บทที่ 258 ยังมีอีกคน
บทที่ 258 ยังมีอีกคน
ลงไปข้างล่าง ออกจากร้านอาหารตะวันตกย่าหมี่ จางเซวียนเรียกแท็กซี่แล้วจากไป
โหยวฮุ่ยอวิ๋นยืนอยู่ที่หน้าต่างชั้นสอง คาบบุหรี่มองตามเขาอย่างเงียบเชียบ ไม่รั้งไว้ และไม่วิ่งตามออกไป
ภายในรถแท็กซี่
คนขับถาม "ไปไหนครับ?"
จางเซวียนพิงเบาะตอบ "จงต้า"
รถแท็กซี่เคลื่อนตัวออกไป จางเซวียนมองร้านอาหารตะวันตกที่ค่อยๆ ถอยห่างออกไปผ่านกระจกมองหลัง แล้วจมอยู่ในห้วงความคิด
เขากำลังไตร่ตรองคำพูดของโหยวฮุ่ยอวิ๋นในวันนี้อย่างละเอียด
เธอบอกว่า วันฝนตกหนักกับตอนกลางดึกเคยไปรอเขาที่หน้ามหาวิทยาลัย
นี่พิสูจน์ว่าโหยวฮุ่ยอวิ๋นไม่ได้อยากจะบังเอิญเจอเขาจริงๆ ไม่งั้นคงไม่เลือกเวลาแบบนั้น
เพราะคนที่มีสามัญสำนึกหน่อยก็รู้ว่า สถานการณ์แบบนั้นไม่มีทางเจอเขาได้หรอก
ในเมื่อเป็นแบบนั้น แล้วเธอจะไปทำไม?
จางเซวียนลองเดาดูหลายทาง แต่สุดท้ายก็ปฏิเสธความคิดตัวเอง
แต่เขามั่นใจอยู่อย่างหนึ่ง สถานการณ์จริงของโหยวฮุ่ยอวิ๋นไม่ได้ดูดีเหมือนเปลือกนอก
จะเป็นคนโปรดหรือไม่ จางเซวียนไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆ คือ โหยวฮุ่ยอวิ๋นไม่มีเพื่อนที่รู้ใจจริงๆ ในกว่างโจว
เผลอๆ อาจจะโดดเดี่ยวมากด้วยซ้ำ
คนเราก็แบบนี้แหละ ขาดอะไร ก็ยิ่งชอบแสดงออกในด้านนั้นอย่างเกินจริง
แถมจางเซวียนยังวิเคราะห์อีกว่า วันฝนตกหนักกับตอนกลางดึก สองเวลานี้มีจุดร่วมกันอยู่อย่างหนึ่ง คือคนบนถนนน้อย ไม่ค่อยมีใครเห็น
ดูเหมือนว่าโหยวฮุ่ยอวิ๋นที่ทำตัวกร้านโลกต่อหน้าเขา แท้จริงแล้วก็ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังตัว และกำลังหลีกเลี่ยงบางสิ่งบางอย่างอยู่เหมือนกัน
เช่น ไม่อยากให้คนเบื้องหลังรู้ว่าเธอทำอะไร?
คิดได้ดังนี้ จางเซวียนก็โล่งอกไปเปราะหนึ่ง คนเราพอมีสิ่งที่กลัว ก็จะอยู่ในกฎระเบียบ
ถึงแม้ในระดับหนึ่ง เขาจะไม่ได้กลัวผู้หญิงคนนี้
แต่วันนี้พฤติกรรมของเธอในห้องส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นการหยั่งเชิงหรือไม่ เขาก็ยังรู้สึกไม่สบอารมณ์อยู่ดี
จางเซวียนไม่ชอบให้ใครมามองเขาด้วยสายตาเหยียดหยาม ไม่ชอบให้ใครมาวางอำนาจบาตรใหญ่ใส่ ไม่ชอบให้ใครมาจูงจมูกเรื่องของตัวเอง
ชาติที่แล้วตอนเป็นคนธรรมดา เขาก็ไม่เคยมีนิสัยทำตัวเป็นสุนัขรับใช้
ชาตินี้มีเงิน มีชื่อเสียง ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะไปเป็นสุนัขให้ใคร
ถ้าชาตินี้ เขาจะต้องยอมกล้ำกลืนฝืนทนเพื่อใครสักคน ก็คงมีแต่แม่บังเกิดเกล้า ซวงหลิง และหมี่เจี้ยนเท่านั้น
คนอื่น ต่อให้คุณจะรวยล้นฟ้าหรือมีอำนาจล้นมือ จะเป็นใครหน้าไหน ก็ไม่มีสิทธิ์! ขี้เกียจจะสน!
ไม่ตามใจนิสัยเสียๆ ของคุณหรอก! ไม่โอ๋โรคเอาแต่ใจของคุณหรอก!
พอมุมมองความคิดกระจ่าง จางเซวียนก็รู้สึกสบายตัวไปทั้งร่าง
***
ขามาจราจรติดขัด ขากลับกลับโล่งสะดวก
ลงรถ จ่ายเงิน เดินเข้าประตูทิศใต้
กลับมาถึงบ้านเช่าที่หอพักอาจารย์ พบว่าซวงหลิงไม่อยู่
ขึ้นไปเคาะประตูชั้นสาม ไม่มีคนตอบรับ
ช่วยไม่ได้ จางเซวียนวิ่งไปชั้นหนึ่งเตรียมจะเคาะประตูห้องเหล่าเติ้ง จังหวะนั้นเองประตูข้างๆ ก็เปิดออกกะทันหัน หวังลี่เดินออกมา
จางเซวียนทักทาย "ครูหวัง กลับมาแล้วเหรอครับ ร่างกายฟื้นฟูเป็นไงบ้าง?"
หวังลี่ยิ้มหวาน เทขยะลงถัง แล้วพูดด้วยสีหน้าซาบซึ้งใจว่า "ขอบใจที่เป็นห่วงนะ ครูหายดีแล้ว กลับมาทำงานแล้ว"
จากนั้นเธอก็เดินมาดึงจางเซวียนไปข้างๆ กระซิบว่า "อย่าเคาะประตู บ้านเหล่าเติ้งมีแขก"
จางเซวียนกระพริบตาปริบๆ "ผู้หญิง?"
หวังลี่ป้องปากหัวเราะ พยักหน้า
ต่อมเผือกของจางเซวียนทำงานทันที ถามเสียงเบา "ใครครับ? แฟนเก่า? หรือว่าหลู่หนี?"
หวังลี่เบ้ปากยิ้มกริ่ม กดเสียงต่ำว่า "หลู่หนี คืนนี้พวกเขาชวนครูไปดื่มเหล้า ครูเลยมอมเหล้าสองคนนี้จนเมา แล้วจับให้นอนด้วยกัน ตอนนี้สองคนนั้นกอดกันกลมอยู่บนโซฟา"
จางเซวียนอ้าปากค้าง หุบไม่ลงอยู่นาน สรุปยกนิ้วโป้งให้ "ครูครับ ครูร้ายกาจมาก เหล่าเติ้งตื่นมาต้องอายแน่ๆ"
หวังลี่โชว์ลักยิ้มบุ๋ม "อายก็อายไปสิ ดีกว่าเป็นโสดไปตลอดนะ หลู่หนีคนนั้นใช้ได้เลยแหละ"
จางเซวียนพูดไม่ออก ครูหวังคนนี้ดูท่าจะหายดีแล้วจริงๆ ถึงมีอารมณ์มาเล่นพิเรนทร์แบบนี้
เขาถามเข้าเรื่อง "ครูหวัง บ่ายนี้เห็นซวงหลิงกลับมาบ้างไหมครับ?"
หวังลี่บอกเขาว่า "เห็น เสี่ยวตู้กับเพื่อนอีกสองคนกลับมาแว้บหนึ่ง แต่อยู่ไม่นานก็ออกไปแล้ว"
***
ชั้นสาม ร้านอาหารตะวันตกย่าหมี่
โหยวฮุ่ยอวิ๋นหยิบพู่กันจุ่มหมึกในจานฝนหมึก เงียบไปสิบกว่าวินาที ก่อนจะเริ่มตวัดพู่กันเขียนอักษรลงบนกระดาษซวนจื่อที่กางไว้
เขียนอยู่อย่างนั้นครึ่งชั่วโมง กระดาษซวนจื่อถูกเขียนไปแผ่นแล้วแผ่นเล่า
เขียนเสร็จ วางพู่กันบนจานฝนหมึก เอากระดาษซวนจื่อที่เขียนเสร็จแล้วมาวางเรียงกัน
โหยวฮุ่ยอวิ๋นใช้นิ้วมือลูบคาง พิจารณาตัวอักษรพู่กันอย่างตั้งใจอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ใช้ไฟแช็กจุดไฟเผากระดาษซวนจื่อ ทีละแผ่นๆ แล้วทิ้งลงในกะละมังข้างๆ
นั่งลงบนเก้าอี้ เหม่อมองกระดาษซวนจื่อที่มอดไหม้จนหมดสิ้น เหลือเพียงกองขี้เถ้า นัยน์ตาที่ขาวซีดไร้ชีวิตชีวาคู่นั้นถึงจะกลับมามีประกายแห่งชีวิตขึ้นมาบ้าง
หยิบหนังสือ เฟิงเซิง บนโต๊ะมา เปิดที่คั่นหนังสือ อ่านต่อจากที่ค้างไว้
ผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมง
ขณะที่กำลังอ่านอย่างเพลิดเพลิน จู่ๆ เธอก็รู้สึกปั่นป่วนในท้อง วางหนังสือ เอามือปิดปาก รีบวิ่งไปที่ห้องน้ำ อาเจียนใส่ชักโครกอยู่พักใหญ่
5 นาทีต่อมา...
โหยวฮุ่ยอวิ๋นที่บ้วนปากเสร็จแล้วหยิบสมุดโทรศัพท์ขึ้นมา กดเบอร์โทรออกไป
พอปลายสายรับ ก็เรียกด้วยความเคารพว่า "พี่โหยว"
โหยวฮุ่ยอวิ๋นสั่ง "ช่วยจัดการเรื่องหนึ่งให้หน่อย"
ปลายสายตอบ "พี่โหยวสั่งมาได้เลยครับ"
โหยวฮุ่ยอวิ๋นบอก "ช่วยเปิดทางเรื่องโรงงานทอผ้าให้หลี่เหมยหน่อย"
ปลายสายตาโต ไม่เข้าใจ "พี่โหยว? นี่พี่จะ?"
โหยวฮุ่ยอวิ๋นตัดบท "ไม่ควรถามอย่าถาม"
"ครับ!"
ปลายสายรับคำ แล้วลองหยั่งเชิงถาม "เอ่อ แล้วต้องช่วยถึงขั้นไหนครับ?"
โหยวฮุ่ยอวิ๋นพูดตรงๆ "แค่อย่าให้หลี่เหมยโดนปฏิเสธไม่ให้เข้าพบก็พอ อย่างอื่นไม่ต้องยุ่ง"
"ได้ครับ"
"อย่าให้หลี่เหมยรู้ตัวว่าพวกเรายื่นมือเข้าไปช่วย"
"รับทราบครับ"
วางสายนี้ โหยวฮุ่ยอวิ๋นหยิบรูปถ่ายใบหนึ่งบนโต๊ะขึ้นมาดู จากนั้นก็โทรออกอีกสาย
คราวนี้เธอไม่ได้ดูสมุดโทรศัพท์ นิ้วเรียวกดปุ่มไม่กี่ที ก็โทรออกอย่างคล่องแคล่ว
เธอถามก่อนเลย "เรื่องที่ให้ไปสืบเป็นไงบ้าง?"
ปลายสายตอบ "ผมเพิ่งมาถึงวันนี้ ขอเวลาอีกหน่อยครับ"
โหยวฮุ่ยอวิ๋นกำชับ "เรื่องนี้อย่าให้บุคคลที่สามรู้เด็ดขาด"
ปลายสายรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ "ผมทำงาน พี่โหยววางใจได้"
วางสายรอบนี้ โหยวฮุ่ยอวิ๋นเดินมาหน้ากระจกเงา จ้องมองเงาสะท้อนของตัวเองเงียบๆ สามนาที จากนั้นเธอก็เลิกเสื้อขึ้น มือขวาลูบหน้าท้องแผ่วเบา
***
กลับมาถึงห้องเช่าชั้นสอง จางเซวียนดูเวลา ทุ่มครึ่งแล้ว
เฮ้อ วันนี้วันศุกร์พวกเธอไม่กลับบ้าน ดูท่าจะเหลิงกันแล้วสินะ ถึงขั้นไปนอนหอพัก
คนแก่ขี้เหงาอย่างฉันเสียใจแย่
จางเซวียนบ่นพึมพำ แล้วเดินเข้าห้องหนังสือ เขียนงานต่อ
ผ่านการต่อสู้ดิ้นรนมาวันแล้ววันเล่า จางเซวียนพอใจกับความคืบหน้าในปัจจุบันมาก เผลอแป๊บเดียว นิยาย เฉียนฟู ก็ดำเนินมาถึงช่วงท้ายแล้ว
ตอนนี้เขียนไปได้ 420,000 ตัวอักษร
ยังขาดอีก 30,000 ตัวอักษรก็จะครบ 450,000 ตามที่วางเป้าไว้
จางเซวียนนั่งลง ขัดเกลาโครงเรื่องหลักและโครงเรื่องย่อยส่วนที่เหลืออย่างใจเย็น เก็บฉากจบไว้ในใจจนแม่นยำ
หลับตา รวบรวมสมาธิ บ่มเพาะอารมณ์
20 นาทีผ่านไป แรงบันดาลใจพรั่งพรู จรดปากกา เริ่มเขียน
"ติ๊ด ติ๊ด... ติ๊ด ติ๊ด..."
แต่เขียนไปได้ไม่ถึง 300 ตัวอักษร แม่งเอ๊ย เพจเจอร์ดันดังขึ้นมา
ติ๊ดบ้านป้าแกสิติ๊ด มาขัดจังหวะตอนสำคัญ จางเซวียนหงุดหงิดจนอยากจะปาทิ้ง อยากจะบีบคอคนที่เพจมาหาให้ตายคามือ
แต่นึกขึ้นได้ว่าเบอร์เพจเจอร์ของเขาไม่ค่อยมีคนรู้ จางเซวียนกัดฟันข่มอารมณ์ ยื่นมือไปหยิบมาดู
โฮ่! ที่แท้ก็คุณนี่เอง เถาเกอ!
พอเห็นว่าเป็นขาใหญ่ อารมณ์ของชายวัยกลางคนในร่างเด็กหนุ่มก็เย็นลงทันที
อ่านข้อความจบ จางเซวียนลุกไปที่ห้องรับแขก ใช้โทรศัพท์บ้านโทรกลับ
"ฮัลโหล?"
"เรียกพี่"
จางเซวียน "......"
เถาเกอถาม "ตอนนี้ว่างไหม?"
จางเซวียนงง ตอบไปว่า "ว่างครับ"
เถาเกอสั่ง "ออกมา มาที่ประตูทิศใต้"
หือ? หือ!!!
จางเซวียนตกใจ รีบถาม "คุณมากว่างโจวเหรอ?"
เถาเกอตอบ "ฉันอยู่หน้าประตูจงต้า"
จางเซวียนมองความมืดมิดด้านนอก ถามด้วยความห่วงใย "มาคนเดียวเหรอครับ?"
เถาเกอตอบ "มีอีกคน นายออกมาก่อน"
"อ้อ ได้ครับ เดี๋ยวไป" จางเซวียนวางหูด้วยความงุนงงเต็มหัว