บทที่ 233 ความทะเยอทะยานในฤดูหนาว

บทที่ 233 ความทะเยอทะยานในฤดูหนาว
สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว มรดกทั้งหมดที่มีชื่อเป็นเจ้าของมีมูลค่าเกิน 10 ล้านหยวน แบ่งออกเป็น 10 ส่วน
แม่แท้ๆ และพี่สาวเอาไป 7 ส่วน คุณน้าได้ 1 ส่วน ซวงหลิงได้ 1 ส่วน หมี่เจี้ยนได้ 1 ส่วน
คิดไปคิดมา จางเซวียนก็แก้พินัยกรรมทันที: แม่และพี่สาวเอาไป 6 ส่วน คุณน้าได้ 1 ส่วน ซวงหลิงได้ 1 ส่วน หมี่เจี้ยนได้ 1 ส่วน ลี่ลี่ซือได้ 1 ส่วน
แม้ว่าสองชาติภพจะไร้วาสนาต่อกันกับลี่ลี่ซือ แต่เมื่อเห็นแก่ความรักอันหนักอึ้งของเธอ เห็นแก่ความกล้าหาญมุ่งมั่นที่ไม่นึกเสียใจภายหลังต่อหน้าเลี่ยวอวิ๋นในโรงแรมครั้งนั้น ก็คุ้มค่าที่เขาจะแบ่งให้เธอสักส่วนหนึ่ง
ภายในห้องโดยสารเต็มไปด้วยเสียงโศกเศร้า เป็นความโศกเศร้าที่ไร้หนทางออก
หลังจากคุณนายชุดขนสัตว์เขียนจดหมายสั่งเสียเสร็จ เห็นว่าจางเซวียนและหลี่เหมยเป็นเพียงสองคนในเครื่องบินที่ยังคงความเยือกเย็นอยู่ ก็พูดทั้งน้ำตาออกมาอย่างคนเสียสติว่า "ถ้าพวกคุณยังรอดชีวิต ช่วยดูแลลูกชายฉันด้วยนะ..."
เมื่อได้ยินคำสั่งเสียที่ยังห่วงใยลูกชายก่อนตาย จางเซวียนและหลี่เหมยต่างน้ำตาคลอเบ้า สะอื้นไห้จนพูดไม่ออก ได้แต่พยักหน้าอย่างหนักแน่น
ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าถ้าเครื่องบินต้านทานไม่ไหวจริงๆ ก็คงไม่มีใครรอดชีวิตไปได้ แต่ในเมื่อนี่เป็นความยึดติดและความหวังสุดท้ายของผู้เป็นแม่ จางเซวียนและหลี่เหมยจึงไม่ใจดำพอที่จะทำลายความหวังลมๆ แล้งๆ นี้ลง
ภายใต้การเร่งเร้าของแอร์โฮสเตส ผู้โดยสารทุกคนต่างรีบเร่งและโศกเศร้าเขียนพินัยกรรมทั้งน้ำตาจนเสร็จสิ้น
ใครจะไปคิดว่าพอเขียนจดหมายสั่งเสียเสร็จได้ไม่นาน ด้านหน้าก็ปรากฏแสงสว่างวาบ! ฟุ่บ! เครื่องบินบินทะลุเมฆฝนฟ้าคะนองออกมาได้
วินาทีนั้น ชั่วขณะนั้น ทุกคนต่างโห่ร้องด้วยความยินดี ฉีกพินัยกรรมทิ้งทั้งหมด หัวเราะร่า ยิ้มแย้ม กอดคอคนข้างๆ พูดคุยถึงความเจ็บปวดเมื่อครู่นี้
จางเซวียนถอนหายใจเฮือกใหญ่
หลี่เหมยก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่เช่นกัน
คุณนายชุดขนสัตว์ก็ถอนหายใจตามออกมาอย่างโล่งอก
ทั้งสามคนมองหน้ากัน แล้วหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา
เพียงแต่...
เพียงแต่แม่รงเอ๊ย...
เพียงแต่ว่าทุกคนหัวเราะเร็วเกินไป
วินาทีถัดมา! แค่วินาทีถัดมา! เครื่องบินก็พุ่งเข้าไปในกลุ่มเมฆฝนฟ้าคะนองที่ใหญ่กว่าเดิม สถานการณ์รุนแรงยิ่งกว่าเก่า
คราวนี้แอร์โฮสเตสที่แสร้งทำเป็นเข้มแข็งมาตลอดก็ร้องไห้ออกมา ตะโกนเสียงแหบเสียงแห้งให้ทุกคนรีบส่งพินัยกรรม
จากโศกเศร้ากลายเป็นดีใจ จากดีใจกลายเป็นโศกเศร้ายิ่งกว่า ทุกคนแทบจะบ้าคลั่ง ร้องไห้โฮพลางเขียนพินัยกรรมใหม่อีกรอบแล้วส่งให้แอร์โฮสเตส
หลังจากส่งจดหมายสั่งเสียเสร็จ ทุกคนต่างกอดกันบ้าง หลับตาบ้าง หรือนั่งร้องไห้อย่างโดดเดี่ยวบนที่นั่ง รอความตาย
ต่างรอความตาย!
ครืน ครืน ครืน!...
ด้านนอกเสียงฟ้าร้องสนั่นหวั่นไหว จางเซวียนเลือกที่จะหลับตารอความตาย แม้ว่าคุณนายชุดขนสัตว์ข้างๆ จะหวาดกลัวจนตัวเอนมาซบไหล่ขวาของเขา ท่านผู้เฒ่าอย่างเขาก็ยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง
ความตายมาจ่อตรงหน้าแล้ว ไม่มีอะไรน่ากลัว ต่อให้ในใจจะกลัวจนฉี่แทบราด
แต่ในฐานะลูกผู้ชาย ต้องตายอย่างมีศักดิ์ศรีหน่อย จะมาตกม้าตายตอนจบไม่ได้
หลับตาลง...
หนึ่งนาทีผ่านไป...
สองนาทีผ่านไป...
สามนาทีผ่านไป...
...
...
ไม่รู้ว่ากี่นาทีผ่านไป จางเซวียนไม่ได้รอรับเสียงเครื่องบินกระแทกพื้น แต่กลับได้ยินเสียงเฉลิมฉลองดังกระหึ่ม
ใช่! เสียงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง! เสียงตะโกนร้องไห้ด้วยความดีใจ!
จางเซวียนรีบลืมตาขึ้น พบว่าในห้องโดยสารเวลานี้ ไม่ว่าชายหญิงแก่อ่อน ไม่ว่าสูงเตี้ยดำขาว ต่างชูมือเฉลิมฉลองที่รอดตายมาได้
แอร์โฮสเตสคนหนึ่งใบหน้าเปื้อนน้ำตา แต่กลับยิ้มแป้นกระโดดโลดเต้นระบำพื้นเมือง
จางเซวียนหันหน้ามองออกไป นอกหน้าต่างเป็นท้องฟ้าสีครามเมฆสีขาว แสงแดดสาดส่อง ภูเขาแม่น้ำและสิ่งก่อสร้างบนพื้นดินมองเห็นได้ลางๆ โลกมนุษย์ช่างสงบสุข
เขาเข้าใจแล้ว รอดตายแล้ว! แม่รงเอ๊ย รอดตายมาได้แล้ว!
การมีชีวิตอยู่นี่มันดีจริงๆ!
เขาร้องไห้
ก่อนหน้านี้เขาอดกลั้นความสั่นเทา อดกลั้นไม่ร้องไห้ แต่พอรอดตายมาได้กลับร้องไห้ออกมา
น้ำตาไหลพรากอาบแก้ม
เมื่อเห็นว่าในที่สุดจางเซวียนก็มีสีหน้าเหมือนคนปกติ แม่ของเด็กน้อยข้างๆ จึงขยับตัวออกจากไหล่ขวาของเขา มองดูเสื้อผ้าของเขาที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตาของเธอเป็นวงกว้าง
แม่ของเด็กน้อยเช็ดน้ำตา แล้วพูดขอโทษด้วยภาษาจีนกวางตุ้งสำเนียงเป๊ะว่า "ขอบคุณนะ สร้างความลำบากให้คุณตลอดทางเลย"
จางเซวียนเช็ดน้ำตาตาม ปั้นรอยยิ้มสดใส แล้วตอบกลับด้วยภาษากวางตุ้งอย่างสุภาพว่า
"ไม่ต้องพูดแบบนั้นหรอกครับ ก่อนหน้านี้ผมนึกว่าตายแน่ๆ แล้ว คิดในใจว่าตายไปก็ยังมีเพื่อนร่วมทาง ต่อให้ข้ามสะพานไน่เหอก็ไม่เหงา ความรู้สึกพอใจท่ามกลางความสิ้นหวังแบบนั้น คุณไม่รู้หรอกว่ามันมีความสุขแค่ไหน
เพราะงั้น ไม่ต้องขอบคุณผมหรอก ไม่งั้นคุณขอบคุณผม ผมขอบคุณคุณ ขอบคุณกันไปมาไม่จบไม่สิ้นพอดี"
แม่ของเด็กน้อยฟังแล้วหัวเราะ สายตาที่เปี่ยมด้วยความรักใคร่เอ็นดูมองกวาดไปที่ตัวลูกชายแวบหนึ่ง แล้วถามจางเซวียนว่า "คุณเป็นคนกว่างโจวหรือเปล่า?"
จางเซวียนส่ายหน้า "คนมณฑลหูหนานครับ มาเรียนหนังสือที่นี่"
แม่ของเด็กน้อยแปลกใจเล็กน้อย "งั้นคุณอายุยังน้อย แต่พูดกวางตุ้งได้ชัดเป๊ะเลย เพื่อนร่วมงานต่างถิ่นของฉันบางคน ทำงานที่กว่างโจวมาสิบกว่าปีแล้ว พอพูดกวางตุ้งก็ยังมีสำเนียงบ้านเกิดติดมาเยอะมาก"
จางเซวียนยิ้มตอบ "สงสัยผมจะมีพรสวรรค์ด้านภาษามั้งครับ ไม่ใช่แค่กวางตุ้งที่เรียนปุ๊บเป็นปั๊บ ภาษาอังกฤษผมก็เรียนปุ๊บเป็นปั๊บเหมือนกัน"
แม่ของเด็กน้อยก็คิดว่าคงเป็นอย่างนั้น จากนั้นก็พูดด้วยความหวาดผวาที่ยังหลงเหลืออยู่ว่า "พวกคุณสองคนนี่สุดยอดจริงๆ ก่อนหน้านี้ในห้องโดยสารทุกคนสติแตกกันหมด มีแค่พวกคุณสองคนที่ไม่กลัว สีหน้าไม่เปลี่ยนเลยตั้งแต่ต้นจนจบ"
จางเซวียนมองหลี่เหมยแวบหนึ่ง แล้วถอนหายใจด้วยความปลง "ไม่ใช่พวกเราไม่กลัวหรอกครับ แต่พวกเราเคยเฉียดเป็นเฉียดตายมาก่อน พอต้องเผชิญหน้ากับความตาย ก็อาจจะนิ่งกว่าคนอื่นหน่อย"
แม่ของเด็กน้อยแม้จะอยากรู้มากว่าจางเซวียนและหลี่เหมยผ่านความเป็นความตายแบบไหนมา แต่เพราะเพิ่งรู้จักกันไม่นาน และสถานการณ์ตอนนี้ก็ไม่เหมาะจะคุยเรื่องความตายอีก
เครื่องบินเดินทางมาถึงเหนือน่านฟ้านครเซี่ยงไฮ้ เห็นท้องฟ้าสีครามเมฆสีขาวเหมือนเดิม จางเซวียนและทุกคนถึงได้โล่งอกอย่างแท้จริง
ตอนเครื่องลงจอดแตะพื้น ก็มีเสียงโห่ร้องดีใจดังขึ้นอีกระลอก
ตอนแยกย้ายกัน แม่ของเด็กน้อยบอกกับจางเซวียนและหลี่เหมยว่า "ขอบคุณพวกคุณมาก ถ้ามีวาสนาคงได้เจอกันอีก"
จางเซวียนและหลี่เหมยได้แต่ยิ้ม ไม่พูดอะไร มีวาสนาค่อยเจอกัน มีวาสนาค่อยเจอกัน ท่ามกลางฝูงชนมหาศาล การจะกลับมาเจอกันอีกครั้งมันยากเย็นแค่ไหนเชียว?
หลังจากออกจากสนามบิน หลี่เหมยถาม "ขากลับจะนั่งรถไฟหรือ..."
จางเซวียนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "นั่งเครื่องบิน"
หลี่เหมยจ้องมองศีรษะด้านหลังของเขาอยู่หลายวินาที ไม่พูดอะไรอีก
คนที่มารอรับพาไปกินข้าวข้างทางง่ายๆ จนท้องอิ่ม จากนั้นคณะเดินทางก็รีบบึ่งไปที่ท่าเรือ
"ตู้คอนเทนเนอร์ของเราอยู่ทางนี้" หลี่เหมยชำนาญเส้นทางในท่าเรือหยางซานเป็นอย่างดี พอทำเรื่องที่ท่าเรือเสร็จก็พาจางเซวียนเดินไปทางขวา
เมื่อถึงจุดหมาย จางเซวียนเดินวนรอบตู้คอนเทนเนอร์ 2 ตู้แล้วถาม "ที่นี่มีกระดาษพิมพ์ข่าวทั้งหมดกี่ตัน?"
หลี่เหมยค้นตารางรายการจากกระเป๋าเป้ส่งให้เขา แล้วแนะนำว่า "ตู้ 40 ฟุตจุได้ 20 ตัน อีกตู้ 20 ฟุตจุได้ 12 ตัน"
จางเซวียนเข้าใจทันที "หนังสือพิมพ์ซินหมินหว่านเป้าและหนังสือพิมพ์หวาซีตูซื่อเป้า ต่างก็สั่งจองล่วงหน้าเป็นปริมาณสำหรับ 4 เดือน?"
"ใช่"
หลี่เหมยรับคำ แล้วพูดต่อ "หลังจากธุรกรรมล็อตนี้เสร็จสิ้น ฉันยังต้องไปรัสเซียอีกรอบ เพื่อจัดซื้อกระดาษพิมพ์ข่าว 12 ตันให้กับหนังสือพิมพ์รายวันมณฑลกวางตุ้ง"
เมื่อเปิดตู้สินค้า จางเซวียนพบว่ากระดาษพิมพ์ข่าวสำเร็จรูปเป็นม้วนกระดาษสีขาว บนนั้นระบุสเปกไว้ว่า 1562x12000
จางเซวียนรู้ดีว่า 1562 มม. คือความกว้าง 12000 ม. คือความยาวของกระดาษม้วนนี้
ยื่นมือไปลูบคลำ เขาแยกแยะดีเลวไม่ออก รู้สึกแค่ว่ามันก็เหมือนกับกระดาษหนังสือพิมพ์ทั่วไป คุณภาพไม่ได้ดีเท่ากระดาษเขียนพู่กัน
หลี่เหมยเห็นเขาทำหน้างงๆ จึงอธิบายอย่างใจเย็น "กระดาษพิมพ์ข่าวแบบนี้โดยทั่วไปใช้พิมพ์หนังสือพิมพ์ มักจะทำจากเยื่อไม้บดทางกลกว่า 80% และเยื่อไม้เคมีไม่เกิน 20%
เนื้อกระดาษหลวมเบา มีความยืดหยุ่นดี ดูดซับหมึกได้ดี ซึ่งช่วยรับประกันว่าหมึกจะเกาะติดบนผิวหน้ากระดาษได้ดี
หลังจากผ่านการรีดขัดเงาแล้ว ผิวหน้าทั้งสองด้านจะเรียบเนียน ไม่เป็นขุย ทำให้รอยพิมพ์ทั้งสองด้านคมชัดและเต็มอิ่ม มีความแข็งแรงทางกลในระดับหนึ่ง ทึบแสงดี เหมาะสำหรับการพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์โรตารีความเร็วสูง
เนื่องจากเส้นใยเยื่อไม้บดมีลิกนินอยู่มาก เมื่อโดนแสง กระดาษจะเหลืองและกรอบง่าย จึงไม่เหมาะสำหรับพิมพ์หนังสือที่ต้องการเก็บรักษาไว้นานๆ..."
ออกจากด่านศุลกากร จางเซวียนตามไปที่สำนักงานหนังสือพิมพ์ซินหมินหว่านเป้า
คนที่มาต้อนรับทั้งสองคือหญิงวัยกลางคนพร้อมเลขานุการ
หญิงวัยกลางคนแซ่เฉา หลี่เหมยเรียกเธอว่าเหล่าเฉา
คุณเฉาเจอหน้าก็สวมกอดหลี่เหมย ดูจากรอยยิ้มของทั้งคู่ น่าจะเป็นเพื่อนเก่าที่สนิทสนมกันมาก
พอผละออกจากกัน หลี่เหมยก็แนะนำจางเซวียนก่อน "คุณสงสัยมาตลอดไม่ใช่เหรอว่าพอกลับประเทศมาแล้วฉันทำงานให้ใคร นี่ไงบอสของฉัน"
เมื่อเห็นอีกฝ่ายมีท่าทีแปลกใจเล็กน้อย หลี่เหมยก็เสริมอีกประโยค "เรื่อง 'เฟิงเซิง' ในนิตยสารเหรินหมินเหวินเสวีย คุณคงคุ้นเคยดีสินะ บอสฉันเป็นคนเขียนเอง"
คุณเฉายิ่งประหลาดใจเข้าไปใหญ่ เพียงแต่ความประหลาดใจทั้งสองครั้งแสดงออกมาด้วยสีหน้าที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
จางเซวียนยื่นมือออกไปก่อน ยิ้มแล้วพูดว่า "สวัสดีครับ จางเซวียน"
"สวัสดีค่ะ เฉาโม่"
ในฐานะบรรณาธิการใหญ่ของหนังสือพิมพ์ซินหมินหว่านเป้า เรื่อง 'เฟิงเซิง' ที่กำลังเป็นกระแสโด่งดังนั้นเป็นสิ่งที่ต้องอ่านอยู่แล้ว และเธอก็เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นต่อตัวผู้เขียนนามปากกา ซานเยว่ ตามข่าวลือ ตอนนี้มีนักข่าวจำนวนมากกำลังตามหาตัวจริงของ ซานเยว่
นึกไม่ถึงว่าจะหนุ่มขนาดนี้ นึกไม่ถึงว่าจะได้เจอกันในสถานการณ์แบบนี้ เฉาโม่ย่อมไม่กล้าเสียมารยาท
ปลายนิ้วของทั้งสองสัมผัสกัน เขย่ามือทักทาย
ตอนนั้นเองหลี่เหมยก็พูดขึ้นมาอีก แซวว่า "เหล่าเฉา สถานะบอสของฉันดีพอจะดื่มชาอูหลงอู่อี๋ของคุณหรือยัง?"
"พอสิ เชิญ" เฉาโม่ยิ้มมองหลี่เหมย แล้วผายมือเชื้อเชิญจางเซวียนเข้าห้องรับรองเพื่อดื่มชาอย่างให้เกียรติ
ห้องรับรองดูเรียบง่าย แต่ไม่ธรรมดา
จางเซวียนจ้องมองชุดโต๊ะเก้าอี้สไตล์โบราณครู่หนึ่ง ใจกระตุกวาบ
แม่รงเอ๊ย โต๊ะเก้าอี้ดันทำจากไม้แดงทั้งชุด
ดูเหมือนเฉาโม่จะหลงใหลในศิลปะการชงชาเป็นพิเศษ กว่าจะจบพิธีการชงชาอูหลงอู่อี๋อันซับซ้อน จางเซวียนรอจนแทบจะเป็นลม
ผ่านไปพักใหญ่ เฉาโม่ก็ยกถ้วยชามาวางตรงหน้าจางเซวียน น้ำเสียงผ่อนคลายและขี้เล่นขึ้น "แขกผู้มีเกียรติ เชิญดื่มชาค่ะ"
"ขอบคุณครับ"
จางเซวียนไม่กล้าเสียมารยาท งัดเอาอินเนอร์ของชายแก่ผู้ลึกซึ้งออกมาใช้
จิบชา: รสชาติไม่เลว ละมุนลิ้น มีกลิ่นหอมของลูกพีชและกล้วยไม้ รสชาติสดชื่น
ทำท่าทางลิ้มรสอยู่ครู่หนึ่ง จางเซวียนยิ้มและผงกศีรษะ ชาดี
เมื่อเห็นท่าทางมีภูมิรู้ของจางเซวียน เฉาโม่ก็ไม่รู้ว่าเขาลิ้มรสได้จริงหรือแค่พูดตามมารยาท
แต่เมื่อดูจากบุคลิกและฝีไม้ลายมือในเรื่อง เฟิงเซิง เฉาโม่คิดว่าจางเซวียนไม่น่าจะเสแสร้ง รอยยิ้มจึงกว้างขึ้นอีกหลายส่วน
นั่งดื่มชาคุยกันปาเข้าไปชั่วโมงกว่า
เพื่อรับมือกับคนที่เขี้ยวลากดินคนนี้ จางเซวียนต้องงัดเอาความรู้ที่สั่งสมมาจากชาติก่อนออกมาใช้ ทั้งสามคนคุยสัพเพเหระตั้งแต่ดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ยันวัฒนธรรมประเพณี
ให้ตายเถอะ คุยเรื่องไร้สาระกับผู้หญิงที่มีความรู้เต็มพุง เหนื่อยจะตายชัก
ตอนเช็คบิลเตรียมตัวกลับ สบโอกาสเหมาะ หลี่เหมยกระซิบถาม "บอสฉันเป็นไงบ้าง?"
เฉาโม่พยักหน้า "สมคำร่ำลือ เป็นอัจฉริยะ"
หลี่เหมยยิ้มอย่างดีใจ ถือใบโอนเงินแล้วเดินจากไป
เมื่อออกมาข้างนอก จางเซวียนถาม "เรียบร้อยแล้ว?"
หลี่เหมยยื่นใบโอนเงินให้จางเซวียน "กำไรตันละ 30 หยวน 4 เดือน 2 แสนตัน ถึงมือ 6 ล้านหยวน"
จากนั้นไม่รอให้จางเซวียนตอบกลับ หลี่เหมยก็พูดด้วยน้ำเสียงหารือว่า "ตามธรรมเนียมปฏิบัติที่ผ่านมาของทั้งสองฝ่าย ฉันตั้งใจจะกันเงินไว้ประมาณ 2 แสนหยวนเพื่อเป็นค่าดำเนินการ"
เงินทอนน่ะนะ พันปีหมื่นปีก็เป็นแบบนี้ จางเซวียนย่อมไม่มีปัญหา
เมื่อเห็นจางเซวียนตกลง หลี่เหมยก็พูดต่อ "ฉันกับเฉาโม่เป็นเพื่อนกันมาหลายปี ถ้าคุณต้องการใช้เงิน หลังจากเซ็นสัญญาแล้ว เราสามารถเบิกกำไรของล็อตหน้าล่วงหน้าได้"
จางเซวียนเข้าใจทันที "ตั๋วแลกเงินการค้า?"
หลี่เหมยตอบ "ใช่ สำนักพิมพ์ไม่ขาดแคลนเงินสด"
จางเซวียนรู้อยู่แล้วว่าสำนักพิมพ์ยุคนี้เงินหนา รีบถาม "ขายลดดอกเบี้ยกี่เปอร์เซ็นต์?"
หลี่เหมยชู 2 นิ้ว "แค่ยอมเสีย 2 เปอร์เซ็นต์ ก็สามารถเอาเงินออกจากธนาคารมาหมุนก่อนได้"
ได้ยินว่าแค่ 2 เปอร์เซ็นต์ จางเซวียนอดไม่ได้ที่จะมองเธอด้วยความชื่นชมเพิ่มขึ้นไปอีก คอนเนคชั่นและเล่ห์เหลี่ยมของผู้หญิงคนนี้ใช้ได้เลย ร้ายกาจจริงๆ
จางเซวียนคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถาม "ทางหนังสือพิมพ์หวาซีตูซื่อเป้า ก็ใช้ตั๋วแลกเงินการค้าได้เหมือนกันไหม?"
หลี่เหมยบอก "ถ้าคุณต้องการ ก็ได้ค่ะ"
จางเซวียนรับสัญญาของล็อตถัดไปมาอ่านรายละเอียดอย่างถี่ถ้วน
ความจริงสัญญาก็ไม่มีอะไรให้อ่านมากนัก หลักๆ คือดูจุดคุ้มทุน
กำไรของล็อตหน้ายังไม่ถึง 5% กำไรยังไม่แตะเส้นแดงของการค้าต่างประเทศ
จางเซวียนขมวดคิ้วอยู่ครู่หนึ่ง เห็นหลี่เหมยเงียบมองตนอยู่ ผ่านไปพักใหญ่ก็คืนสัญญาให้เธอ แล้วถามด้วยความสงสัย "คุณวางแผนจะขึ้นราคาเมื่อไหร่?"
หลี่เหมยอธิบาย "ครึ่งปีหลัง"
"อืม"
จางเซวียนรับคำ แล้วเดินตรงไปข้างหน้า
เดินไปพลาง คำนวณในใจไปพลาง
จบล็อตนี้ เงิน 6 ล้านจากซินหมินหว่านเป้าก็ถึงมือแล้ว
ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เงิน 3.6 ล้านจากหวาซีตูซื่อเป้าก็น่าจะไม่มีปัญหา
หักภาษี ค่าขนส่ง และค่าแรง หนึ่งล็อตกำไรสุทธิ 9.6 ล้านหยวน ไม่ต้องดูเปอร์เซ็นต์กำไร ดูแค่ตัวเงิน ก็ถือว่าไม่น้อยเลยจริงๆ
หักเงินทอนและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ออก ล็อตนี้มีวงเงินใช้ได้ 9.2 ล้าน ส่วนล็อตหน้าถ้าเบิกเงินล่วงหน้าผ่านตั๋วแลกเงินการค้าจะได้มา 9.4 ล้าน
9.2 บวก 9.4 เป็น 18.6 ล้าน
บวกกับเงินในบัญชีตัวเอง 1.26 ล้าน และเงินของบริษัทนำเข้าส่งออกอิ๋งไท่อีก 8.4 ล้าน
รวมทั้งหมด 28.26 ล้าน!
แค่ 28.26 ล้านกว่าๆ ยังห่างจาก 43 ล้านที่ต้องการอีกไกลโข
แถมถ้าได้โรงงานทอผ้ามา ยังต้องจัดการเรื่องคนงานอีก 100 กว่าคน นี่เป็นรายจ่ายก้อนโต
จางเซวียนนวดขมับ น่าปวดหัวจริงๆ คนธรรมดาหาเช้ากินค่ำจะหาที่ดินสักผืนทำไมมันยากเย็นขนาดนี้
ตอนนี้เขาได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้มีใครมาปาดหน้าเค้กที่โรงงานทอผ้า อย่าให้มีใครสายตาเฉียบคมเหมือนเขา
ไม่งั้นถ้าต้องไปงัดข้อกับคนอื่น ถึงตอนนั้นไม่ใช่แค่แข่งกันที่เงิน แต่ต้องแข่งกันที่เส้นสายด้วย
ไม่ได้การ โรงงานทอผ้าอาจจะไม่ต้องรีบ แต่ที่ดินว่างเปล่า 22,000 ตารางเมตรด้านหลังอาคารพาณิชย์นี่ต้องรีบคว้าไว้ก่อน
ยังไงก็แค่ 16 ล้านเอง
ฉันตอนนี้เงินหนากระเป๋าตุง ต้องลองดูสักตั้ง
คิดได้ดังนั้น จางเซวียนก็เล่าความคิดให้หลี่เหมยฟังทันที
พอได้ยินว่าจางเซวียนจะกระโดดเข้าสู่วงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์จริงๆ หลี่เหมยดูดีใจยิ่งกว่าเขาเสียอีก หิ้วกระเป๋าเดินตัวปลิวพลางบอกว่า
"ไม่มีปัญหา พอกลับถึงกว่างโจวฉันจะเตรียมเอกสารยื่นเรื่องขอที่ดินทันที"
ตอนขามานั่งเครื่องบินด้วยความอกสั่นขวัญแขวน ขากลับเครื่องบินกลับราบรื่นไร้อุปสรรค
พอออกจากสนามบิน ทั้งสองก็แยกย้ายกัน
หลี่เหมยต้องกลับไปเตรียมเอกสารขอที่ดิน และยังต้องเตรียมตัวไปรัสเซีย
ส่วนจางเซวียน ตั้งใจจะกลับไปที่ห้องเช่าเพื่อเจอหน้าตู้ซวงหลิง
แม้จะไม่ได้เจอกันแค่สองวัน แต่เหมือนผ่านการพลัดพรากจากตายมาหมาดๆ ตอนนี้เขาอยากเจอแฟนตัวเองใจจะขาด
รีบเร่งเดินทาง กลับมาถึงห้องเช่าก็ปาเข้าไปห้าโมงเย็นกว่าแล้ว
ชั้นสอง ไขกุญแจ เปิดประตู เดินหาทั่วห้อง ตู้ซวงหลิงไม่อยู่
คิดๆ ดูแล้ว ก็ไปชั้นสาม ห้องซ้ายสุด เคาะประตู
เคาะอยู่นาน ไม่มีเสียงตอบรับ ดูเหมือนจะไม่ได้อยู่ที่ห้องเหวินฮุ่ยด้วย
วิ่งตื๋อลงไปชั้นหนึ่งถามเหล่าเติ้ง "เห็นซวงหลิงกลับมาหรือเปล่า?"
เหล่าเติ้งขยับแว่นถาม "สองวันนี้นายหายไปไหนมา?"
จางเซวียนตอบ "ไปหาเงินมา"
เหล่าเติ้งยืดคอถาม "ได้มาเท่าไหร่?"
จางเซวียนกลอกตาไปมา พูดอวดเบาๆ "10 ล้าน"
"เท่าไหร่?"
"10 ล้าน"
"เท่าไหร่???"
"10 ล้าน!"
เพล้ง!
เสียงดังลั่น มือขวาของเหล่าเติ้งสั่น คีมคีบถ่านร่วงลงพื้น
ถ่านแตกกระจาย
แถมยังหล่นทับถ่านก้อนอื่นแตกไปด้วย
เหล่าเติ้งหันกลับมาถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ "ทำส่งออกได้เงินมาเหรอ? ได้เงินเร็วขนาดนี้เลย?"
จางเซวียนเชิดคาง "ก็ใช่น่ะสิ"
เหล่าเติ้งพูดไม่ออก ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงพูดว่า "งั้นฉันต้องลาออกไปทำกับนายแล้วมั้ง?"
จางเซวียนหัวเราะชอบใจ พูดทีเล่นทีจริง "คุณเอาจริงดิ?"
เหล่าเติ้งแยกเขี้ยวยิงฟัน "ฉันเหล่าเติ้งคำไหนคำนั้น พูดแล้วไม่คืนคำ นอกจากนายจะเป็นฝ่ายยกเลิกสัญญาเอง"
"เป็นไปไม่ได้!" จางเซวียนขึ้นเสียงสูง "เขียนใบลาออกรอไว้เลย เดี๋ยวรอผมแจ้ง"
จากนั้นก็ถามซ้ำ "วันนี้เห็นซวงหลิงไหม?"
เหล่าเติ้งตอบ "เห็นสิ เสี่ยวตู้กับเหวินฮุ่ย แล้วก็แม่หนูชิงจู๋คนนั้น ช่วงบ่ายอยู่ที่ชั้นสองสักพัก แล้วก็ออกไป"
เมื่อได้ข้อมูลที่แน่นอน จางเซวียนก็ขี้เกียจต่อปากต่อคำกับเหล่าเติ้งอีก กลับขึ้นไปชั้นสอง เข้าห้องทำงาน
ผ่านเหตุการณ์บนเครื่องบินมา ตอนนี้เขามีเรื่องอัดอั้นเต็มท้องอยากจะระบายให้ใครสักคนฟัง
หยิบพินัยกรรมที่เอาคืนมาจากแอร์โฮสเตสออกมา คลี่ออก เงียบไปไม่กี่วินาที จางเซวียนก็จรดปากกาเริ่มเขียนจดหมายถึงหมี่เจี้ยน

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 233 ความทะเยอทะยานในฤดูหนาว

ตอนถัดไป