บทที่ 234 หมี่เจี้ยน นี่เป็นเรื่องบังเอิญหรือเปล่า?
บทที่ 234 หมี่เจี้ยน นี่เป็นเรื่องบังเอิญหรือเปล่า?
กระดาษสีขาวกางออก จางเซวียนหยิบปากกาหมึกซึมขึ้นมาเขียนโดยไม่ต้องบิ๊วอารมณ์
การเขียนจดหมายหาหมี่เจี้ยน เขาไม่เคยต้องบิ๊วอารมณ์เลย สองชาติภพที่ผ่านมาดูเหมือนจะมีเรื่องคุยไม่จบไม่สิ้น ต่อให้เรื่องพวกนั้นจะเป็นแค่การบ่นเรื่องสัพเพเหระ เขาก็เชื่อว่าหมี่เจี้ยนจะไม่รังเกียจ
เขียนว่า:
หมี่เจี้ยน อ่านจดหมายนี้แล้วขอให้มีความสุขนะ
เมื่อก่อนฉันเอาแต่พูดว่าอยากเขียนจดหมายหาเธอ แต่เมื่อครู่นี้ตอนที่หยิบปากกาขึ้นมา ถึงเพิ่งค้นพบว่านี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉันเขียนจดหมายหาเธอ
โปรดยกโทษให้คนเก่งแต่ปากอย่างฉันด้วย
ครั้งนี้ที่จู่ๆ ก็เขียนจดหมายหาเธอ เพราะฉันเพิ่งผ่านความเป็นความตายมา ครั้งนี้ฉันนั่งเครื่องบินตู-154 จากกว่างโจวบินไปเซี่ยงไฮ้
บรรยายเรื่องราวบนเครื่องบินอย่างละเอียด จางเซวียนหยุดพัก แล้วเขียนต่อ:
เขาว่ากันว่าช่วงเวลาระหว่างความเป็นความตายจะทำให้คนเรามองทะลุทุกอย่างในโลก บรรลุสัจธรรม ฉันคิดว่าในวินาทีที่เขียนพินัยกรรม ฉันเหมือนจะบรรลุแล้ว
เธอรู้ไหม วินาทีนั้นในสมองฉันมีพื้นที่ให้คนแค่ 6 คน: แม่ที่รักของฉัน พี่สาวสองคนที่นิสัยต่างกันสุดขั้ว คุณน้าที่รักฉันเหมือนลูกแท้ๆ และ... แล้วก็เธอ
ความจริงฉันอยากบอกความลับอย่างหนึ่งกับเธอมาตลอด หลายปีมานี้ฉันมักจะฝัน ฝันเห็นเรื่องเดิมๆ บ่อยมาก
ในฝันมีแค่เธอกับฉัน บทสนทนาของเราในฝันก็เหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
ฉากในฝันดูเหมือนจะเป็นช่วงเวลาในอีกหลายสิบปีให้หน้า สถานที่คือสุสานแห่งหนึ่ง...
ในฝัน เธอพูดพึมพำกับป้ายหลุมศพว่า "หลายคนถามฉันว่า เสียใจไหมที่ชาตินี้ครองตัวเป็นโสด ฉันบอกพวกเขาว่า ทางเดินนี้ฉันเลือกเอง ใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี ไม่มีอะไรให้เสียใจ"
จากนั้นเธอก็ถอนหายใจพูดกับฉันว่า "เธอรู้ไหม ถ้าจะบอกว่าฉันมีเรื่องอะไรที่เสียใจจริงๆ ก็คือรู้สึกผิดต่อแม่ ท่านให้หน้าตาที่งดงาม ให้ยีนที่ยอดเยี่ยมมา แต่กลับมาจบที่ฉัน ไม่ได้รับการสืบทอดต่อไป"
บรรยายความทรงจำที่ฝังลึกที่สุดในชาติก่อนออกมาในรูปแบบของความฝัน
จางเซวียนเขียนต่อ: ฉันไม่รู้ว่าทำไมถึงฝันแบบนี้ ทำไมความฝันนี้ถึงได้ดูเหลวไหลไร้สาระขนาดนี้ ทำไมถึงฝันเรื่องเดิมซ้ำๆ จนบางครั้งฉันแยกไม่ออกว่านี่คือความฝัน หรือความจริง
เธอรู้ไหม ตอนที่ฉันอยู่บนเครื่องบิน ฉันอยากจะพูดสามคำนั้นกับเธอมาก วาระสุดท้ายไม่อยากทิ้งความเสียใจไว้
แต่พอจรดปากกาเขียนถึงตรงนี้ โรคเก่าของฉันก็กำเริบอีก พออารมณ์พุ่งพล่านผ่านไปก็มักจะยับยั้งชั่งใจ แต่ก็ไม่เป็นไร คำพูดบางคำจะพูดหรือไม่พูดก็เหมือนกัน คนฉลาดอย่างเธอคงเข้าใจนานแล้ว
มีคำพูดเต็มอกอยากบอกเธอ แต่ถ้าบอกเธอไปหมดทุกเรื่อง กระดาษเขียนจดหมายพวกนี้จะเขียนพอได้ยังไง?
ดังนั้นขอพูดสั้นๆ แล้วกัน สุดท้ายขอสั่งความไว้ประโยคหนึ่ง: ถ้าวันไหนฉันเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา โปรดอย่าปฏิเสธความหวังดีของฉัน
เขียนจดหมายเสร็จ จางเซวียนตรวจทานหนึ่งรอบ ลงชื่อลงวันที่ไม่ให้ตกหล่น
รูปแบบการเขียนจดหมายที่เป็นระเบียบเรียบร้อย วางปากกาอย่างเป็นระเบียบ
จางเซวียนนวดขมับที่ปวดตุบๆ ในใจทอดถอน ตัวเองอุตส่าห์เกิดใหม่มาแล้ว ตามหลักก็น่าจะมีดาวมงคลส่องแสง โชคลาภหล่นทับ เป็นบุตรแห่งสวรรค์สิ
แต่ความจริงคือตัวเองไม่ได้เป็นบุตรแห่งสวรรค์อะไรนั่น แม่รงเอ๊ย ครั้งนี้เกือบเอาชีวิตไม่รอด
ชีวิตคนเราไม่แน่นอน อย่าทิ้งความเสียใจเอาไว้ นี่คือความเข้าใจอันเจ็บปวดที่จางเซวียนได้จากการไปเดินเล่นหน้าประตูนรกมาเที่ยวหนึ่ง
ความจริงพูดไปก็ดูดัดจริต มีชีวิตมาสองชาติแล้ว ยังมีอะไรที่ปลงไม่ตกอีก ถูกไหม?
แต่เรื่องบางเรื่อง พูดอย่างทำอย่าง หรือนี่อาจเป็นโรคของมนุษย์ ชอบหาข้ออ้างในการทำเลวให้ตัวเอง
แถมถ้าเดินตามครรลองของชาติก่อน กว่าจะให้คนนิสัยไว้ตัวอย่างหมี่เจี้ยนค่อยๆ ยอมรับตนเองได้ ก็คงต้องใช้เวลาอีกหลายปี
แต่พอผ่านเหตุการณ์เครื่องบินมา เขาถือว่ามองทะลุแล้ว เรื่องดีกับเรื่องร้ายไม่รู้ว่าอะไรจะมาก่อน ตัวเองก็ไม่ใช่พระเอกของโลกใบนี้ ไม่มีออร่าโชคลาภของเทพเซียนคุ้มครอง เวลาเจอเรื่องไม่คาดฝัน จะเป็นตายร้ายดียังไงก็ต้องเป็นไปตามนั้น
ไม่อยากรอแล้ว ตัวเองตอนนี้งานยุ่งขนาดนี้ วันหน้าคงต้องนั่งเครื่องบินบ่อยๆ เกิดวันไหนซวยขึ้นมาจริงๆ ล่ะ?
พับจดหมายของหมี่เจี้ยนให้เรียบร้อย หยิบซองจดหมายลงทะเบียนสำรองออกมาจากลิ้นชัก ใส่จดหมายลงไป ทากาวปิดผนึก ติดแสตมป์
นั่งนิ่งครุ่นคิด...
สายตาของจางเซวียนไปตกอยู่ที่พินัยกรรมอีกครั้ง คิดไปคิดมา ก็หยิบกระดาษเขียนจดหมายแผ่นใหม่มาจรดปากกา เริ่มเขียนจดหมายหาลี่ลี่ซือ
ถ้าเป็นเมื่อก่อน ให้ตายเขาก็ไม่มีทางเขียนจดหมายหาแม่เสือสาวคนนี้ก่อนแน่ๆ เพราะนี่เท่ากับหาเรื่องใส่ตัวชัดๆ
เพราะนี่เท่ากับเป็นการทอดสะพานให้อีกฝ่าย ลี่ลี่ซือต้องฉวยโอกาสคืบคลานเข้ามาแน่ๆ
แต่พอผ่านเรื่องนี้มา ยังมีอะไรที่คิดไม่ตกอีกเล่า...
เขียนไปเต็มๆ สองหน้ากระดาษอย่างไม่ลังเล เขาขี้เกียจตรวจทาน พับใส่ซอง
ล็อกประตู ถือร่มเดินลงไปข้างล่าง
ตอนกำลังจะลงบันไดหิน เหล่าเติ้งตะโกนถาม "จางเซวียน นายจะไปไหน?"
จางเซวียนตอบ "ส่งจดหมาย"
เหล่าเติ้งถาม "กินมื้อเย็นหรือยัง?"
จางเซวียนตอบ "ยัง"
เหล่าเติ้งเอ่ยปากชวน "รีบไปรีบกลับ เดี๋ยวมากินที่ห้องฉัน"
จางเซวียนโบกมือ เหลือบมองหลู่หนีที่อยู่ข้างๆ แล้วปฏิเสธ "ไม่ล่ะ ช่วงนี้ผมเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายแห่งความรัก ไม่เหมาะจะอยู่ร่วมกับคนโสดอย่างพวกคุณ"
หลู่หนีหัวเราะด้วยความโมโห จ้องมองแผ่นหลังเขาแล้วด่า "จางเซวียน นี่นายคันคะเยอใช่ไหม?"
จางเซวียนตอบกลับอย่างอารมณ์ดี "มีแรงขนาดนี้อย่ามาลงที่ผมเลย คิดหาวิธีช่วยเหล่าเติ้งสละโสดเถอะ แล้วก็ถือโอกาสช่วยตัวคุณเองด้วย"
หลู่หนีกระทืบเท้า "จางเซวียน นายไสหัวกลับมาเดี๋ยวนี้นะ"
จางเซวียนโบกมืออีกรอบพร้อมรอยยิ้ม แล้วเดินจากไป
วิ่งออกไปนอกมหาลัย จางเซวียนจัดการส่งจดหมายสองฉบับก่อน
จากนั้นก็กินก๋วยเตี๋ยวเนื้อเพิ่มเผ็ด ซดน้ำซุป ร่างกายอบอุ่นสบายตัว
ตอนกลับเข้ามหาลัย แวะซื้อผลไม้ที่ซวงหลิงชอบกินที่แผงผลไม้ถุงหนึ่ง หิ้วเดินดุ่มๆ ผ่านประตูทิศเหนือ รีบตรงไปที่ห้องเรียนสาขาบัญชี
ตอนเข้าใกล้หอประชุมเล็ก จางเซวียนพลันได้ยินเสียงหนึ่ง
"เหวินฮุ่ย 'ไป๋ลู่หยวน' เล่มนี้คุณเฉินจงสือมอบให้ลุงของผม คุณดูสิข้างบนยังมีลายเซ็นของคุณเฉินจงสือด้วย ผมรู้ว่าคุณชอบอ่านเล่มนี้ วันนี้ผมขอมอบให้คุณ"
ชายหนุ่มสวมแว่นสายตา หวีผมแสกกลาง กำลังพูดจาหว่านล้อมเหวินฮุ่ยไม่หยุด หน้าตาถือว่าดูดีใช้ได้เลยทีเดียว
เหวินฮุ่ยปฏิเสธอย่างสุภาพ "เกรงใจจัง ฉันชอบหนังสือของท่านผู้เฒ่าเฉินจริงๆ แต่ฉบับลายเซ็นฉันมีแล้ว คุณเก็บไว้เองเถอะ"
พอได้ยินเหวินฮุ่ยพูดแบบนี้ ฝ่ายชายก็ทำหน้าเสียดาย แล้วเปิดหนังสือพูดต่อ "ผมก็ชอบเล่มนี้ แต่มีบางจุดในเรื่องที่ผมอ่านแล้วไม่ค่อยแตกฉาน คุณช่วยวิเคราะห์ให้ผมหน่อยได้ไหม?"
เหวินฮุ่ยถอยหลังไปก้าวหนึ่งอย่างแนบเนียน "ขอโทษนะ ดึกแล้ว ฉันต้องไปแล้วล่ะ"
ฝ่ายชายรีบปิดหนังสือ แล้วพูดอย่างลนลาน "งั้นผมเดินไปส่งนะ มืดค่ำแล้วผู้หญิงเดินคนเดียวไม่ปลอดภัย"
เหวินฮุ่ยถอยไปอีกก้าว ปฏิเสธอีกครั้ง "ไม่เป็นไร คนที่มารับฉันมาแล้ว"
จางเซวียน "..."
กะจะยืนดูละครฉากเด็ด นึกไม่ถึงว่าจะโดนเอาไปเป็นเครื่องมือ
เมื่อเห็นเหวินฮุ่ยเดินมาหยุดยืนนิ่งอยู่ข้างกายจางเซวียน ผู้ชายที่ตามมาก็ชะงักฝีเท้าด้วยความลังเล จ้องมองจางเซวียนหัวจรดเท้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินจากไปอย่างผิดหวัง
มองส่งท้ายผู้ชายคนนั้นเดินคอตกจากไป จางเซวียนถามหยอก "คนมาจีบ?"
เหวินฮุ่ยยิ้มสดใส ไม่ตอบรับ ถือว่ายอมรับโดยดุษณี
จางเซวียนก้าวเท้าเดินต่อ ถามว่า "ฟ้ามืดแล้ว ทำไมมาอยู่ที่นี่?"
เหวินฮุ่ยเดินตามไปทางตึกเรียน ตอบว่า "มาซ้อมการแสดงที่หอประชุมเล็ก"
"กิจกรรมคณะบริหารเหรอ ทำไมฉันไม่รู้เรื่อง?"
"ไม่ใช่กิจกรรมคณะ เป็นงานประสานเสียงของมหาวิทยาลัย"
"เดี่ยวเปียโน?"
"อืม"
"ซวงหลิงกับโจวชิงจู๋ล่ะ ครั้งนี้ทำไมไม่ได้มาเป็นเพื่อน?"
"ช่วงนี้อาจารย์ที่ปรึกษากับสภานักเรียนเช็คชื่อเข้มงวด พวกเธอเข้าเรียนภาคค่ำอยู่"
คุยมาถึงตรงนี้ ทั้งสองคนก็ไม่รู้จะคุยอะไรกันต่อ เดินไปเดินมาก็ตกอยู่ในความเงียบ
ตอนใกล้จะถึงตึกเรียน จางเซวียนนึกอะไรขึ้นได้ จู่ๆ ก็ถาม "เธอมี 'ไป๋ลู่หยวน' ฉบับลายเซ็นด้วยเหรอ?"
เหวินฮุ่ยยิ้มอย่างรู้ทัน ตอบว่า "ไม่มีหรอก"
"แล้วเธอเคยอ่านเรื่องนี้ไหม?"
"อืม อ่านจบไปสามรอบแล้ว"
ได้ยินดังนั้น จางเซวียนหันกลับไปมอง "งั้นแสดงว่าชอบจริง"
เหวินฮุ่ยงงเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นมองเขา แล้วพยักหน้าเบาๆ
จางเซวียนเดินต่อ "เธอเคยอ่าน 'เฟิงเซิง' ไหม?"
เหวินฮุ่ยจ้องมองแผ่นหลังเขาด้วยความสงสัย คิดอยู่ครู่หนึ่งก็ถาม " เฟิงเซิง คืออะไรเหรอ งานวรรณกรรมที่เพิ่งออกใหม่เหรอ?"
จางเซวียนแทบจะสะดุดขาตัวเอง ไม่อยากจะคุยกับเธอแล้ว
อาทิตย์นี้ไม่อยากคุยกับเธอแล้ว เดือนหน้าก็ไม่อยากคุยกับผู้หญิงคนนี้แล้ว
แม่รงเอ๊ย ทำร้ายจิตใจกันเกินไป
มาถึงห้องเรียนสาขาบัญชี จางเซวียนผลักประตูเข้าไป ท่ามกลางสายตาหลายสิบคู่ที่จ้องมองมา เขาเดินไปนั่งข้างตู้ซวงหลิงอย่างคุ้นเคย
วางผลไม้ไว้กับพื้น จางเซวียนแย่งกระดาษและปากกาของเธอมา เขียนว่า: รายงานตัว ฉันกลับมาแล้ว
ตู้ซวงหลิงอ่านจบ เขียนกลับด้วยความเป็นห่วง: ออกไปรอบนี้ราบรื่นดีไหม?
จางเซวียนตอบ: ราบรื่นดี แค่คิดถึงเธอนิดหน่อย
ตู้ซวงหลิงหน้าร้อนผ่าว ใช้หางตามองรอบข้าง แล้วเขียนด้วยความดีใจเต็มเปี่ยม: คิดถึงแค่ไหน?
จางเซวียนเขียน: แค่ไหนเหรอ? อันนี้ใช้คำพูดบรรยายไม่ได้ เธอจะกลับห้องเช่ากับฉันตอนนี้เลย หรือจะเจอกันตอนดึก?
ตู้ซวงหลิงหน้าแดงซ่านทันที เขียนตอบอย่างแง่งอน: นายไม่รักฉันเลย
จางเซวียนชะงัก ขยับนิ้วคำนวณดู ไอหยา ซวงหลิงวันนี้ญาติมาเยี่ยมนี่นา ไม่สิ น่าจะมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว
เซ็งเป็ด!
มาด้วยความคึกคะนอง กลับไปด้วยความห่อเหี่ยว จางเซวียนตอนนี้หมดอารมณ์จะทำอะไรแล้ว
***
"หมี่เจี้ยน จดหมายของเธอ!"
ตอนเที่ยง หมี่เจี้ยนเรียนเสร็จกลับมาถึงหอพัก เพิ่งนั่งลงได้ไม่นาน เพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งก็เดินเข้ามาจากข้างนอก ยื่นจดหมายให้เธอ
เมื่อคืนหมี่เจี้ยนนอนไม่ค่อยหลับ ตอนนี้เลยง่วงๆ อยู่บ้าง แต่พอนึกอะไรขึ้นได้ วินาทีต่อมาก็ลุกขึ้นรับจดหมาย ดูแวบหนึ่งแล้วเดินออกจากห้องพักไป
เพื่อนร่วมห้องเพิ่งเคยเห็นอาการแบบนี้เป็นครั้งแรก หันไปบอกกับคนอื่นๆ ว่า "สาวๆ สัญชาตญาณบอกฉันว่า มีเรื่องไม่ชอบมาพากล"
อีกคนรีบถาม "ส่งมาจากไหน?"
"จงต้า"
"งั้นต้องเป็นหนุ่มหล่อแน่ๆ"
"ทำไมพูดงั้นล่ะ"
"เพราะจงต้าแย่กว่าเป่ยต้าของเราไง..."
"..."
"..."
ในหอพักกำลังคุยกันเรื่องอะไรอย่างออกรส หมี่เจี้ยนไม่รู้
เธอหาสนามหญ้าที่ปลอดคน นั่งลงแล้วเริ่มพินิจดูหน้าซองจดหมายลงทะเบียนอย่างละเอียด
จ้องมองลายมือที่คุ้นเคยบนซองจดหมายอยู่ครู่หนึ่ง ความง่วงบนใบหน้าดูเหมือนจะจางหายไปมาก
เริ่มแกะจดหมาย
กระดาษจดหมายมีสามแผ่น
กระดาษแผ่นแรก เนื้อหาที่จางเซวียนเขียนเป็นเรื่องเกี่ยวกับอุบัติเหตุทางอากาศ
อ่านไปได้ครึ่งทาง นิ้วมือของหมี่เจี้ยนบีบแน่น จนแทบจะจับกระดาษไว้ไม่อยู่
พยายามตั้งสติ หมี่เจี้ยนฝืนข่มอารมณ์แล้วอ่านต่อ
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า เมื่ออ่านกระดาษแผ่นแรกจบ หมี่เจี้ยนลุกพรวดขึ้นทันที คลำหากระเป๋าเสื้อกระเป๋ากางเกงทั่วตัว ไม่เจอบัตรไอซีการ์ด
จึงรีบร้อนกลับหอพัก พอหาบัตรเจอจากในกระเป๋าถือ ก็รีบวิ่งอีกรอบ ไปยังตู้โทรศัพท์ที่ไม่มีคน
เสียบบัตร กดเบอร์...
เริ่มโทรเข้าเบอร์ห้องเช่าอาจารย์ของจางเซวียน
เพียงแต่หลังจากเสียง "ติ๊ดๆ ตี่ๆ" ของตัวเลขรัวๆ ผ่านไป ขณะที่นิ้วกำลังจะกดปุ่มสี่เหลี่ยม "#" ตัวสุดท้าย เธอก็ชะงักกึก
หมี่เจี้ยนหยุดมือ
ยืนเงียบงันอยู่ในตู้โทรศัพท์หลายนาที แล้วดึงบัตรไอซีการ์ดออกเงียบๆ
กลับมาที่สนามหญ้าเดิม ล้วงจดหมายออกจากกระเป๋าเสื้อ เริ่มอ่านกระดาษแผ่นที่สอง
กระดาษแผ่นที่สอง ตัวอักษรไม่เยอะ เขียนถึงสภาวะจิตใจตอนที่บรรลุสัจธรรมบนเครื่องบิน รวมถึงความคิดในช่วงเวลานั้น และพินัยกรรม
หมี่เจี้ยนอ่านจบ ก็แน่นิ่งไปนาน
มือไม่ขยับ เท้าไม่ขยับ ร่างกายไม่ไหวติง แววตาไร้ประกาย ราวกับลมหายใจหยุดนิ่ง มองใกล้ๆ เหมือนคนในภาพวาด มองไกลๆ กลับเหมือนรูปปั้นแกะสลัก
เป็นอยู่อย่างนั้น ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน นานมากจริงๆ...
ชั่วขณะหนึ่ง หมี่เจี้ยนรู้สึกตัว เปลี่ยนไปอ่านกระดาษแผ่นที่สาม
กระดาษแผ่นสุดท้าย จางเซวียนเขียนเรื่องความฝัน ฉากในสุสาน
ครั้งนี้หมี่เจี้ยนอ่านได้ลื่นไหลกว่าเดิมมาก แทบจะอ่านรวดเดียวจบ
เพียงแต่อ่านจบแล้ว อารมณ์ของหมี่เจี้ยนยิ่งซับซ้อนหนักกว่าเก่า
กลับไปอ่านทวนอย่างละเอียดอีกสามรอบ
สภาวะจิตใจก็พลิกคว่ำคะมำหงายอยู่สามรอบเช่นกัน
สุดท้ายหมี่เจี้ยนนั่งกอดเข่า เงยหน้ามองท้องฟ้าสีครามเมฆสีขาว
วินาทีนี้ เธออดไม่ได้ที่จะคิดถึงใบหน้านั้นที่อยู่ที่จงต้า ภายใต้ท้องฟ้าผืนเดียวกัน คิดถึง ดวงชะตา ที่เคยดูเมื่อปีก่อน
หมอดูบอกเธอว่า: ดอกไม้ยังมีวันบานใหม่ คนเราไม่อาจเป็นหนุ่มสาวได้ตลอดไป เธอกับคนที่เลือกไว้มีอุปสรรค ถ้าก้าวข้ามธรณีประตูนี้ไปไม่ได้ มีเกณฑ์จะต้องแก่ตายอย่างโดดเดี่ยว
แต่ในฝันของจางเซวียน: ชาตินี้ตัวเองครองตัวเป็นโสด
แก่ตายอย่างโดดเดี่ยว
ครองตัวเป็นโสด
คนสองคน สองปาก ความหมายเดียวกัน
นี่เป็นเรื่องบังเอิญหรือเปล่า?
หมี่เจี้ยนนั่งกอดเข่าเหม่อลอยอยู่บนสนามหญ้าตลอดช่วงบ่าย ในหัวเอาแต่คิดวนเวียนเรื่อง พินัยกรรม ซ้ำไปซ้ำมา
ในหัวมีคำถามหนึ่งดังก้องซ้ำแล้วซ้ำเล่า: เธอกับคนที่เลือกไว้มีอุปสรรค ถ้าก้าวข้ามธรณีประตูนี้ไปไม่ได้ มีเกณฑ์จะต้องแก่ตายอย่างโดดเดี่ยว
ราตรีเริ่มโรยตัว แสงไฟเริ่มสว่างไสว
หมี่เจี้ยนกลับมาถึงหอพัก ค้นสมุดจดหมายที่เก็บจนฝุ่นจับซึ่งเคยใช้แค่ครั้งเดียวออกมาจากลิ้นชัก ใส่ลงในกระเป๋า
ตามด้วยปากกาหนึ่งด้าม หนังสือหนึ่งเล่ม
ตอนกำลังจะปิดลิ้นชัก หมี่เจี้ยนชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วดึงมันออกมา ล้วงมือเข้าไปมุมลึกสุด หยิบลูกอมห่อกระดาษเม็ดหนึ่งออกมา
ลูกอมเม็ดนี้ห่อด้วยกระดาษสีเขียว เธอกำไว้ในอุ้งมือแล้วแอบหย่อนลงในกระเป๋าเสื้อ
ตอนนั้นเองเพื่อนร่วมห้องก็ถาม "หมี่เจี้ยน เธอจะไปห้องสมุดเหรอ?"
หมี่เจี้ยนปิดลิ้นชักให้สนิท ตอบว่า "ใช่ เธอจะไปด้วยกันไหม"
เพื่อนร่วมห้องชูหนังสือในมือ โบกไปมาอย่างได้ใจ "ไม่ต้องพูดแล้ว เธอไปไหนเคยขาดฉันได้ด้วยเหรอ"
หมี่เจี้ยนยิ้มสวย ทั้งสองเดินเคียงไหล่ออกจากหอพัก มุ่งหน้าไปห้องสมุด
ระหว่างทาง เพื่อนร่วมห้องถาม "วันนี้เธอไม่เป็นไรนะ?"
หมี่เจี้ยนตอบ "ไม่เป็นไร"
เพื่อนร่วมห้องไม่เชื่อ "ไม่เป็นไรจริงๆ เหรอ?"
"อืม ไม่เป็นไรจริงๆ" หมี่เจี้ยนยืนยัน
เพื่อนร่วมห้องยังคงไม่เชื่อ ควงแขนเธอแล้วพูดว่า "เมื่อก่อนเธอไม่เคยขาดเรียนเลย แต่วันนี้ช่วงบ่ายเธอขาดเรียนติดกันสี่คาบ ตอนอาจารย์เช็คชื่อฉันเป็นคนช่วยขาน 'มาค่ะ' ให้เธอเชียวนะ ฉันนี่มันคนดีจริงๆ"
หมี่เจี้ยนยิ้ม "คนดี ขอบใจนะ"
เพื่อนร่วมห้องแซว "ขอบใจยังไง?"
หมี่เจี้ยนบอก "ฉันเลี้ยงข้าวเธอเอง"
เพื่อนร่วมห้องส่ายหน้า "โอเค้ ฮิๆ ครั้งหน้าฉันจะช่วยขาน 'มาค่ะ' ให้อีก โอ้ว เธอขาดเรียนได้เต็มที่เลย จะโทรคุยกับพ่อหนุ่มยอดรักก็นานเท่าไหร่ก็ได้"
หมี่เจี้ยนเม้มปาก จากนั้นก็ยิ้มตาม