บทที่ 8 งมขึ้นมาได้ถ้วยน้ำจิ้ม

บทที่ 8 งมขึ้นมาได้ถ้วยน้ำจิ้ม
คืนนั้น หลี่ตงสะดุ้งตื่นหลายครั้ง แต่โชคดีที่เสียงฆ้องฉุกเฉินมรณะไม่ได้ดังขึ้นอีก
ในใจมีเรื่องให้คิด ยังไม่ทันตีห้า หลี่ตงก็ลุกขึ้นมาต่อยกระสอบทรายปึงปังอยู่ในลานบ้านหลังเก่า
เขาไม่ได้มีวิชาอะไร อาศัยมวยวัดล้วนๆ ถือซะว่าออกกำลังกาย
ต่อยกระสอบทรายสักพัก ล้างหน้าแปรงฟันลวกๆ แล้วหาเก้าอี้พับมานั่งขบคิด
ตั้งแต่ย้อนเวลากลับมาปี 98 เมื่อคืนก่อน ก็มัวแต่ยุ่งกับการกู้ภัย จนไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่น
โดยเฉพาะเรื่องอนาคต
ในชาติที่แล้ว หลังปี 98 เป็นต้นมา ชีวิตของหลี่ตงเหลวแหลกไร้จุดหมาย
เคยเป็นจิ๊กโก๋ครองถนน ติดเกมออนไลน์ หาเงินได้แค่พอประทังชีวิต ต้องให้แม่กับพี่ชายคอยช่วยเหลืออยู่เนืองๆ กว่าจะคิดได้ก็ปาเข้าไปหลังปี 2010 นู่น
จะเดินซ้ำรอยเดิมไม่ได้ ต้องรวย!
ความสุขมีมาตรวัดได้หลายแบบ แต่ความร่ำรวยคือรากฐาน
แต่ช่วงปีสองปีนี้จะมีโอกาสอะไรบ้าง หลี่ตงยังมึนตึ้บ
ที่จำได้แม่นจริงๆ ก็มีแค่เรื่องต้าเสวียเฉิง
จะทำอะไร ต้องลงพื้นที่สำรวจดูก่อน
ไม่มีการสำรวจ ก็ไม่มีสิทธิ์ออกเสียง
แล้วก็เรื่องเงิน
สังคมนี้มันสมจริงจะตาย
ที่บ้านคงพึ่งไม่ได้ หลี่ตงไม่ต้องถามก็รู้สถานะการเงินที่บ้านดี
วันนี้วันที่ 12 กรกฎาคม เพิ่งจ่ายภาษีข้าวเปลือกไปไม่นาน ผลไม้ในสวนก็ยังไม่ถึงหน้าเก็บเกี่ยว ที่บ้านมีเงินไม่ถึง 500 หยวนด้วยซ้ำ
สวนผลไม้กว่ายี่สิบหมู่ไม่ได้ปลูกข้าว ภาษีข้าวเปลือกก็ต้องไปยืมเขามาจ่ายก่อน รอขายผลไม้ได้ค่อยเอาเงินไปใช้คืน
ภาษีข้าวเปลือกค้างจ่ายไม่ได้ ไม่งั้นเรื่องใหญ่
แม่ลำบากมาทั้งชีวิต จะเพิ่มภาระให้แกอีกไม่ได้ เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวอายุสิบแปดแล้ว เรื่องที่ควรแบกรับก็ต้องแบกเอง
ทางบ้านลุงใหญ่ ช่วยเหลือมานับครั้งไม่ถ้วน ไม่รู้จะตอบแทนยังไงหมด
ต่อให้เป็นญาติสนิท ก็จะคิดว่าเป็นของตายไม่ได้
อนาคตยังไงก็ต้องพึ่งตัวเอง ต้องบุกเบิก ต้องพยายาม ต้องสู้
คนตัวเล็กๆ สู้แล้วอาจไม่สำเร็จ แต่ถ้าไม่สู้เลยก็ไม่มีแม้แต่หวัง
ความเป็นจริงมันฟ้องอยู่ตรงหน้า เราจน คนรอบข้างก็จน ใครจะช่วยใครได้?
ในชนบท มีคนมากมายที่แค่ดิ้นรนให้มีชีวิตรอดไปวันๆ ก็เหนื่อยสายตัวแทบขาดแล้ว
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องเลี้ยงตัวเองให้รอด หาเงินตั้งตัวก้อนแรกให้ได้
นี่คือเป้าหมายที่จับต้องได้ที่สุดในตอนนี้
สรุปง่ายๆ เงินคือพื้นฐาน! ในหัวหลี่ตงตอนนี้มีแต่เรื่องหาเงิน
ดังนั้น เป้าหมายระยะสั้นคือหาเงินให้พอยืนด้วยลำแข้งตัวเอง และหาทุนตั้งต้นสำหรับไปลุยที่ต้าเสวียเฉิง
ค่อยเป็นค่อยไปทีละก้าว
เขาล็อคบ้านแล้วไปกินข้าวเช้าที่สวนผลไม้ ระหว่างทางแวะดูคันกั้นน้ำ ผ่านไปคืนเดียว ระดับน้ำลดลงจากจุดสูงสุดกว่าสองเมตร เกือบจะเสมอกับถนนนอกคันกั้นน้ำแล้ว
น้ำท่วมรอบนี้กำลังจะจบลง ขอแค่ต้นน้ำไม่มีฝนถล่มลงมาอีก ก็คงไม่มีปัญหา
ข้าวเช้าเป็นบะหมี่น้ำใส เส้นบะหมี่ต้มน้ำเปล่า ปรุงรสด้วยซีอิ๊ว จิ๊กโฉ่ และน้ำมันงา โรยผักชีสับเป็นเครื่องเคียง ง่ายและสะดวก
ตอนหลี่ตงกินบะหมี่ หูชุนหลานก็เริ่มบ่นตามกิจวัตรอยู่ข้างๆ "เมื่อเช้าแม่เข้าไปแลกเส้นบะหมี่ในหมู่บ้าน ได้ยินว่าทหารจะกลับบ่ายนี้ เขามาช่วยเราตั้งเยอะ ผลไม้ที่สวน กับบวบ แตงกวาที่ปลูกไว้ก็ยังไม่สุก ไม่มีของจะให้เขาเลย หลี่ตงลูกไปขอยืมแหอาเจ็ด ลองดูซิว่าจะจับปลาตัวใหญ่ๆ มาฝากกองทัพได้ไหม"
"ครับ กินเสร็จเดี๋ยวไป" หลี่ตงกวาดตามองไปทางทิศตะวันออกของหอเก็บอัฐิ ตรงนั้นมีฟางข้าวที่เหลือจากหน้าเกี่ยวข้าวเมื่อเดือนก่อนกองอยู่ แปลงผักชั่วคราวข้างๆ มีบวบกับแตงกวาเพิ่งจะเลื้อยขึ้นร้าน
ที่บ้านไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันจริงๆ
จะให้เอาฟางข้าวไปให้ กองทัพก็ไม่ใช่โรงงานกระดาษซะหน่อย
น้ำมาเยอะขนาดนี้ ปลาในอ่างเก็บน้ำไม่รู้หลุดลงมาเท่าไหร่
พอกินข้าวเสร็จ หลี่ตงกลับเข้าหมู่บ้าน ไปขอยืมแหที่บ้านอาเจ็ด พอเปิดประตูเข้าไปก็แทบผงะ
อาเจ็ดเท้าสะเอวถือพลั่ว อาสะใภ้เจ็ดถือง่ามแทงปลา สองผัวเมียกำลังยืนประจันหน้ากันกลางลานบ้าน
ที่หน้าประตูห้องโถง เด็กชายอายุแปดเก้าขวบนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ โยนถั่วลิสงเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ดูละครฉากใหญ่อย่างออกรส
"เป็นไรกันอีกเนี่ย?" หลี่ตงปวดหัวจี๊ด "มีเรื่องอะไรกันอีกครับ?"
ถึงจะรู้ว่าเป็นศึกประจำวันของผัวเมียคู่นี้ แต่ง่ามแทงปลาคมกริบนั่นมันน่ากลัวจริงๆ
อาสะใภ้เจ็ดตัวเล็กแต่ผอมเกร็ง เก็บง่ามแทงปลาปักลงพื้น "หลี่ตง มาพอดี" ชี้หน้าอาเจ็ดแล้วแทบจะกระโดดเหยงๆ "แกช่วยดูหน่อย กินเหล้าแต่เช้า วันนี้ทั้งวันจะมีสติสตังไหม?"
หลี่เจี้ยนเหรินยืดคอเถียง "ไม่กินหน่อยจะเอาแรงที่ไหนไปทำงาน? บอกว่าแกมันใจแคบแกก็ไม่ยอมรับ!"
หลี่ตงเพิ่งสังเกตเห็นขวดเหล้าทรงน้ำเต้าแตกกระจายอยู่หน้าประตูครัวฝั่งตะวันตก ข้างๆ มีกล่องเหล้าสีน้ำตาลวางอยู่ จากมุมที่เขายืน เห็นกลอนเด็ดบนกล่องพอดี
"ค่ำคืนผันผ่าน ลมพัดฝนกระหน่ำ แม้หลับใหลยาวนาน ฤทธิ์สุรายังมิจาง..."
เหล้าชิงเจ้า
"อาเจ็ด เมื่อวานบอกจะไปจับปลาไม่ใช่เหรอ?" หลี่ตงไม่คิดจะห้ามทัพ สองคนนี้ตีกันทุกวัน ห้ามไปก็ป่วยการ "ไปครับ เอาแหไปสองปาก ไปด้วยกัน!"
แล้วหันไปบอกเด็กชาย "ติงจื่อ ไปโอ๋แม่แกหน่อย! เดี๋ยวจับปลามาให้กิน!"
"ไม่หนุกเลย!" ติงจื่อเคี้ยวถั่วลิสงเดินเข้าบ้าน "ไม่ตีกันซะงั้น..."
หลี่เจี้ยนเหรินทิ้งพลั่ว เรียกหลี่ตงไปหยิบแหสองปากกับถุงใส่น้ำทำเอง แล้วมุ่งหน้าไปทางคันกั้นน้ำฝั่งเหนือ
ทั้งสองเลือกจุดที่เกือบจะพังเมื่อคืนก่อน
พอขึ้นไปบนเขื่อนสามเหลี่ยม หลี่เจี้ยนเหรินผู้ช่ำชองการหาปลาล่ากระต่าย ชี้ไปที่จุดน้ำนิ่งทางทิศเหนือ "ตรงนั้นน้ำไหลช้า มีปลาชัวร์! เหวี่ยงแล้วไม่ติดก็ไม่เป็นไร รอแป๊บแล้วค่อยลงใหม่ ฉันจะไปทางเหนือ แกอยู่ตรงนี้"
หลี่ตงก้มดู ระดับน้ำลดลงอย่างเห็นได้ชัด กระสอบทรายจำนวนมหาศาลทางทิศเหนือกองเป็นเนินลาด มองไม่เห็นกรงตาข่ายเหล็กข้างในแล้ว
บนฝั่งโล่งเตียน ไฟสปอร์ตไลท์กับสายไฟอาเถี่ยน่าจะเก็บกลับไปแล้ว เหลือแต่ไม้ไผ่ยาวสองลำ
ในจุดน้ำนิ่งมีผักตบชวาลอยอยู่เพียบ พอหลี่เจี้ยนเหรินเดินไปทางเหนือ หลี่ตงก็หยิบไม้ไผ่มาเขี่ยผักตบออก พอไม้ไผ่แตะน้ำ ก็มีตัวอะไรสักอย่างกระโดด ตูม ขึ้นเหนือน้ำ ดูแล้วไม่ปลาหลีฮื้อก็ปลาเฉา ตัวใหญ่ใช้ได้เลย
สงสัยบนผักตบจะมีปลิงเยอะ หลี่ตงดึงไม้ไผ่กลับมา มีปลิงตัวเท่านิ้วก้อยติดมาสองตัว
หลี่ตงใช้รองเท้าผ้าพื้นทำมือเหยียบมันรูดลงมา เตะไปตากแดดเปรี้ยง
เขาว่ากันว่าสมัยก่อนตอนข้าวยากหมากแพง คนในหมู่บ้านเอาไอ้นี่ไปตากแห้งทำกินแทนข้าว
ลำบากกว่าพวกที่จนต้องกินปูขนเยอะเลย
หลี่ตงจัดระเบียบแห รออย่างใจเย็น พอเพิ่งเขี่ยผักตบไป อาจจะทำปลาตื่น
น้ำขุ่นมาก มองไม่เห็นข้างล่าง รอสักเจ็ดแปดนาที หลี่ตงก็ลุกขึ้น เหวี่ยงแหออกไป
ถึงจะตามอาเจ็ดไปทอดแหแทงปลาตั้งแต่อายุสิบสองสิบสาม แต่พอย้อนกลับมาก็ยังไม่ได้จับเลย แหนี้เลยบานไม่สุด แต่ความแม่นยังใช้ได้ แหตกลงไปในจุดน้ำนิ่ง
พอตะกั่วถ่วงแหจมถึงพื้น หลี่ตงจับเชือกที่ผูกข้อมือ ค่อยๆ สาวแหกลับมา พอเชือกตึง ความรู้สึกที่ส่งผ่านมือบอกเขาว่า มีของ!
แหถูกลากขึ้นฝั่งทีละฟุต จังหวะที่พ้นน้ำ คิ้วหลี่ตงกระตุก ในบรรดาตะกั่วถ่วงแหนั้น มีปลาติดมาด้วย!
หลี่ตงรวบแหขึ้นฝั่ง แกะปลาออก ทิ้งหินและขยะที่ติดมา แล้วค่อยจับปลา
ตัวใหญ่สุดเป็นปลาเฉา กะด้วยมือน่าจะหนักสองจินกว่า มีปลากะย่าสีเหลืองสองตัว ที่หลังมีเงี่ยงแหลมสามอัน ตำทีปวดร้าวไปถึงทรวง
แล้วก็มีปลิงอีกหลายตัว
หลี่ตงจับปลาใส่ถุงน้ำ ปลิงโยนขึ้นตลิ่งรับแสงอาทิตย์ โยนถุงน้ำสองใบลงน้ำทางทิศใต้ของเขื่อน เอาเชือกผูกไว้กับต้นไม้นอกเขื่อน
จัดแหให้เรียบร้อย นั่งลงบนเขื่อน รอเวลาอีกครั้ง
ทหารลาดตระเวนสองนายเดินผ่านมา เห็นหลี่ตงทอดแห ก็หยุดดูด้วยความสนใจ
คนหนึ่งผิวคล้ำ ใช้เท้าเขี่ยปลิงที่นอนตากแดด แล้วนั่งยองๆ หยิบขึ้นมาดู
หลี่ตงยิ้มทักทาย "สวัสดีครับพี่ทหาร"
คำเรียกที่แปลกหูนี้ทำให้พี่ทหารทั้งสองยิ้มแก้มปริ ตอบกลับอย่างสุภาพ "สวัสดีครับ"
คนผิวคล้ำพูดสำเนียงใต้ ถามหลี่ตง "ตากแห้งไปทำยาเหรอ?"
"ทำยา?" หลี่ตงไม่เคยคิดเรื่องนี้ "ทำยาได้ด้วยเหรอครับ?"
พี่ทหารคนเดิมบอก "ได้สิ แถวค่ายพักพวกพี่มีตลาดสมุนไพร พี่เคยเห็นวางขายอยู่"
หลี่ตงคิดตามแล้วถาม "เขารับซื้อเหรอครับ?"
"ไม่แน่ใจแฮะ" พี่ทหารยิ้ม "ไม่เคยถามเหมือนกัน"
หลี่ตงพอจะเดาทางได้ "ขอถามได้ไหมครับว่าค่ายพักพวกพี่อยู่ที่ไหน?"
พี่ทหารตอบ "แถวตลาดตะวันตก ในเมืองเฉวียนหนานน่ะ"
หลี่ตงรู้จักที่นั่น ตลาดค้าส่งสินค้าเบ็ดเตล็ดที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเฉวียนหนาน ขนาดในปี 2019 ยังถือว่าเป็นเบอร์หนึ่งในละแวกนี้
"ขอบคุณครับ" หลี่ตงกล่าวขอบคุณ
"ไม่เป็นไร" พี่ทหารทั้งสองเดินลาดตระเวนต่อ
หลี่ตงลงแหอีกครั้ง รอบที่สองเบี้ยวไปหน่อย ลงไปในจุดน้ำเชี่ยว แต่เขารีบดึงกลับมาได้ทัน
อาเจ็ดประสบการณ์สูงจริงๆ ตรงนี้เป็นรังปลาชัดๆ แหนี้ได้ปลาดุกตัวใหญ่ขึ้นมา
ต่างจากอนาคตที่ราคาตก ตอนนี้ปลาดุกนา เป็นปลาเนื้อหอม เนื้อเยอะ มันเยอะ ไม่มีก้างฝอย
เพราะคำพูดของพี่ทหาร หลี่ตงเลยเอาปลิงที่จับได้ไปตากแดดทั้งหมด
พอดวงอาทิตย์สูงขึ้น คนที่มีแหและมีเวลาว่างก็เริ่มทยอยกันออกมาที่แม่น้ำ ตั้งแต่ฝั่งตะวันออกของประตูน้ำ มาจนถึงฝั่งหลี่ตง มีคนมาทอดแหเจ็ดแปดคน
น้ำเยอะปลาเยอะ หลี่ตงได้ปลาเป็นกอบเป็นกำ เกือบเที่ยงได้มาราวๆ สิบกว่าจิน
นี่เป็นเพราะช่วงเวลาพิเศษ ถ้าเป็นเวลาปกติ โชคดีแบบนี้หายาก
ก่อนกลับ หลี่ตงหว่านแหครั้งสุดท้าย แหนี้เบี้ยวอีกแล้ว ตกลงไปในกระแสน้ำเชี่ยว
แม้ระดับน้ำจะลดลงมาก แต่กระแสน้ำยังแรงอยู่
แหถูกน้ำพัดเป๋ หลี่ตงเกร็งข้อมือออกแรงดึงเชือกลากกลับมา
พอลากแหขึ้นฝั่ง ในแหไม่มีปลา แต่มีจานใบเล็กขนาดเท่าลูกแอปเปิ้ลติดมาด้วย หลี่ตงปาดโคลนออก ลวดลายดูโบราณ เนื้อกระเบื้องสีขาว ก้นจานมีลายดอกไม้
พลิกดูด้านล่าง ก้นจานมีตราประทับ ตัวอักษรจีนตัวเต็มสี่ตัว เด็กหลังห้องอย่างหลี่ตงอ่านออกแค่ตัวแรกคือคำว่า 'หวัง' (王)
เอาน่า ตัวนี้เขียนเหมือนกันทั้งตัวย่อตัวเต็ม
"ของเก่า?" คนจนความทะเยอทะยานสั้น หลี่ตงอดเพ้อฝันไม่ได้
อาเจ็ดลากแหเดินเข้ามา "อะไรวะนั่น?"
หลี่ตงชูให้ดู "ทอดแหได้ถ้วยใบหนึ่ง"
อาเจ็ดรับไปดูละเอียด แล้วโยนคืนให้หลี่ตง "ถ้วยน้ำจิ้มแบบนี้ สมัยก่อนแถวบ้านเรามีเพียบ ตอนเด็กๆ ฉันก็เคยใช้ หลังๆ ทุบทิ้งกันหมด ปู่รองแกเก็บไว้ใบหนึ่ง สองปีก่อนขายให้คนรับซื้อของเก่าที่มาจากซุ่นซาน เห็นว่าขายได้ 50 หยวน"
หลี่ตงที่จนกรอบไม่มีเงินสักแดง "50 หยวน?"
อาเจ็ดพูดต่อ "พวกรับซื้อไปหลอกคนต่อน่ะสิ! ตลาดพระเครื่องซุ่นซานมีแต่ขยะ ฉันเคยไปสองสามครั้ง พวกคนวางแผงชอบรับซื้อของเก่าราคาถูกไปหลอกขายแพงๆ กินเงินคนอื่น"
ช่วงไม่กี่ปีมานี้ มีคนลงพื้นที่ชนบทมารับซื้อของเก่าเยอะมาก
หลี่ตงรู้จักตลาดพระเครื่องซุ่นซาน ต่างจากตลาดตะวันตก ที่นั่นเป็นตลาดขายดอกไม้ นก หนังสือเก่า ของโบราณ และหินแปลก
บางทีอาจจะลองเอาไปให้เขาดู? อย่าว่าแต่ 50 เลย 10 หยวนสำหรับเขาตอนนี้ก็ถือว่าเยอะแล้ว
อีกอย่าง เผื่อมันจะมีราคาจริงๆ ล่ะ?
หลี่ตงต้องยืมแหต่อ เลยยกปลากะย่าให้อาเจ็ดไปทั้งหมด ให้เอาไปต้มซุปให้ติงจื่อ
ปลาชนิดนี้เนื้อหวาน อร่อยกว่าปลาช่อนเสียอีก
ปลิงยังคงตากแดดอยู่บนฝั่ง ไม่มีใครเก็บของที่ไก่ยังเมินแบบนี้หรอก
ส่วนปลาที่เหลือ เขาเอาไปพักไว้ในกะละมังที่สวนผลไม้ เก็บไว้กินเองตัวหนึ่ง อีกตัวพอกินข้าวเสร็จก็เอาไปให้บ้านลุงใหญ่
ไปส่งปลาที่บ้านลุงใหญ่ ได้ความว่ากองทัพกำลังจะเคลื่อนย้ายพล หลี่ตงเลยวิ่งกลับไปที่สวนผลไม้ จับปลาใส่ถุงแล้วกลับมา ชาวบ้านตระกูลหลี่มายืนส่งกันเองที่สองฝั่งถนนหน้าโรงเรียน ในมือถือหมั่นโถว ไข่ไก่ ผลไม้ ผักสด ฯลฯ
กองทัพปฏิเสธทั้งหมด แม้แต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและน้ำดื่มที่หมู่บ้านให้ก็ไม่รับ
รถบรรทุกเจี่ยฟ่างแล่นมุ่งหน้าลงใต้ไปทีละคัน
มองดูพี่ทหารในเครื่องแบบเต็มยศ นึกถึงความกล้าหาญตอนอุดรอยรั่วเมื่อวาน หลี่คุนที่ยืนอยู่ข้างหลี่ตง ร้องไห้อ้อนวอนพ่อเขา "พ่อ ผมอยากเป็นทหาร!"
สำหรับวัยรุ่นที่ถูกแก๊งกู๋หว่าไจ๋ครอบงำ การเป็นทหารคือทางออกที่ดีจริงๆ
รถบรรทุกเจี่ยฟ่างคันสุดท้ายแล่นผ่าน หลี่ตงฉวยโอกาส โยนถุงใส่ปลาขึ้นไปบนรถได้สำเร็จ

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 8 งมขึ้นมาได้ถ้วยน้ำจิ้ม

ตอนถัดไป