เรื่องราวในอดีต
แม้ว่าซีซีนั้นจะไม่เต็มใจที่จะกลับไป หรือแม้ว่าหยางยี่จะมีใบหน้าที่โศกเศร้าก็ตาม แต่โม่เฟยก็ได้พาเจ้าตัวเล็กกลับไปด้วยอย่างไม่แยแส
“มาม๊า ให้ปาป๊ามาอยู่กับเราเถอะ ปาป๊าทำอาหารอร่อยมากเลยนะ!” ขณะที่โม่เฟยกำลังเดินลงไปชั้นล่าง ซีซีที่อยู่ในอ้อมแขนของเธอก็พูดอย่างอารมณ์ดี
ซึ่งสิ่งนี้ก็ทำให้โม่เฟยนึกถึงทัศนคติของหยางยี่และมันก็ทำให้เธออารมณ์เสีย เธอตบตูดของซีซีพร้อมพูดว่า "ลูกพูดอะไรของลูก แม่ยังเห็นว่าลูกผอมอยู่เลย!"
“และปาป๊าของลูกเขาก็มีชีวิตของตัวเอง เขาไม่อยากมาอยู่กับพวกเราหรอก” โม่เฟยเปลี่ยนเอามือมาลูบหัวของเจ้าตัวเล็กพร้อมกับพูดเบาๆ
เนื่องจากวันนี้โม่เฟยเป็นคนมารับเอง และเพื่อไม่ให้พวกนักข่าวรู้ตัว เธอจึงเอารถส่วนตัวธรรมดาๆมาแทน
ซึ่งหลังจากที่ก้าวขึ้นรถมา โม่เสี่ยวจวนที่กำลังถือโทรศัพท์มือถืออยู่ก็หันศีรษะของเธอมาด้วยใบหน้าที่กังวลและรายงานว่า "พี่สาว เรามีปัญหาแล้วล่ะ!"
“คุณหลิวส่งข้อความตอบกลับมาโดยบอกว่าเขาไม่พอใจอย่างมากกับการที่เราเปลี่ยนแปลงเวลานัดพบกระทันหันแบบนี้” โมเสี่ยวจวนพูดพร้อมกับขมวดคิ้ว
คุณหลิวคนนี้ก็คือศาสตราจารย์หลิวซื่อฟาง เขาคือคนที่มีชื่อเสียงในด้านดนตรีมากที่สุดของเมืองชางไห่ นอกจากนี้ เขายังสร้างผลงานยอดนิยมมากมายในช่วงศตวรรษที่ผ่านมาด้วย และถึงตอนนี้เขาจะแก่แล้ว แต่เขาก็มีบทบาทในวงการบันเทิงอย่างมากในฐานะของนักวิจารณ์ดนตรี
ตอนแรกโม่เฟยนั้นอยากพบกับหลิวซื่อฟางมาก เธออยากฟังเขาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับอัลบั้มคัมแบ็กของเธอ ซึ่งก็แน่นอน ว่างานนี้จัดโดยฝ่ายประชาสัมพันธ์จากบริษัทของเธอเอง และพวกเขาก็ได้ยัดเงินเข้าไปเพื่อให้คุณหลิวกล่าวคำชมเพื่อหวังที่จะเพิ่มยอดขาย!
ซึ่งเมื่อโม่เฟยรู้ เธอก็ไม่อยากไปพบกับคุณหลิว ถึงแม้ว่าเธอจะเป็นผู้หญิงวัยสามสิบต้นๆแล้วก็ตาม ถึงแม้ว่าเธอได้กลายเป็นแม่คนแล้วก็ตาม แต่เธอก็อยากกลับมาอยู่ในวงการด้วยตัวของเธอเอง!
ดังนั้น เธอจึงตั้งใจที่จะไม่ไปพบกับคุณหลิวและเดินทางมารับซีซีแทน
ซึ่งเมื่อได้ยินโม่เสี่ยวจวนพูดแบบนี้ โม่เฟยก็ขมวดคิ้วและพ่นลมหายใจออกมา "ชั่งเขาเถอะ!"
และเมื่อโม่เสี่ยวจวนได้ยินเช่นนั้น เธอก็ถอนหายใจและบิดกุญแจพร้อมกับสตาร์ทรถแล้วจากไป
“หนูชอบกินอาหารของปาป๊า ปาป๊าทำแซนด์วิชให้หนูกินตอนเช้าด้วยนะ และบาบาก็ทำปีกไก่ทอดแสนอร่อยในตอนเที่ยงอีกด้วย!” ซีซีทำหน้าบึ้งและพูดอย่างเศร้าๆต่อว่า “คืนนี้ปาป๊าคงทำอาหารอร่อยๆกินคนเดียวแน่เลย หนูอยากกินอีกจัง... "
ใบหน้าของเจ้าตัวเล็กนั้นดูเศร้าสร้อยเล็กน้อย
“ปาป๊าของหนูทำอาหารได้ที่ไหนกัน จะเป็นไปได้ยังไง!” โม่เฟยส่ายหัวไปมา เพราะเธอรู้ถึงทักษะการทำอาหารของหยางยี่เป็นอย่างดี!
แต่ซีซีก็จริงจังมาก เธอพยายามอย่างเต็มที่ที่จะพูด "อวย" พ่อของเธอต่อ "ปาป๊าสุดยอดมากเลยนะ! ปาป๊าเล่าเรื่องราวของพี่เอลซ่าที่มีพลังพิเศษให้ซีซีฟังด้วย!"
แม้ว่าโม่เฟยจะรู้สึกแปลกใจกับสิ่งที่ซีซีพูด แต่เธอก็ยังดื้อรั้นและเชื่อว่าหยางยี่ไม่มีทางทำแบบนี้ เพราะที่ผ่านมาหยางยี่เป็นพวกหัวโบราณ ซึ่งตอนนี้เธอสนใจความรู้สึกของซีซีที่มีให้หยางยี่มากกว่า
ทำไมซีซีถึงดูมีความสุขที่ได้อยู่กับหยางยี่ขนาดนั้น? นี่ฉันกำลังโดนแย่งความรักจากลูกไปอย่างงั้นหรอ?
ด้วยความคิดแบบนี้ จึงทำให้โม่เฟยรู้สึกอิจฉาหยางยี่ทันที และเธอก็รู้สึกเหมือนกับว่ากำลังจะโดนหมาป่าเดียวดายอย่างหยางยี่แย่งตัวลูกสาวไป
“ปาป๊าของลูกไม่ใช่คนแบบนั้น เขาพูดเรื่องโกหกหรือเปล่า!” โม่เฟยพูดด้วยน้ำเสียงที่แง่งอนนิดหน่อย
เฉพาะต่อหน้าลูกสาวของเธอเท่านั้นที่โม่เฟยจะแสดงด้านที่น่ารักออกมา ใบหน้าของเธอซึ่งแต่เดิมก็สวยอย่างกับนางฟ้าอยู่แล้วก็ได้ทำแก้มพองขึ้นมาอีก น่ารักมาก!
“ไม่ ไม่ ปาป๊าบอกว่าจะไม่โกหกซีซี!” ซีซีไม่พอใจและโต้เถียงเพื่อปกป้องพ่อของเธอ “ปาป๊ายังบอกด้วยว่าครั้งหน้าจะพาซีซีไปนั่งชิงช้าสวรรค์อีก”
ซึ่งเมื่อเธอได้ยินประโยคนี้ โม่เฟยก็ตกตะลึงและก็รู้สึกผิดอย่างมาก
เธอรักซีซี แต่เธอกลับไม่เคยปฏิบัติตัวเป็นแม่ที่ดีเลย เนื่องจากงานของเธอยุ่งมาก ดังนั้นเธอจึงไม่ค่อยมีเวลาไปไหนมาไหนกับซีซี
ซึ่งเมื่อรวมกับตัวตนของเธอแล้ว ก็เป็นเรื่องยากขึ้นไปอีกที่จะพาซีซีไปเล่นในที่สาธารณะเหมือนกับคนทั่วไป
“แม่ขอโทษนะ แม่ไม่แปลกใจเลยที่ลูกชื่นชมพ่อแบบนี้...”โม่เฟยโอบกอดซีซีไว้ในอ้อมแขน พร้อมกับวางคางของเขาลงบนผมของเจ้าตัวเล็ก เธอคิดอย่างรู้สึกผิดว่า “ฉันเลือกเดินทางผิดหรือเปล่านะ?”
แต่ความคิดนี้ก็สลายหายไปทันที เพราะโม่เฟยเป็นคนเข้มแข็งและแน่วแน่ ซึ่งหลังจากที่กลับมา เธอกับซีซีก็ได้ไปทานอาหารเย็นที่ร้านอาหาร แล้วเธอก็พาเจ้าตัวเล็กไปที่สตูดิโอบันทึกเสียงเพื่อทำงานต่อ
ท้องฟ้ามืดสนิท…
“อย่าไปนะ...” กลางดึก โม่เฟยที่ไม่ได้นอนมาเป็นเวลานานก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาจากการหลับไหล เธอรีบลุกขึ้นแล้วตรงไปยังห้องของซีซีทันที และในวินาทีต่อมา เธอก็รู้สึกโล่งใจเมื่อเห็นว่าซีซียังนอนอยู่บนเตียง
ความฝันเมื่อกี้มันแย่มาก
ในฝันนั้น หยางยี่ได้ผลักเธอออกไปพร้อมกับพูดออกมาอย่างโหดเหี้ยม “ถ้าฉันไม่พบกันกับเธอก็คงดีกว่านี้ และฉันก็ไม่อยากเห็นหน้าของเธออีกต่อไป ส่งซีซีมาให้ฉันซะ!”
หลังจากนั้น โม่เฟยก็เหมือนกับถูกความมืดกลืนกิน และเธอก็ไม่ได้เห็นลูกสาวที่น่ารักของเธออีกเลย…
โชคดีเหลือเกินที่มันเป็นเพียงแค่ความฝัน!
แต่อย่างไรก็ตาม ความง่วงของโม่เฟยก็สลายหายไปจนหมด เธอรินไวน์แดงให้ตัวเองและเดินไปที่ระเบียง
จากนั้นก็นั่งและขดตัว
ซึ่งถึงสิ่งที่เห็นข้างหน้าจะเป็นชายฝั่งทะเลในยามราตรีที่สว่างไสวเพราะแสงจันทร์
แต่เธอก็ไม่ได้รู้สึกชื่นชมเลย เธอกำลังคิดถึงเรื่องเมื่อสี่ปีที่แล้ว
ในเวลานั้น โม่เฟยยังคงเป็น "ดาวรุ่ง" ในโลกแห้งการร้องเพลง และหลังจากเปิดตัวมา 6 ปี กับสี่อัลบั้ม เธอก็ถูกผลักดันให้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของวงการเพลง แฟนๆนับไม่ถ้วนต่างพากันดื่มด่ำกับการฟังเพลงที่เย็นชาและหนาวเหน็บจากตัวตนของเธอ
ซึ่งในเวลานั้น หยางยี่ก็เพิ่งออกจากค่ายทหารและเพิ่งมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในกรุงปักกิ่ง
และบางทีนี่ก็อาจจะเป็นโชคชะตาจากพระเจ้าที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ในงานเลี้ยงค็อกเทลที่จัดโดยคนใหญ่คนโต โม่เฟยได้ถูกเจ้านายเจ้าเล่ห์นั้นวางยา ซึ่งหยางยี่ก็เป็นคนขับรถของเจ้านายคนนั้นอยู่พอดี…
และเมื่อเขามองดูเจ้านายที่กำลังจับเรือนร่างของผู้หญิงคนนั้น หยางยี่ที่เต็มไปด้วยความยุติธรรมก็ชกเข้าที่หน้าของเจ้านายเขาทันที และจากนั้นเขาก็ขับรถพาโม่เฟยหนีไป
ซึ่งในเวลานั้น หยางยี่ก็ไม่รู้เลยว่าเขาได้ช่วยซูเปอร์สตาร์ที่ชื่อโม่เฟยเอาไว้ แต่มันก็คงเป็นเรื่องปกติ เพราะหยางยี่ไม่รู้จักดาราคนไหนทั้งนั้น
หากเป็นเพียงฮีโร่ที่ช่วยดาราคนนั้นไว้ได้เฉยๆก็ดี!
จากนั้นไม่นาน เธอก็ตื่นขึ้น และหยางยี่ที่กระหายน้ำก็เปิดขวดน้ำที่อยู่ในรถดื่ม ซึ่งเขาก็ไม่ได้คาดคิดว่าน้ำขวดนี้จะถูกเตรียมไว้ให้สำหรับเธอ โดยมันได้ถูกใส่ยาปลุกเซ็กส์เอาไว้!
เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องบังเอิญ หยางยี่โชคไม่ดีจริงๆ
แต่อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังคงเป็นสุภาพบุรุษอยู่ดี ซึ่งเมื่อเขาสังเกตเห็นว่ามีบางอย่างผิดปกติกับร่างกาย เขาก็จอดรถไว้ที่สวนต้นเมเปิลในเขตชานเมืองและก็ทำการผลักเมอร์ฟีออกไปจากตัวเขาทันที
แต่ในสถานการณ์นั้น โม่เฟยไม่ยอมที่จะจากไป เธอร้องไห้และยืนกรานที่จะอยู่กับหยางยี่
และสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนั้นก็คือ…..
อดีตก็เหมือนลม ต่อให้ผ่านไปหลายปี แต่เดี๋ยวมันก็ต้องวนกลับมา!
“สำหรับครั้งนั้น คุณรู้สึกเสียใจไหมนะ” โม่เฟยเขย่าถ้วยที่ใส่ไวน์แดงเบาๆ เธอไม่รู้ว่าเธอกำลังถามคำถามนี้กับตัวเองหรือถามหยางยี่กันแน่
แต่เธอก็รู้คำตอบของตัวเธอเองดี