บทที่ 7 พี่ทหาร

บทที่ 7 พี่ทหาร
รอยรั่วสองจุดทางฝั่งตะวันออกของสะพานถูกอุดและเสริมความแข็งแรงเรียบร้อยแล้ว กองทหารภายใต้การนำของหลี่เจิ้นหลินและนายทหารจึงย้ายไปสนับสนุนฝั่งตะวันตก
คนที่อยู่ทางนี้หมดแรงจะสู้ต่อชั่วคราว ต่างพากันล้มตัวลงนอนพักทั้งบนสันเขื่อนและตีนเขื่อน
ต้นไม้ด้านนอกเขื่อนแผ่กิ่งก้านให้ร่มเงา หลี่ตงเบียดตัวเข้ากับกระสอบทรายแห้งๆ มือคว้าปลิงตัวยาวที่เลื้อยขึ้นมาบนฝั่งได้ตัวหนึ่ง
หลี่เจี้ยนเหรินคาบไส้กรอกไว้ในปาก "เหวี่ยงแหไปตอนนี้ ก็ไม่มีแรงลากกลับมาหรอก คืนนี้คงอดกับแกล้ม"
"คืนนี้ยังไม่รู้จะเป็นไงเลย" หลี่ตงใช้นิ้วกดหลังปลิง แล้วม้วนมันเล่น ตัวมันยาวตั้งเจ็ดแปดเซนติเมตร ลื่นๆ มันมือดีพิลึก "อาเจ็ด ขืนอาเมาหัวราน้ำตกลงไป คงไม่ได้ขึ้นมาแน่!"
มีคนรับลูก "กลายเป็นผีพรายน้ำ!"
หลี่เจี้ยนเหรินเขมือบไส้กรอกหมดในไม่กี่คำ "ถ้าได้ผีพรายสาวสวยๆ สักสองคน ฉันยอมเว้ย สบายตัวกว่าเยอะ!"
หลี่ตงม้วนปลิงเล่นต่อ "เดี๋ยวอาสะใภ้เจ็ดได้ตบกบาลแยกหรอก"
อาเจ็ดกับอาสะใภ้เจ็ดคู่นี้ตีกันเป็นกิจวัตร ถึงขั้นคว้าพลั่วไล่ตบกันก็มีมาแล้ว
ปลิงในมือหลี่ตงหดสั้นลงจนกลมดิกลายเป็นลูกบอล หลี่ตงหาที่เรียบๆ แล้วตบมันลงไป เด้งดึ๋งสู้มือดีชะมัด
เด็กหนุ่มรุ่นๆ สองคนย่องขึ้นมาบนตลิ่ง ตรงมาหาหลี่ตง ก็คือสองคนเมื่อเช้าที่ทักเขานั่นเอง
คนหนึ่งชื่อ 'หลี่หลิน' หลานชายฝั่งแม่ของป้าสะใภ้ใหญ่ อีกคนชื่อ 'หลี่คุน'
เรียนจบม.ต้นก็เลิกเรียน งานการไม่ทำ วันๆ เอาแต่เที่ยวเตร่
หลี่คุนขยับเข้ามาใกล้ กระซิบถาม "พี่ตง พรุ่งนี้พี่เฉียวซือเลี่ยงจะขนคนไปข่มขวัญคู่แข่งในตัวอำเภอ ให้ค่าหัวคนละสองหยวน เราไปไหม?"
ช่วงปีสองปีมานี้ กระแส 'กู๋หว่าไจ๋' กำลังระบาดหนัก มอมเมาผู้คนไปทั่ว โดยเฉพาะวัยรุ่นที่ชอบเลียนแบบ
หลี่ตงส่ายหน้า "ไม่ไป"
หลี่หลินพูดแทรกขึ้นมายิ้มๆ "ฉันบอกแล้ว สองหยวนมันเสียเกรด! ถ้าไม่ถึงสิบหยวนจ้างพี่ตงไม่ได้หรอก"
หลี่คุนรีบแก้ตัว "ถ้าพี่ตงไป ราคาต้องไม่ใช่สองหยวนแน่ พี่เฉียวซือเลี่ยงคงไม่กล้าจ้างพี่ตงแค่สองหยวนหรอก"
"พวกนายสองคนก็อย่าไป!" หลี่ตงชี้ลงไปที่แม่น้ำ "คิดบ้าอะไรกันอยู่? น้ำท่วมมาถึงหน้าบ้านแล้ว! เพลาๆ เรื่องกู๋หว่าไจ๋ลงหน่อยเถอะ"
หลี่หลินกับหลี่คุนเดินคอตกจากไป
หลี่ตงตบลูกบอลปลิงเล่น กู๋หว่าไจ๋ทำคนเสียคนไปเยอะ วัยรุ่นจำนวนมากหลงระเริงไปกับภาพในหนังจนเดินหลงทาง
......
"ท่านนายกฯ เปลี่ยนเสื้อหน่อยไหมครับ?"
บนเขื่อนเล็ก เจ้าหน้าที่คนหนึ่งแนะนำ "ในรถมีเสื้อแขนสั้นครับ"
หยางเลี่ยเหวินก้มมองเสื้อเชิ้ตสีขาวที่เลอะเทอะ "ไม่ต้อง เดี๋ยวอาจมีสถานการณ์ฉุกเฉินอีก" เขาชี้ไปที่เด็กหนุ่มท่าทางซื่อๆ ใต้ร่มไม้ "ฉันจะไปคุยกับคนนั้นหน่อย"
หยางเลี่ยเหวินปาดโคลนออกจากหน้า แล้วเดินตรงไปหาหลี่ตง
เจ้าหน้าที่คนเดิมหันไปสั่งฝ่ายประชาสัมพันธ์ที่ถือกล้อง "ตามไป ถ่ายมาเยอะๆ"
ฝ่ายประชาสัมพันธ์รู้หน้าที่ รีบตามไปทันที
"น้องชายหลี่ตง"
หยางเลี่ยเหวินสนใจหลี่ตงมาตั้งแต่เมื่อเช้า หลี่ตงเองก็รู้มารยาท รีบลุกขึ้นยืน "สวัสดีครับ นายกฯ หยาง"
"นั่งเถอะ นั่งๆ" หยางเลี่ยเหวินหันหน้าเข้าหาแม่น้ำชิงเจ้า แล้วนั่งลงบนกระสอบทรายก่อน มองไปที่ตัวอักษรบนเสื้อวอร์มของหลี่ตง "เรียนอยู่โรงเรียนมัธยมที่ 1 เหรอ?"
หลี่ตงนั่งลง มือยังตบลูกบอลชีวภาพเล่น พลางตอบ "เพิ่งจบครับ"
หยางเลี่ยเหวินพยักหน้าเบาๆ "สอบเกาเข่าปีนี้เหรอ? ทำได้ไหม?"
หลี่ตงชะงักมือที่ตบลูกบอล นึกในใจว่าเราเป็นพวกเดียวกันแท้ๆ ทำไมต้องมาจี้ใจดำกันด้วย? เลยตอบเลี่ยงๆ ไปว่า "ก็พอถูไถครับ"
หยางเลี่ยเหวินคิดว่าหลี่ตงถ่อมตัว "ติดปริญญาตรีสินะ?"
คนคนนี้คุยไม่เป็นหรือไง? จี้อยู่ได้! หลี่ตงเปลี่ยนเรื่องเนียนๆ "ไม่คุยเรื่องเรียนได้ไหมครับ?"
"ได้ๆ" หยางเลี่ยเหวินไม่อยากถือสาเด็กหนุ่ม ชี้ไปที่ของในมือหลี่ตงด้วยความสงสัย "นั่นอะไรน่ะ? ลูกเด้งเหรอ? ดูไม่เหมือนเลย"
หลี่ตงมองไปทางแม่น้ำชิงเจ้า "ของขึ้นชื่อในแม่น้ำครับ"
หยางเลี่ยเหวินคิดว่าถ้าเป็นของขึ้นชื่อก็น่าสนใจ "ขอดูหน่อยได้ไหม?"
"แน่ใจนะครับ?" หลี่ตงถามย้ำ
หยางเลี่ยเหวินแบมือ หลี่ตงเลยวางลูกบอลปลิงใส่มือท่านนายกฯ
สัมผัสลื่นๆ หยุ่นๆ เต็มฝ่ามือ ทำให้หยางเลี่ยเหวินลองบีบดูสองสามที "ไข่ปลา? หรือสัตว์น้ำอะไรสักอย่าง?"
หลี่ตงเฉลย "ปลิงครับ แบบที่ผมเผาเมื่อเช้านั่นแหละ"
หยางเลี่ยเหวินนึกภาพหนอนตัวพองที่ดูดเลือดบนตัวหลี่ตงขึ้นมาทันที เกือบจะเผลอขว้างทิ้ง แต่เหลือบไปเห็นฝ่ายประชาสัมพันธ์กำลังยกกล้องเล็งอยู่ เลยต้องกัดฟันข่มใจไว้
โครม
จู่ๆ ก็มีเสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับตึกถล่มมาจากฝั่งตรงข้าม
หลี่ตงหันขวับ เผลอหลุดปากสบถ "เชี่ยเอ๊ย!"
ทุกคนบนคันกั้นน้ำลุกพรึ่บขึ้นโดยพร้อมเพรียง
"ตรงไหนถล่ม?"
เสียงตะโกนโหวกเหวกดังมาจากตีนเขื่อน
เสียงแบบนี้มันกระตุกขวัญผวาของคนฟังเกินไป
"อย่าแตกตื่น!" บัญชีหมู่บ้านตะโกนสวนกลับไป "เขื่อนฝั่งหมู่บ้านตระกูลหม่าถล่ม"
ตรงจุดที่เยื้องกับตำแหน่งที่พวกหลี่ตงอยู่ คันกั้นน้ำฝั่งหมู่บ้านตระกูลหม่าพังถล่มลงมาเป็นระยะทางร่วมสิบเมตร ก้อนดินและเศษซากร่วงกราวลงน้ำไม่ขาดสาย
การแช่น้ำระดับสูงเป็นเวลานาน ทำให้คันดินตรงนั้นรับน้ำหนักไม่ไหว
โชคดีที่ไม่มีคนตกลงไป และคันกั้นน้ำช่วงใกล้สะพานค่อนข้างหนา ส่วนที่ถล่มลงไปไม่ถึงครึ่ง ยังมีดินอีกชั้นตั้งตระหง่านอยู่ น้ำเลยยังไม่ทะลักเข้ามาทันที
แต่ด้วยกระแสน้ำที่กัดเซาะ มันอาจจะถล่มซ้ำสองได้ทุกเมื่อ
"รีบอุดรอยรั่วเร็ว!"
หมู่บ้านตระกูลหม่าก็อยู่ในเขตตำบลหนิงซิ่วเหมือนกัน หยางเลี่ยเหวินร้อนใจจนกระโดดพุ่งไปข้างหน้า
หลี่ตงรีบคว้าตัวเขาไว้แน่น ตะโกนเตือน "อย่าเข้าไป! ตกลงไปไม่มีใครงมขึ้นมาได้นะ!"
หยางเลี่ยเหวินร้อนรนจนเส้นเลือดปูดโปนที่ขมับ ตะโกนลั่น "อุดรอยรั่ว! อุดรอยรั่ว! ชีวิตคนทั้งนั้น!"
เสียงฆ้องดังรัวมาจากฝั่งตรงข้าม เสียงถี่กระชั้นเหมือนตอกย้ำลงไปในใจคนฟัง
หลี่ตงก็ร้อนใจ แต่ร้อนใจแค่ไหนก็ปล่อยมือไม่ได้
อย่าเห็นว่าอาเจ็ดชอบตะโกนด่าท้าตีท้าต่อยกับฝั่งนู้น จริงๆ แล้วสองหมู่บ้านแค่อยู่คนละฝั่งสะพาน ไปมาหาสู่แต่งงานดองญาติกันมาหลายปี ตีกันให้ตายก็ตัดกันไม่ขาด
อย่างน้าชายของเขา ก็เป็นคนหมู่บ้านตระกูลหม่า
บ้านพ่อตาแม่ยายของอาเจ็ด ก็อยู่หมู่บ้านตระกูลหม่า
หยางเลี่ยเหวินเริ่มได้สติ มองซ้ายมองขวาแล้วตะโกน "ต้องจัดทีมกู้ภัย!"
ทุกคนสีหน้าหมองลง น้ำเชี่ยวขนาดนี้ จะข้ามไปยังไง?
"มีเรือไหม?" หยางเลี่ยเหวินถาม
หลี่ตงตอบ "เรือในหมู่บ้านลำเล็ก ข้ามไม่ไหวหรอกครับ ต้องใช้เรือยางท้องแบนติดเครื่องยนต์"
หลี่เจี้ยนเหรินสบถคำหยาบนำมาก่อน แล้วพูดว่า "ถ้าไม่มีเรือใหญ่ ลงน้ำไปก็เอาชีวิตไปทิ้งเปล่าๆ!"
หยางเลี่ยเหวินหันไปถามเจ้าหน้าที่ด้านหลัง "มีเรือท้องแบนไหม?"
เจ้าหน้าที่ส่ายหน้าเงียบกริบ
คนฝั่งตรงข้ามเริ่มลงมือกันแล้ว กระสอบทรายถูกโยนลงไปในช่องที่ขาดทีละใบ
หลี่ตงตะโกน "กรง! หากรงตาข่ายมัดรวมกัน!"
คนอื่นก็ช่วยกันตะโกน ไม่รู้ว่าฝั่งนู้นจะได้ยินไหม เห็นแต่วิ่งวุ่นขนของมาอุดรอยรั่วกันจ้าละหวั่น
หยางเลี่ยเหวินรู้สึกไร้หนทางอย่างที่สุด ได้แต่ทึ้งผมตัวเองด้วยความเสียใจ ทำไมถึงไม่ให้ความสำคัญ? ทำไมถึงไม่เตรียมพร้อมให้ดีกว่านี้?
หลี่ตงเหมือนจะเห็นลูกพี่ลูกน้องบ้านน้าชาย ได้แต่ยืนมองทำอะไรไม่ได้
หลี่เจี้ยนเหรินทนไม่ไหว ถอดเสื้อโยนทิ้งโชว์ท่อนบน
หลี่ตงตกใจ ตะโกนห้าม "อาเจ็ด อย่าบ้า! นึกถึงหน้าลูกเมียไว้!"
หลี่เจี้ยนเหรินไม่ได้คิดจะโดดน้ำ เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วตะโกนสุดเสียง "คนบ้านตระกูลหม่า! ยันไว้! ยันไว้ให้ได้เว้ย!"
คนอื่นๆ ก็ตะโกนตามทันที "คนบ้านตระกูลหม่า ยันไว้!"
"หมู่บ้านตระกูลหม่า อย่าปอดแหก!"
"พี่น้องเอ้ย สู้โว้ย!"
เสียงเชียร์ดังกระหึ่มจากฝั่งนี้ นอกจากส่งเสียงแล้ว ในเวลาสั้นๆ แบบนี้ก็ทำอะไรไม่ได้อีก
ดินที่ปากรอยรั่วฝั่งเหนือยังคงร่วงลงมา หมู่บ้านตระกูลหม่าเข้าสู่ช่วงความเป็นความตาย
ทันใดนั้น กลุ่มคนในชุดสีเขียวมะกอกสวมเสื้อชูชีพสีส้มก็วิ่งกรูขึ้นไปบนคันกั้นน้ำฝั่งนู้น พวกเขาผูกเชือกที่เอว อุ้มกระสอบทราย แล้วกระโดดลงไปในน้ำอย่างไม่ลังเล หลังวางกระสอบทรายเสร็จ ก็คล้องแขนยืนเกาะกลุ่มกันแน่น หันหน้าปะทะกับกระแสน้ำอันเชี่ยวกราก สร้างเป็นเขื่อนมนุษย์!
กระแสน้ำขุ่นคลั่กซัดสาดเข้ามา ปะทะเข้ากับกำแพงเลือดเนื้อ!
พวกเขาปักหลักแน่นประดุจกำแพงเหล็กที่สร้างจากเลือดและเนื้อ!
แรงปะทะของน้ำลดลง ดินที่ตลิ่งเริ่มหยุดร่วง กระสอบทรายถูกโยนลงไปทีละใบ สถานการณ์เริ่มทรงตัว
มองดูใบหน้าอ่อนเยาว์เหล่านั้น มองดูไหล่ที่แบกความหวังเอาไว้ คนฝั่งใต้ต่างเงียบกริบ ตะลึงงัน และตื้นตันใจ
แม้ว่าคนที่พวกเขาปกป้องในตอนนี้จะไม่ใช่หมู่บ้านตระกูลหลี่ก็ตาม!
ขอบตาหลี่ตงร้อนผ่าว นี่แหละคือกำแพงเมืองจีนที่แท้จริงของสาธารณรัฐ!
เหมือนมีบางอย่างชะล้างจิตใจของหลี่ตง เขาจะไม่มีวันลืมภาพนี้ไปตลอดชีวิต!
"พี่ทหาร! สุดยอดไปเลย!" หลี่ตงรวบรวมแรงทั้งหมดที่มีตะโกนออกไป "พี่ทหาร! สู้ๆ!"
คนอื่นรีบตะโกนตาม "กองทัพปลดแอกคือวีรบุรุษ!"
"พี่ๆ ทหาร ลำบากกันแล้ว!"
ไม่มีเสียงตอบรับ และไม่ต้องการเสียงตอบรับ พวกเขายืนหยัดเงียบงันดั่งกำแพงหิน
เมื่อดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงทางทิศตะวันตก รอยรั่วฝั่งเหนือก็ถูกอุดสำเร็จ เหล่าพี่ทหารจากไปอย่างเงียบๆ ทิ้งไว้เพียงแนวเขื่อนที่ปกป้องความปลอดภัยของชาวบ้าน
ระดับน้ำเริ่มลดลง ในที่สุดเมื่อเวลาประมาณหกโมงครึ่งตอนเย็น สะพานใหม่ที่เชื่อมระหว่างหมู่บ้านตระกูลหลี่และตระกูลหม่าก็โผล่พ้นน้ำ เผยให้เห็นราวสะพานหินที่ล้มระเนระนาดและขยะเกลื่อนกลาด
มีโทรศัพท์แจ้งมาจากเบื้องบนว่า ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำหลักหลายแห่งกำลังจะลดลงต่ำกว่าระดับวิกฤต ขอแค่ฝนไม่ตกลงมาซ้ำอีก น้ำก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว
กองทหารยังไม่ถอนกำลัง จะประจำการต่ออีกระยะ ดูตามสถานการณ์น้ำ
เดิมทีหมู่บ้านจะให้ทหารพักตามบ้านชาวบ้าน เริ่มเคลียร์บ้านกันแล้ว แต่ทางกองทัพปฏิเสธเสียงแข็ง หมู่บ้านเลยต้องเปิดโรงเรียนประถมที่ปิดเทอมฤดูร้อนให้เป็นที่พักชั่วคราว
กองทัพแบ่งกำลังส่วนหนึ่งเฝ้ายามร่วมกับชาวบ้าน ส่วนที่เหลือทยอยกลับไปพักที่โรงเรียน เพื่อออมแรงไว้รับมือเหตุฉุกเฉิน
หลี่ตงนำทางทหารกลุ่มหนึ่งมาส่งที่โรงเรียน
โรงเรียนประถมตระกูลหลี่สร้างมานานมาก พื้นที่กว้างขวาง มีต้นไม้ใหญ่ขนาดคนโอบไม่รอบอยู่หลายสิบต้น
แต่อาคารเรียนก็เหมือนกับโรงเรียนชนบทส่วนใหญ่ในยุคนี้ คือค่อนข้างทรุดโทรม
ว่ากันตามตรง สมัยหลี่ตงเรียนประถม มันก็เป็นอาคารอันตรายอยู่แล้ว
ข่าวแก้น้ำท่วมสำเร็จแพร่กระจายออกไป ชาวบ้านร้านตลาดในละแวกใกล้เคียงต่างพากันมาส่งข้าวส่งน้ำ หลี่เหวินเยว่สุขภาพไม่ดี เลยถูกมอบหมายให้ช่วยบัญชีหมู่บ้านทำบัญชีและสถิติ
น้ำใจจากต่างหมู่บ้าน หลังน้ำลดต้องไปขอบคุณถึงที่ มีโอกาสต้องตอบแทน
หลี่ตงเดินมาถึงหน้าห้องพักครู หลี่เหวินเยว่กำลังยุ่งกับการจดบันทึก ตรงหน้ามีชายวัยกลางคนหน้าตาซื่อๆ ยืนอยู่
"เหวินเยว่ จดแยกนะ!" ชายคนนั้นย้ำ "พวกเนื้อสัตว์แยกให้หมด! หูหมู, กระเพาะ, ขาหมู, ตับ, เครื่องใน ราคาไม่เท่ากัน เดี๋ยวฉันต้องไปคิดเงินกับกองอำนวยการหมู่บ้าน ห้ามจดตกหล่นนะ!"
ได้ยินแบบนี้ หลี่ตงก็นึกออก คนนี้คือเพื่อนบ้านของหลี่เหวินเยว่ คนดังของหมู่บ้านตระกูลหลี่ เถ้าแก่ร้านเนื้อ 'เฉิงลี่เฟิง'
บ้านแกขายพะโล้เครื่องในมาตั้งแต่รุ่นก่อน มีชื่อเสียงพอตัว
หลี่เหวินเยว่รับคำ "จดไว้หมดแล้วครับ ไม่ผิดแน่"
เฉิงลี่เฟิงยังไม่วางใจ ตรวจทานด้วยตัวเองอีกรอบ ถึงยอมกลับไป
พอปลอดคน หลี่ตงก็ถาม "เขาเอาเนื้อมาส่งเหรอ?"
"อื้ม" หลี่เหวินเยว่เก็บสมุดบัญชี "ปู่สามสั่งให้เตรียมไว้น่ะ ทหารมาช่วยเรา เราก็ต้องเลี้ยงดูเขาให้อิ่มหนำ"
จู่ๆ เขาก็พูดขึ้นว่า "หลี่ตง นายช่วยอัดเฉิงลี่เฟิงสักทีได้ไหม?"
"ทำไม?" หลี่ตงแปลกใจ ปกติหลี่เหวินเยว่ไม่ใช่คนชอบใช้ความรุนแรง
หลี่เหวินเยว่มองไปที่หน้าโรงเรียน "ตั้งแต่มาส่งข้าวเมื่อเที่ยง เฉิงลี่เฟิงก็พูดแต่เรื่องเงิน หมู่บ้านเราเจอภัยพิบัติขนาดนี้ ใครบ้างไม่ออกแรงช่วย? มีแต่แกนี่แหละหน้าเงิน!"
หลี่ตงช่วยเขายกโต๊ะเข้าห้องพักครู "เรื่องแบบนี้อยู่ที่จิตสำนึก บังคับกันไม่ได้หรอก"
หลี่เหวินเยว่บ่นต่อ "ตั้งแต่ปีก่อนที่เฉิงลี่เฟิงเริ่มส่งของขวัญวันไหว้พระจันทร์กับของไหว้เจ้าให้โรงงานตำบลกับหน่วยงานอำเภอ แกก็เห็นแก่เงินจนหน้ามืดตามัวไปแล้ว"
หลี่ตงไม่ได้ตอบรับ คนที่หน้ามืดตามัวเพราะเงินมีแค่คนเดียวซะที่ไหน? เขาลากแขนหลี่เหวินเยว่ "ไป ไปกินข้าวกัน"

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 7 พี่ทหาร

ตอนถัดไป