน้าต่างเครื่องบิน จางเซวียนดูจนเบื่อแล้วตั้งแต่ชาติก่อน เขาไม่ได้ทำให้ลำบากใจ ยิ้มแล้วยอมแลกที่นั่งกับเด็กน้อย
ตอนแรกเครื่องบินก็ปกติดี บินนิ่งสนิท
แต่ผ่านไป 20 กว่านาที จู่ๆ ก็มีเมฆฝนฟ้าคะนองก้อนใหญ่ลอยมา เนื่องจากเพดานบินจำกัด และความเร็วก็สูง เครื่องบินจึงพุ่งเข้าไปในดงเมฆอย่างงุนงง
เอาล่ะสิ! งานเข้าแล้ว!
ผลที่ตามมาน่ากลัวมาก เครื่องบินเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ปีกทั้งสองข้างมีน้ำแข็งเกาะ
ผ่านไปครู่หนึ่ง แอร์โฮสเตสหน้าซีดเผือดออกมาประกาศว่า "เครื่องบินคงไม่ไหวแล้ว ทุกคนรีบเขียนพินัยกรรมเถอะค่ะ บนเครื่องมีร่มชูชีพแค่อันเดียว เดี๋ยวจะมีคนหนึ่งนำพินัยกรรมของทุกคนลงไปที่พื้นดิน"
อะไรนะ!!!
พินัยกรรม???
"โฮ" เสียงดังลั่น
พอได้ยินปุบปับว่าจะต้องเขียนจดหมายสั่งเสีย ผู้โดยสารหลายสิบชีวิตต่างตกตะลึง ขวัญหนีดีฝ่อ สติแตกกันหมด
ร้องไห้ฟูมฟาย
ยุคนี้คนที่จะนั่งเครื่องบินได้ มีใครบ้างที่ฐานะไม่ดี?
มีใครบ้างที่ไม่มีความรู้สึกเหนือกว่าทางสังคม?
มีใครบ้างที่อยากตาย?
เมื่อต้องเผชิญกับ ความตาย ที่มาเยือนอย่างกะทันหัน ทุกคนต่างตื่นตระหนก ทำอะไรไม่ถูก ร้องไห้โวยวายไม่รู้จะทำยังไงดี
เด็กน้อยข้างๆ ไม่มีอารมณ์ชมวิวแล้ว ร้องไห้จ้า! ร้องไปพลางอ้อนวอนอย่างน่าเวทนาไปพลาง "แม่ครับ เราจะตายกันจริงๆ เหรอครับ แม่ครับผมไม่อยากตาย ผมกลัว แง!..."
สาวใหญ่ชุดขนสัตว์ใบหน้าเปื้อนความเศร้าโศก กอดลูกชายแน่น แล้วร้องไห้ตาม...
จางเซวียนและหลี่เหมยมองหน้ากัน แววตาของทั้งคู่เปี่ยมไปด้วยความไม่ยินยอมพร้อมใจและความปล่อยวาง
จางเซวียนปล่อยวาง เพราะเขาเคยมีชีวิตมาแล้วชาติหนึ่ง และเคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง พอต้องเผชิญหน้ากับความตายอีกครั้ง ใจจึงไม่ได้หวาดกลัวขนาดนั้น
ที่ไม่ยินยอมพร้อมใจก็เพราะชีวิตอันสวยงามในชาตินี้เพิ่งจะเริ่มต้น ถ้าต้องจากไปแบบนี้ ภายหลังตู้ซวงหลิงต้องเสียใจปานขาดใจแน่ๆ
และกับหมี่เจี้ยน ท้ายที่สุดก็ยังไม่ได้ชดเชยความเสียใจจากชาติก่อน ไม่ได้แต่งงานกับเธอ ไม่ได้มีลูกกับเธอ ไม่ได้มองหน้าเธออีกสักครั้ง
จากนั้นเขาก็นึกถึงลี่ลี่ซือ ผู้หญิงที่รักเขาอย่างลึกซึ้งทั้งสองชาติ แต่กลับรักแล้วไม่ได้ครอบครอง หรือนี่จะเป็นโชคชะตา?
วินาทีนี้ เขาคิดไปสารพัด ทั้งแม่ พี่สาวสองคน ยังมีคุณป้าคุณลุงเขย และคุณน้า...
เช่นเดียวกับจางเซวียน หลี่เหมยปล่อยวางเพราะผ่านมรสุมชีวิตแต่งงานมาแล้ว เธอแม่รงมองทะลุชีวิตไปนานแล้ว
ส่วนความไม่ยินยอมของเธอ คือยังไม่ได้ล้างแค้นสามีเก่า ยังไม่มีโอกาสได้เลี้ยงดูลูก และยังไม่ได้กตัญญูต่อพ่อแม่
หลี่เหมยพูดกับจางเซวียนด้วยความรู้สึกผิดว่า "บอสคะ ขอโทษด้วย ฉันไม่ควรจองตั๋วเที่ยวบินนี้เลย และเมื่อเช้ายิ่งไม่ควรรอคุณเลย"
จางเซวียนมองดูสายฟ้าฟาดเปรี้ยงปร้างนอกหน้าต่าง น้ำเสียงล่องลอย ปลอบใจอย่างฝืนๆ ว่า "พูดเพ้อเจ้ออะไร ฉันไม่โทษคุณหรอก นี่มันเป็นกรรมลิขิต"
เครื่องบินสั่นสะเทือนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แอร์โฮสเตสยังคงเร่งให้เขียนพินัยกรรม เหมือนยมทูตมาทวงวิญญาณ: เร็วหน่อยค่ะ... เร็วหน่อย... ทุกคนเร่งมือหน่อยค่ะ...
ทั้งสองมองตากันอีกครั้ง แล้วต่างคนต่างรีบก้มหน้าเขียนพินัยกรรม
พินัยกรรมของจางเซวียนไม่มีอะไรให้เขียนมากนัก ก็แค่กล่าวลาแม่ พี่สาว น้า รวมถึงซวงหลิง หมี่เจี้ยน และลี่ลี่ซือสั้นๆ
จากนั้นก็เป็นเรื่องมรดก