บทที่ 235 สร้างกระแส! 4 ประเด็นร้อน!

บทที่ 235 สร้างกระแส! 4 ประเด็นร้อน!
"จางเซวียน จดหมายของนาย!"
วันศุกร์ คาบที่สามและสี่เป็นวิชาหลักการจัดการ
ช่วงสิบโมงกว่า จางเซวียนเพิ่งจะนั่งลง เสี่ยวสืออีก็เดินเข้ามาจากนอกห้องเรียน
เสียงเรียกที่ไม่ช้าไม่เร็วดังขึ้น เสิ่นฝานที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ลุกขึ้นยืนให้ที่นั่งราวกับปฏิกิริยาอัตโนมัติ
เสี่ยวสืออียิ้มชื่นชมให้เสิ่นฝาน แล้วนั่งลงข้างจางเซวียนอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนจะยื่นพัสดุไปรษณีย์ห่อใหญ่ให้เขา
จางเซวียนมองแวบเดียวก็รู้ทันทีว่าข้างในบรรจุหนังสือตัวอย่าง เฟิงเซิง ฉบับเล่มจริงมา 6 ชุด
เมื่อเห็นเขาไม่ยอมขยับเขยื้อนสักที เสี่ยวสืออีอดไม่ได้ที่จะเขียนข้อความใส่กระดาษ: ไม่แกะดูหน่อยเหรอ?
จางเซวียนขี้เกียจจะสนใจเธอ เก็บกระดาษยัดใส่กระเป๋า ไม่ตอบกลับ
เสี่ยวสืออีฉีกกระดาษโน้ตอีกแผ่น เขียนว่า: ข้างในคืออะไร?
จางเซวียนเก็บกระดาษไปอีกครั้ง และยังคงไม่ตอบกลับ
เสี่ยวสืออีนิ่งไปไม่กี่วินาที ดวงตาเป็นประกายวาบ ฉีกกระดาษอีกแผ่น เขียนว่า: ฉันยังมีจดหมายของนายอีกสองฉบับอยู่ในมือนะ
จางเซวียน "..."
เขากลอกตาใส่อย่างเสียไม่ได้ หยิบปากกาขึ้นมาเขียนตอบอย่างไม่เต็มใจ: ข้างในคือหนังสือ เธอรู้อยู่แล้วจะถามทำไม?
เสี่ยวสืออียิ้มร่าเริง เขียนว่า: หนังสืออะไร?
จางเซวียนตอบ: ยังจะแกล้งโง่อีก!
เสี่ยวสืออีเขียน: แบ่งให้ฉันชุดหนึ่งสิ ฉันจ่ายเงินให้
จางเซวียนหันมองเธอแวบหนึ่ง ตอบ: ไม่มีทาง
เสี่ยวสืออีเขียน: ฉันจ่ายให้สองเท่า
จางเซวียนคิดครู่หนึ่ง อธิบาย: ไม่ใช่ปัญหาเรื่องเงิน จำนวนที่นี่ยังไม่พอแจกเลย
สายตาของเสี่ยวสืออีหยุดอยู่ที่ห่อพัสดุหนาเตอะอยู่ครู่หนึ่ง เขียนว่า: ข้างนอกนายมีผู้หญิงเยอะขนาดนี้เลยเหรอ?
ทันใดนั้นเธอก็ใช้ปากกาขีดฆ่าทิ้ง แล้วเขียนต่อ: ฉันลองคลำดูแล้ว ข้างในน่าจะมีหนังสือสัก 6 เล่มได้
แต่พอเขียนเสร็จ เสี่ยวสืออีก็ขยำกระดาษเป็นก้อนด้วยมือขวา ยัดใส่กระเป๋าเสื้อ
เริ่มเข้าเรียน จดบันทึกอย่างตั้งใจจริงจัง
รออยู่นาน จางเซวียนกวาดตามองเธอ ฉีกกระดาษเขียนว่า: จดหมายของฉันล่ะ?
เสี่ยวสืออีทำหน้างง เขียนตอบ: จดหมายอะไร?
จางเซวียนจ้องตาเขียว เขียนว่า: แล้วเธอคิดว่าไงล่ะ?
เสี่ยวสืออีส่งสายตายิ้มกริ่ม ตอบ: อยู่บนตัวฉัน หยิบเอาเองสิ
จางเซวียนหมดคำจะพูด เขียน: เร็วๆ เข้า อย่าบีบให้ฉันต้องใช้ความรุนแรง
เสี่ยวสืออีเสยผม สายตามองเหยียดหยามไปทั่วร่างเขา ตอบ: รุนแรงแค่ไหน?
จางเซวียนจุกจนพูดไม่ออก เขียน: เธออยากลองไหมล่ะ?
เสี่ยวสืออีรูดซิปเสื้อแจ็คเก็ตลง บิดตัวเล็กน้อยแล้วตอบ: อยู่ในกระเป๋าเสื้อในฉัน
จางเซวียนเหลือบมองตำแหน่งหน้าอกของเธอ เห็นมุมซองจดหมายสองฉบับโผล่ออกมาจริงๆ เล่นเอาไปไม่เป็นเลย!
เมื่อเห็นเขาจ้องหน้าอกตัวเองด้วยสีหน้าเหมือนคนท้องผูก เสี่ยวสืออีก็เขียนอย่างใจเย็น: จงเติมคำในช่องว่าง AB_DEFG
จางเซวียนอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองอีกรอบ มุมปากกระตุก ทำตัวไม่ถูกแล้ว
แม่รงเอ๊ย หน้าด้านไร้ยางอายจริงๆ
เสี่ยวสืออียกยิ้มมุมปาก เขียนต่อ: นี่วิชาของเลขาธิการนะ นายอย่ามาจ้องฉันตาเยิ้มแบบนี้ ไม่งั้นแม่ฉันจะมาหานายแน่
จางเซวียนหันไปมอง เห็นเลขาธิการกำลังเขียนกระดานดำ จึงตอบกลับอย่างหงุดหงิด: เลขาธิการกับแม่เธออายุอานามขนาดนี้แล้ว ยังติดต่อกันส่วนตัวอยู่อีกเหรอ?
เสี่ยวสืออีไม่โกรธ เขียนสวนกลับด้วยสีหน้าประหลาด: พอนายอายุ 40 แล้วก็ไม่ต้องการผู้หญิงแล้วเหรอ?
จางเซวียนเขียน: ฉันบำเพ็ญเพียร ไม่เอาสีกา
เสี่ยวสืออีอ่านข้อความจบ ก็มองต้นขาจางเซวียนด้วยสายตาแปลกประหลาดสุดๆ จากนั้นก็ดึงจดหมายลงทะเบียนออกมาจากอกเสื้อ ส่งให้เขา
จากนั้นเสี่ยวสืออีก็รูดซิปเสื้อแจ็คเก็ตขึ้น กลับไปนั่งฟังบรรยายและจดบันทึกต่อ
สัมผัสอุณหภูมิอุ่นๆ บนซองจดหมาย จางเซวียนยอมใจเลย!
นับถือจนแทบจะกราบกราน!
เป็นไปตามคาด จดหมายฉบับแรกมาจากปักกิ่ง เป็นของหมี่เจี้ยน
แกะออกดู ข้างในมีกระดาษจดหมายแค่แผ่นเดียว
เนื้อหาในจดหมายก็ไม่เยอะ เขียนไม่เต็มหน้ากระดาษด้วยซ้ำ
ทั้งฉบับแบ่งเป็นสามย่อหน้า
ย่อหน้าแรกแสดงความห่วงใยของเธอ
ย่อหน้าทีสองเนื้อหาโดยรวมคือ: ช่วงนี้เครื่องบินตู-154 ในประเทศเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ขอให้จางเซวียนอย่าขึ้นเครื่องบินรุ่นนี้อีกในอนาคต
เธอยกตัวอย่าง: ศาสตราจารย์ท่านหนึ่งเคยพูดในชั้นเรียนอย่างเปิดเผยว่า เวลาเดินทางไปแลกเปลี่ยนทางวิชาการแล้วต้องนั่งเครื่องบิน จะถามเคาน์เตอร์เสมอ ถ้าเป็นเครื่องบินตู-154 ศาสตราจารย์จะไม่ยอมนั่งเด็ดขาด ต่อให้งานวิชาการต้องล่าช้าก็จะไม่นั่ง หรือยอมเสียเวลาต่อเครื่องเพื่อไปนั่งเครื่องบินโบอิ้งแทน
ย่อหน้าที่สามเป็นการย้ำเตือนข้อความในสองย่อหน้าแรก: จางเซวียน พยายามนั่งเครื่องบินให้น้อยลง ถ้าจำเป็นต้องนั่งจริงๆ ขอให้เชื่อฟังฉัน หลีกเลี่ยงรุ่นตู-154
จดหมายฉบับนี้ หมี่เจี้ยนไม่ได้พูดถึงเรื่องพินัยกรรมและความฝันเลยแม้แต่คำเดียว แต่ความห่วงใยและความใส่ใจที่แทรกซึมอยู่ในทุกตัวอักษร จางเซวียนสัมผัสได้ทุกวินาที
อ่านทวนอีกรอบ จางเซวียนรู้สึกดีใจมาก การที่ทำให้หมี่เจี้ยนย้ำเตือนไม่หยุดหย่อนแบบนี้ได้ แสดงว่าจดหมายที่เขาส่งไปให้เธอ มีน้ำหนักในใจเธอไม่น้อยเลย
เก็บจดหมายของหมี่เจี้ยนให้เรียบร้อย เหลือบมองซูจิ่นอวี๋หน้าหนาที่กำลังจดบันทึกอยู่ข้างๆ จางเซวียนหยิบจดหมายฉบับที่สองขึ้นมา
จดหมายฉบับที่สองเป็นของลี่ลี่ซือ แปลกใจนิดหน่อย แต่ก็ไม่แปลกใจมากนัก
แค่ทึ่งว่าเวลาช่างประจวบเหมาะ จดหมายสองฉบับมาถึงพร้อมกัน
คิดได้ดังนั้น จางเซวียนก็ล้วงจดหมายหมี่เจี้ยนออกมาดูวันที่ประทับตราไปรษณีย์อีกครั้ง ส่งมาค่อนข้างเร็ว ดูท่าคงจะไปดองอยู่ที่คณะภาษาต่างประเทศสักสองวัน
จดหมายหมี่เจี้ยนสั้น
แต่จดหมายลี่ลี่ซือยาวมาก เขียนเต็มเหยียด 4 หน้ากระดาษ
แต่อ่านไปอ่านมา จางเซวียนกลับรู้สึกหัวร่อมิได้ร่ำไห้มิออก
แม่สาวคนนี้เป็นห่วงเขาจริงๆ รอยยับที่เปียกชุ่มด้วยคราบน้ำตาบนกระดาษจดหมายเป็นเครื่องยืนยันทุกอย่าง
แต่ห่วงก็ส่วนห่วง น้ำเสียงโดยรวมของลี่ลี่ซือกลับดูผ่อนคลาย โดยให้เหตุผลว่าตอนเธอไปต่างประเทศก็เคยเจอหลุมอากาศแบบนี้เหมือนกัน
โดยเฉพาะหน้าสุดท้าย เธอถึงขั้นเขียนว่า: จางเซวียน พินัยกรรมของนายมีชื่อฉันด้วย ฉันตัดสินใจแล้วว่าเย็นนี้จะกินข้าวเพิ่มอีกชาม
ตอนนี้นายรวยมากใช่ไหม? ถ้ารวยแล้วยังต้องมากังวลเรื่องความเป็นความตาย สู้ฉันมีลูกให้นายล่วงหน้าสักคนดีกว่า ให้แม่นายเลี้ยง พอถึงตอนนั้นพวกเรานั่งเครื่องบินไปเที่ยวกันอย่างอิสระเสรี ไม่ต้องมีภาระทางใจ ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง
แม่เสือสาวก็คือแม่เสือสาว ตรรกะความคิดบรรเจิด ไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่องเขา
ในจดหมายย้ำตลอดเวลาว่า ให้มองความตายเป็นเรื่องธรรมดา และต้องรักให้สุดเหวี่ยง
***
เลิกเรียน จางเซวียนรีบกลับห้องเช่าโดยไม่รอช้า ภายใต้สายตาจับจ้องของซูจิ่นอวี๋
หนังสือ 6 ชุด รับปากจะให้ อ้ายชิง หลี่เหมย และหมี่เจี้ยน ไปแล้วสามคน
ที่เหลืออีกสามชุด จางเซวียนย่อมต้องให้ซวงหลิงและคุณน้าคนละชุด
ส่วนชุดสุดท้าย เขาเริ่มหนักใจ ไม่รู้จะให้ใครดี คนที่อยากให้มีเยอะเกินไป แต่หนังสือดันมีไม่พอ
สุดท้ายตัดใจ ใครก็ไม่ให้ เก็บไว้เองแม่รงเลย
ตอนเที่ยงซ้อมชกมวยครึ่งชั่วโมง พบว่ากระสอบทรายใกล้จะแตกแล้ว
ช่วยไม่ได้ วิ่งไปร้านขายของชำข้างนอกขอถุงปุ๋ยมาสองใบ เอามาห่อกระสอบทรายใหม่ ดูไฉไลเหมือนใหม่ น่าจะใช้ต่อได้อีกครึ่งเทอม
กินข้าวเที่ยงที่โรงอาหารเสร็จ ตู้ซวงหลิงก็กลับมา
พอเข้าประตูมา ก็รีบพุ่งมาที่ห้องหนังสือ "ที่รัก หนังสือ 'เฟิงเซิง' เล่มจริงออกมาแล้วเหรอ?"
เห็นเธอหน้าตาสดใส จางเซวียนถาม "ฉันกะจะเซอร์ไพรส์เธอสักหน่อย เธอรู้ได้ไงเนี่ย?"
ตู้ซวงหลิงยิ้มหวาน "ตอนเลิกเรียนช่วงเที่ยง ชิงจู๋เห็นคุณถือพัสดุห่อใหญ่เบ้อเริ่ม"
จากนั้นเธอก็ถามอย่างอดใจไม่ไหว "หนังสืออยู่ไหน ขอดูหน่อย"
จางเซวียนกระพริบตาปริบๆ "อยากดูหนังสือ?"
"อืม"
ไม่รู้ทำไม พอสบสายตาเขา หน้าตู้ซวงหลิงก็แดงซ่านขึ้นมาทันที แต่ก็ยังรับคำเบาๆ
จางเซวียนยักคิ้วไปทางปฏิทินแขวนผนัง เป้าหมายชัดเจนโดยไม่ต้องเอ่ยปาก
สายตาหยุดอยู่ที่ปฏิทินครู่หนึ่ง เห็นเขาจ้องมองตัวเองหัวจรดเท้าด้วยสายตาลุกวาว ตู้ซวงหลิงรู้สึกร่างกายค่อยๆ อ่อนระทวย สุดท้ายทนดาเมจทางสายตาไม่ไหว ยกแขนขวาขึ้นคล้องคอเขา ก้มหน้าพูดเสียงหวานหยดว่า
"เป็นตอนกลางคืนได้ไหม?"
"รูดม่านปิดก็เป็นตอนกลางคืนแล้ว"
"ไม่เอา เหวินฮุ่ยกับชิงจู๋อยู่ข้างบน"
"ตอนกลางคืนพวกเธอก็อยู่ข้างบนเหมือนกัน"
ทันใดนั้น เสียงเปียโนอันไพเราะก็ดังมาจากชั้นบน
จางเซวียนยิ้มอย่างได้ใจ ลุกขึ้นช้อนตัวอุ้มเธอในท่าเจ้าหญิง พูดว่า "ฟังสิ บรรยากาศเป็นใจจริงๆ มีดนตรีประกอบด้วย"
ตู้ซวงหลิงค้อนใส่เขาหนึ่งที หมดปัญญาจะจัดการกับเจ้าหัวหมูที่ยื่นหน้าเข้ามาใกล้เรื่อยๆ สุดท้ายหลับตาลง เผยอปากเล็กน้อย...
***
หลี่เหมยมาหา
เชิญเข้าบ้าน จางเซวียนรินชาให้แล้วถามอย่างคาดหวัง "มีข่าวแล้วเหรอ?"
หลี่เหมยหมุนถ้วยชาในมือเล่น พูดว่า "คำร้องขอที่ดิน 22,000 ตารางเมตร ผ่านแล้วค่ะ"
จางเซวียนตาเป็นประกาย "จริงเหรอ?"
หลี่เหมยพยักหน้ายิ้มๆ แนะนำว่า "เราควรรีบตั้งบริษัทใหม่ แล้วเอาที่ดินผืนนี้มาครองให้ได้ก่อน"
จางเซวียนเห็นด้วย "เรื่องนี้มอบหมายให้คุณไปจัดการ จ่ายเงินเพิ่มหน่อยก็ได้ ขอให้เร็วที่สุด"
หลี่เหมยรับคำ "ได้ค่ะ"
จางเซวียนรอให้เธอจิบชาไปสองสามอึก แล้วถามต่อ "โรงงานทอผ้าล่ะ มีความคืบหน้าไหม?"
หลี่เหมยวางถ้วยชาลง ถอนหายใจด้วยความกลัดกลุ้ม "ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ไปติดต่อมาหลายรอบโดนปฏิเสธไม่ให้พบทุกรอบ"
"ปฏิเสธไม่ให้พบ?"
จางเซวียนงุนงง "มีคู่แข่งคอยขัดแข้งขัดขาอยู่เบื้องหลังหรือเปล่า?"
หลี่เหมยบอกเขาว่า "ตอนนี้ยังไม่แน่ชัด ฉันกำลังสืบอยู่ ถ้ารู้ต้นสายปลายเหตุแล้วจะรีบโทรบอกคุณทันที"
จางเซวียนเงียบไปนาน สุดท้ายก็พูดว่า "คงทำได้แค่นี้แหละ ผมจะรอฟังข่าวจากคุณ"
ทั้งสองคุยกันต่ออีกครู่หนึ่ง หลี่เหมยบอกว่า: หลังจากจัดการเรื่องที่ดิน 22,000 ตารางเมตรเสร็จ เธอจะออกเดินทางไปรัสเซีย
พร้อมกันนั้นยังปรึกษาหารือกับจางเซวียนเรื่องการรับสมัครพนักงานของบริษัทนำเข้าส่งออกอิ๋งไท่ และการรับคนเข้าบริษัทใหม่
"ตกลง คุณจัดการตามสมควรเลย มีอะไรก็มาหาผม ถ้าผมมีเวลาก็จะไปช่วยคุณบ้าง"
จางเซวียนรับคำ จากนั้นเดินไปหยิบหนังสือ เฟิงเซิง ฉบับลายเซ็นออกมาจากห้องหนังสือชุดหนึ่ง
ยื่นให้เธอแล้วพูดว่า "ฝากสวัสดีท่านผู้เฒ่าแทนผมด้วย"
หลี่เหมยรับหนังสือไป พลิกดูอย่างตั้งใจทุกหน้า พูดด้วยความดีใจว่า "ขอบคุณค่ะ! พ่อฉันต้องดีใจมากแน่ๆ"
จางเซวียนยิ้มกว้าง เดินไปส่งเธอถึงประตูทิศใต้ด้วยตัวเอง
ตอนกำลังเรียกแท็กซี่ จางเซวียนคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า "รอสักพักนะ ดูว่าจะหารถจากกรมศุลกากรได้ไหม ถ้าไม่มีโอกาส ถึงตอนนั้นเราค่อยซื้อเองสักคัน"
ความหวังดีนี้หลี่เหมยไม่ปฏิเสธ แถมยังอยากได้จนตัวสั่น ย่อมตกลงทันที
***
ปลายเดือนมีนาคม
หนังสือพิมพ์ทั่วประเทศจู่ๆ ก็เกิดกระแสลมพายุระลอกหนึ่ง เป็น ลมมาร ที่ไม่อาจต้านทานได้
หนังสือพิมพ์ทั่วประเทศต่างลงข่าวหน้าหนึ่งวิจารณ์หนังสือเล่มหนึ่งอย่างดุเดือด
และหนังสือที่ก่อให้เกิดข้อถกเถียงอย่างมหาศาลเล่มนั้นก็คือ เฟิงเซิง
ประเด็นหลักๆ ที่ทำให้นักเขียนชื่อดัง ศาสตราจารย์ และนักอ่านทั่วไปพากันถลกแขนเสื้อลงสนามมาถกเถียงกัน มีอยู่ไม่กี่ข้อ
ประเด็นที่หนึ่ง: ผลงานระดับปรากฏการณ์แห่งยุค เฟิงเซิง บุกเบิกแนววรรณกรรมจารชนระทึกขวัญ
ประเด็นที่สอง: การปฏิรูปและเปิดประเทศ เฟิงเซิง สดุดีเหล่าวีรชนผู้สละชีพเพื่อการปฏิวัติ
ประเด็นที่สาม: นักเขียนอัจฉริยะ ค่าต้นฉบับหลักล้าน
ประเด็นที่สี่: ซานเยว่คิดว่า เฟิงเซิง ดีกว่า ไป๋ลู่หยวน และ เฟ่ยตู
จางเซวียนอ่านหนังสือพิมพ์หยางเฉิงรื่อเป้าจบ ก็รู้สึกไม่ดีเอาซะเลย
แม่รงเอ๊ย รู้สึกเหมือนโดนสำนักพิมพ์เหรินหมินเหวินเสวียหลอกเข้าให้แล้ว!
หลอกจนเปื่อยเลย!
จางเซวียนรู้ดี นี่คือการที่สำนักพิมพ์เหรินหมินเหวินเสวียกำลัง สร้างกระแส ให้กับการวางจำหน่าย เฟิงเซิง ฉบับรูปเล่ม
โปรโมต เฟิงเซิง!
และ 4 ประเด็นร้อน นี้ก็คือจุดขายที่ใช้ปั่นกระแส
ประเด็นที่หนึ่ง จางเซวียนพอรับได้ ถึงแม้การอวยว่าเป็นผลงานระดับปรากฏการณ์แห่งยุคจะทำให้พวกนักเขียนรุ่นเก่าและนักวิชาการบางคนหมั่นไส้แน่นอน
แต่เพื่อชื่อเสียง เพื่อยอดขาย ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง เขายอมกัดฟันหน้าด้านรับไว้
ส่วนประเด็นที่สอง ดูสิ่งที่บรรณาธิการใหญ่คนปัจจุบันของสำนักพิมพ์เหรินหมินเหวินเสวียวิจารณ์ เฟิงเซิง ในหน้าหนังสือพิมพ์ต่างๆ สิ
คำพูดต้นฉบับของบรรณาธิหงในหนังสือพิมพ์คือ
"ตอนนั้นอดีตบรรณาธิหลี่ยังไม่เกษียณ วันหนึ่ง จู่ๆ ท่านก็ถือต้นฉบับ 'เฟิงเซิง' มาวางบนโต๊ะทำงานผม แล้วบอกว่า: 'เจิ้นปัว คุณลองอ่านเล่มนี้ดูสิ เขียนดีจริงๆ'
ผมเชื่อสายตาของท่านผู้เฒ่าหลี่
เพราะท่านผู้เฒ่าหลี่เป็นคนเที่ยงธรรมและใจกว้าง ชอบอ่านหนังสืออ่านต้นฉบับ ปริมาณการอ่านและการตรวจต้นฉบับของท่านถือเป็นอันดับต้นๆ ในกองบรรณาธิการ
ผมวางงานในมือลงทันที แล้วหยิบต้นฉบับของซานเยว่ขึ้นมาอ่านก่อน
อ่านไปได้แค่ไม่กี่หมื่นคำ ผมก็ถูกความเข้มข้นหนักแน่นของประวัติศาสตร์ที่ถ่ายทอดออกมาอย่างสมจริงในผลงานเรื่องนี้สะกดข่มไว้
ความตื่นเต้นและความประหลาดใจค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจผม นี่คือผลงานชิ้นเอก ผลงานแห่งยุคสมัย ไม่ได้เห็นนิยายที่หนักแน่นทรงพลังแบบนี้มาหลายปีแล้ว! จู่ๆ ผมก็มีความรู้สึกเหมือนตอนที่ได้อ่าน ไคว์เอ็ต โฟลว์ส เดอะ ดอน และ วอร์ แอนด์ พีซ ในอดีต
ในฐานะคนที่ทำงานด้านบรรณาธิการวรรณกรรมมาหลายปี สัญชาตญาณบอกผมว่า การตีพิมพ์ผลงานเช่นนี้จะผลักดันให้สำนักพิมพ์เหรินหมินเหวินเสวียก้าวไปสู่ระดับใหม่
'เฟิงเซิง' มีความเป็นนวัตกรรมในด้านเทคนิคการเขียนที่แปลกใหม่ สดใหม่ และมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในเชิงประวัติศาสตร์ด้านแนวคิดทางศิลปะและอุดมการณ์ของผลงาน แนวคิดทางการเมืองและศิลปะของผลงานคือสิ่งที่ยุคสมัยของเราต้องการเชิดชู..."
...
คำวิจารณ์เชิงบวกที่เขียนมายาวเหยียด ไม่มีที่ติ จางเซวียนอ่านจบแล้วก็ปลื้มปริ่มสุดๆ
แอบชมในใจว่าสำนักพิมพ์เหรินหมินเหวินเสวียเลียแข้งเลียขาได้เก่งจริงๆ
ด้วยความตื่นเต้น เขาถึงกับยกน้ำชาขึ้นดื่มแทนเหล้า กระดกหมดแก้วเพื่อเป็นการคารวะ
จุดขายที่สองเขาดีใจมาก แต่พอมาถึงประเด็นที่สาม จางเซวียนก็พูดไม่ออก
บ้าเอ๊ย!
คุณชมว่าผมเป็นนักเขียนอัจฉริยะ ผมยอมรับ ปกติผมก็ชมตัวเองแบบนี้อยู่แล้ว
แต่ค่าต้นฉบับหลักล้าน?
โฮะ! สำนักพิมพ์เหรินหมินเหวินเสวียชักจะหน้าด้านเกินไปหน่อยแล้วนะ
ตีพิมพ์รวมเล่ม คุณไม่ได้จ่ายค่าต้นฉบับให้ผมสักแดงเดียวนะ? สัญญาที่เราเซ็นกันมันคิดตามส่วนแบ่งยอดขาย ผมได้ส่วนแบ่ง 10%
คุณขายได้มาก ผมก็ได้ค่าลิขสิทธิ์มาก
และการพิมพ์ครั้งแรกของคุณคือสองหมื่นเล่ม ตามสัญญา ถ้าขายสองหมื่นเล่มนี้หมดเกลี้ยง ผมก็ได้เงินแค่ไม่กี่หมื่นหยวนเอง
ไอ้พวกคนไร้ยางอาย ค่าต้นฉบับ 1 ล้าน พวกคุณกล้าพูดออกมาได้ยังไง!
ถ้าคนรู้จักมาเห็นบทความนี้ คงนึกว่าผมหาเงินได้ 1 ล้านแล้ว
ถึงแม้ตอนนี้ทรัพย์สินของตัวเองจะเกินล้านไปไกล ทะลุสิบล้านไปแล้วก็เถอะ แต่จางเซวียนก็ยังช็อกจนพูดไม่ออก
บ่นอุบอิบกับประเด็นที่สามเสร็จ พอมองมาที่ประเด็นที่สี่ จางเซวียนทนไม่ไหวหลุดปากด่าออกมาตรงๆ
"เถาเกอ! ตอนนั้นฉันไม่ได้พูดแบบนี้สักหน่อย! เธอทำลายภาพลักษณ์ฉันชัดๆ!"
ถึงแม้เขาจะไม่กลัวที่จะด่าข้ามอากาศกับเหล่าเฉินและเหล่าเจี่ย แต่จะพูดอะไรก็ควรใช้สมองหน่อยสิ
บ้าจริง นี่ฉันกลายเป็นตัวอะไรไปแล้วเนี่ย?
กล้าพนันเลย พรุ่งนี้หน้าหนังสือพิมพ์ต้องเต็มไปด้วยคำด่าที่เล็งเป้ามาที่เขา
คาดว่าคำไหนเจ็บแสบที่สุด ก็คงขุดมาด่ากันคำนั้นแหละ!
โมโหจนทนไม่ไหว จางเซวียนคว้าสมุดโทรศัพท์ ยกหูโทรศัพท์แล้วกดโทรออกไปทันที
ตู๊ด...
ตู๊ด...
"ฮัลโหล จางเซวียนเหรอ?"
โทรศัพท์ดังสองครั้งก็มีคนรับ ปลายสายเป็นเสียงที่คุ้นเคย
จางเซวียนพูดเสียงแข็ง "คุณรู้อยู่แล้วใช่ไหมว่าฉันโทรมาเรื่องอะไร?"
"ฮ่าๆ รู้สิ ฉันรอโทรศัพท์เธออยู่ตลอดแหละ"
เถาเกอหัวเราะร่า มีความสุขสุดๆ "อ่านหนังสือพิมพ์แล้วเหรอ?"
จางเซวียนย้อนถาม "แล้วคุณคิดว่าไงล่ะ?"
เถาเกอตอบไม่ตรงคำถาม "อย่าเพิ่งโมโหสิ ฉันมีข่าวดีจะบอก เธออยากฟังไหม?"
จางเซวียนสงบสติอารมณ์ "ว่ามา"

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 235 สร้างกระแส! 4 ประเด็นร้อน!

ตอนถัดไป