บทที่ 9 เงินสิบสามหยวน

บทที่ 9 เงินสิบสามหยวน
หลังจากส่งพี่ทหารกลับไปแล้ว หลี่ตงก็กลับไปที่สวนผลไม้เพื่อหยิบแห แล้วให้หูชุนหลานช่วยดูถ้วยใบนั้นอีกที
หูชุนหลานเพ่งมองอยู่ครู่หนึ่ง "เมื่อก่อนถ้วยใส่น้ำส้มสายชูแบบนี้มีเยอะแยะ หลังๆ ก็ทุบทิ้งกันไปหมด ไม่ใช่ของหายากอะไรหรอก"
หลี่ตงอดผิดหวังไม่ได้ "อาเจ็ดบอกว่าปู่รองเคยขายได้ใบนึงตั้ง 50 หยวน"
หูชุนหลานนึกอยู่พักหนึ่ง "มีเรื่องแบบนั้นเหมือนกัน น่าจะสองหรือสามปีก่อน"
ต่อให้ขายได้แค่ห้าสิบหยวน มันก็ยังเป็นของที่มีค่าที่สุดในมือเขาตอนนี้ หลี่ตงเก็บมันไว้อย่างดี ตั้งใจว่าจะหาเวลาไปเดินดูที่ตลาดพระเครื่องซุ่นซาน
ขายได้ 50 หยวนก็ยังดี
ไปเป็นกรรมกรก่อสร้างยังได้วันละแค่สิบกว่าหยวนเอง
เมื่อหยิบแหกับถุงใส่น้ำแล้ว หลี่ตงก็กลับไปที่เขื่อนสามเหลี่ยมเพื่อทอดแหจับปลาต่อ ลองเสี่ยงดวงดูอีกที ต่อให้ได้แค่ปลาก็ยังดี อย่างน้อยก็ขายเป็นเงินได้
พวกปลิงตายแดดกันหมดแล้ว
ระดับน้ำลดลงไปอีกช่วงหนึ่ง ผิวน้ำเหลือความกว้างแค่สิบห้าสิบหกเมตร
หลี่ตงหว่านแหไปรอบหนึ่ง ยังไม่ทันจะลากขึ้นมา จู่ๆ ก็มีเสียงร้องเพลงอู้อี้ดังมาจากใต้คันกั้นน้ำ ตามมาด้วยกลิ่นขี้ไก่ที่คุ้นเคย
"วันนี้ดื่มฉลองสุราชัย ปณิธานยิ่งใหญ่ไม่มอดไหม้ วันหน้ายังมีโอกาสแสดงฝีมือ ยอมสละเลือดอุ่นเขียนตำนาน..."
เป็นไปตามคาด หลี่เจี้ยนปินเจ้าของฉายา 'ไก่เหล็ก' ที่ข้อมือคล้องวิทยุไว้เครื่องหนึ่ง เดินขึ้นมาบนคันกั้นน้ำ เก็บไม้ไผ่สองลำ แล้วเดินมาที่เขื่อนสามเหลี่ยม
"ปลาลิ่นตัวเบ้อเริ่มเลย!"
แหโผล่พ้นน้ำพอดี อาเถี่ยตาโต "มีตัวอื่นด้วย รีบลากขึ้นมา อย่าให้หลุดเชียวนะ หลี่ตง ดวงดีนี่หว่า!"
หลี่ตงลากแหขึ้นมาวางบนเขื่อน "สองวันนี้ปลาเยอะ เดี๋ยวพอต้นน้ำปิดประตูระบายน้ำ โชคก็คงหมดแล้ว"
เขาพลิกแห เขี่ยขยะทิ้ง แล้วหยิบปลาดุกออกมาตัวหนึ่ง ตัวนี้ใหญ่กว่าที่จับได้เมื่อเช้ามาก น้ำหนักตึงมือ กะดูแล้วน่าจะเกือบสามจิน
นี่คือปลาดุกดินทางเหนือ
"ปลาดุกเลี้ยงง่าย ตายยาก" อาเถี่ยทำตัวเหมือนผู้เชี่ยวชาญ "ปีที่แล้วฉันจับได้ตัวหนึ่ง โยนลงไปในบ่อขี้ไก่ รอดมาได้ตั้งครึ่งปี ตอนจับมากินหนักตั้งห้าจิน"
หลี่ตงอดพูดไม่ได้ "อาเถี่ย เราไม่พูดเรื่องขี้ไก่ได้ไหม? อาพูดงี้ใครจะกล้ากินปลาดุกอีกล่ะ"
อาเถี่ยไม่สนใจ "จะเป็นไรไป? กินขี้ไก่เข้าไปแต่โตมาเป็นเนื้อ! ไม่มีพิษหรอก! ดูอาเถี่ยของแกสิ กินแล้วก็ยังอยู่ดีมีสุข"
คุยกันไม่รู้เรื่องแล้ว หลี่ตงหยิบปลาลิ่นตัวหนักสองจินกว่ายัดใส่มืออีกฝ่าย "เอาไปต้มซุปให้น้องสาวผมกินเถอะ"
อาเถี่ยฟังไม่ออกว่าหลี่ตงประชด เขาไปดึงเถาวัลย์จากนอกคันกั้นน้ำมาร้อยเหงือกปลาลิ่น สายตาเหลือบไปเห็นกระสอบทรายกองมหึมาที่ใช้อุดรอยรั่วใต้เขื่อนพอดี
"หลี่ตง น้ำลดแล้ว" อาเถี่ยเกิดความเศร้าจับใจ "ถ้าน้ำลดอีกหน่อย เราลากกรงไก่ออกมากันไหม?"
หลี่ตงจนปัญญา "ลากออกมาก็ใช้ไม่ได้แล้ว"
อาเถี่ยไม่ยอมแพ้ "ขายเป็นเศษเหล็กได้! เดี๋ยวแบ่งเงินให้แกหนึ่งในห้า... ไม่สิ หนึ่งในสี่"
มีกระสอบทรายทับกรงไก่อยู่ตั้งกี่ใบ? ต้องนับเป็นตันเลยนะ! หลี่ตงได้แต่บ่ายเบี่ยง "ไว้ค่อยว่ากัน"
มองดูกองกระสอบทรายที่เหมือนภูเขาลูกย่อมๆ ใต้แม่น้ำ อาเถี่ยทำหน้าเศร้าสร้อย ดูอาลัยอาวรณ์และไม่รีบร้อนจะไปไหน เขาโยนปลาลิ่นไปไว้ในพงหญ้าใต้ร่มไม้ แล้วนั่งเงียบๆ อยู่บนเขื่อนสามเหลี่ยม
ไม่รู้ว่าเขากำลังดูคนหาปลา หรือกำลังอำลากรงไก่กันแน่
หลี่ตงทอดแหอีกสองรอบ รอบหนึ่งได้ปลาตะเพียนกับปลาซิวมาสองสามตัว อีกรอบได้ปลาดุกมาอีกสองตัว ตัวหนึ่งใหญ่ตัวหนึ่งเล็ก ตัวใหญ่หนักเกือบสามจิน
ปลิงเริ่มน้อยลงแล้ว เขาโยนพวกมันไปตากแดดต่อ
แดดแรงมาก หลี่ตงเหงื่อท่วมหัว
เสียงมอเตอร์ไซค์ดังปังๆๆ แว่วมาจากทางเหนือ เสียงดังสนั่นหวั่นไหว บวกกับคันกั้นน้ำที่สูงๆ ต่ำๆ ทำให้ได้ยินแต่เสียงไม่เห็นตัวคน
"ใครวะนั่น?" อาเถี่ยลุกขึ้นมองไปทางทิศเหนือ "ท่อไอเสียก็ไม่ซ่อม ดังไปสามบ้านแปดบ้าน"
หลี่ตงมองไปทางเหนือ เห็นฝุ่นตลบฟุ้ง รอจนเขาทอดแหอีกรอบและลากแหเปล่าขึ้นมา ถึงได้เห็นมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง
คนขี่ใจกล้ามาก ขี่เลาะริมแม่น้ำมาเลย ถนนดินสามประสานก็ใช่ว่าจะขี่ง่าย
พอเข้ามาใกล้ เสียงท่อไอเสียดังจนปวดหู เป็นรถเจียหลิง CJ50 สีส้ม รถรุ่นนี้เห็นได้ทั่วไปในชนบท พอต่อพ่วงข้างที่เชื่อมเองเข้าไป ก็ทั้งวิ่งทั้งขนได้สมบุกสมบัน
คนขี่เป็นผู้หญิงวัยกลางคน ผิวคล้ำแดดเหมือนผู้หญิงชนบททั่วไป เบาะหลังมีเด็กผู้หญิงอายุราวสิบขวบนั่งมาด้วย หน้าตาแดงก่ำเพราะแดดเผา
ผู้หญิงวัยกลางคนเห็นแหในมือหลี่ตงก็จอดรถ
อาเถี่ยเอามืออุดหู "แม่คุณเอ๊ย รถคันนี้ควรซ่อมได้แล้ว!"
"กะว่าจะเปลี่ยนคันใหม่อยู่!" ผู้หญิงคนนั้นดับเครื่อง ยิ้มอย่างเปิดเผย "อีกสักพักก็ไม่ได้ใช้แล้ว"
หลี่ตงเหลือบมองกระบะพ่วง เห็นถังน้ำขนาดใหญ่มีปลาว่ายอยู่
ผู้หญิงวัยกลางคนลงจากรถ อุ้มเด็กหญิงลงมา แล้วถามหลี่ตง "พ่อหนุ่ม จับปลาได้เหรอ?"
หลี่ตงชี้ไปที่เชือกผูกถุงน้ำ "ได้มาบ้างครับ"
อาเถี่ยที่ทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์ถามทันที "รับซื้อปลาเหรอ?"
ผู้หญิงคนนั้นตอบ "รับแค่ปลาดุกกับปลาช่อน อย่างอื่นไม่เอา"
"ทำไมล่ะ?" อาเถี่ยไม่เข้าใจ
"อากาศร้อน ปลาอื่นตายง่าย ตายแล้วก็ไม่เหลือราคา" ผู้หญิงคนนั้นพูดความจริง "สองอย่างนี้เลี้ยงง่าย ตายยาก"
หลี่ตงต้องการเงิน "มีปลาดุกครับ"
"นังหนู อย่าซน!" ผู้หญิงดุลูกก่อนจะหันมาบอกหลี่ตง "พ่อหนุ่ม ขอดูของก่อนได้ไหม?"
หลี่ตงดึงถุงน้ำขึ้นมา แก้เชือกปากถุง แล้วยื่นไปตรงหน้าผู้หญิง "อยู่นี่หมดแล้ว"
ปลาดุกทั้งหมดสามตัว สองตัวใหญ่ หนึ่งตัวเล็ก ผู้หญิงลองยกดูน้ำหนักแล้วถาม "ขายยังไง?"
ไม่รอให้หลี่ตงตอบ อาเถี่ยรีบเตือน "ในตลาดนัดขายกันจินละสามหยวนนะ"
ปลาดุกเป็นที่นิยมมากในเขตเฉวียนหนาน แม้แต่ในยุคที่พนักงานหน่วยงานดีๆ ในเมืองเอกของมณฑลมีเงินเดือนแค่เจ็ดแปดร้อยหยวน ช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์หรือตรุษจีน ราคาขายปลีกอาจพุ่งไปถึงจินละห้าหกหยวนเลยทีเดียว
แต่ในเวลาต่อมา ด้วยสาเหตุหลายประการ ปลาดุกก็ร่วงหล่นจากบัลลังก์
ผู้หญิงวัยกลางคนมองอาเถี่ยแวบหนึ่ง "นั่นมันราคาตลาดนัด"
หลี่ตงถามผู้หญิง "ปลาอยู่นี่ คุณเสนอราคามา ถ้าไม่โอเคผมก็ปล่อยกลับ"
"ตัวใหญ่ให้ตัวละห้าหยวน ตัวเล็กสามหยวน" ผู้หญิงคนนั้นดูใจป้ำ "ฉันไม่โกหกหรอก รับซื้อใส่รถมาก็ราคานี้ทั้งนั้น เขื่อนปล่อยน้ำปลาเลยราคาตก ฉันออกมาตากแดดร้อนๆ ก็ต้องมีกำไรบ้าง"
หลี่ตงไม่รู้ราคาตลาด หันไปมองอาเถี่ย เห็นเขาพยักหน้า ก็เลยบอกว่า "ปลาเป็นของคุณแล้ว"
ผู้หญิงจับปลาโยนใส่กระบะพ่วง หยิบแบงก์ห้าหยวนออกมาสามใบ หลี่ตงส่ายหน้า "ผมไม่มีทอน"
ในกระเป๋าเขาสะอาดกว่าใบหน้าเสียอีก เงินเก็บส่วนตัว ศูนย์!
ผู้หญิงค้นกระเป๋าเสื้อ หาแบงก์หนึ่งหยวนสีแดงมาได้สามใบ รวมกับแบงก์ห้าหยวนอีกสองใบ ส่งให้หลี่ตง
รับเงินมาถือไว้ ไม่รู้ทำไม หลี่ตงรู้สึกว่ามันหนักอึ้ง
วินาทีถัดมา หลี่ตงก็เข้าใจ นอกจากเงินค่าหัวคิวตอนไปช่วยงานแล้ว นี่คือเงินก้อนแรกที่เขาหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงตั้งแต่อายุสิบแปด!
ผู้หญิงขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์แล้วบอก "พ่อหนุ่ม ถ้ามีอีกฉันก็รับนะ"
อาเถี่ยกลัวหลี่ตงไม่มีประสบการณ์จะโดนหลอก เลยถาม "อยู่หมู่บ้านไหนเนี่ย"
"เตียวเจียจวง" ผู้หญิงคนนั้นตอบ
หลี่ตงรู้จัก "แถวต้าเสวียเฉิงใช่ไหม?"
ผู้หญิงรับคำ "ถ้าปลาเยอะ ไปส่งที่เตียวเจียจวงก็ได้นะ ระยะทางแค่ห้ากิโลเมตรเอง ไปถามหาเจ๊เตียวเจวียน ฉันให้ราคาได้สูงกว่านี้อีก"
หลี่ตงโยนถุงน้ำกลับลงแม่น้ำ "รับทราบครับ"
เตียวเจวียนสตาร์ทมอเตอร์ไซค์เจียหลิง เสียงดังแสบแก้วหูจนหลี่ตงต้องอุดหู เขานึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ รีบย้ายพวกปลิงที่ตากแดดไว้ออกไป แล้วตะโกนบอก "ข้างหน้ามีทางลง ลงไปวิ่งผ่าหมู่บ้านเอานะ ถ้าไปทางเดิมจะติดประตูระบายน้ำ ผ่านไม่ได้"
"ขอบใจ!" ผู้หญิงเร่งเครื่องจากไป
อาเถี่ยเก็บปลาลิ่น โบกมือให้หลี่ตง แล้วก็เดินจากไปเหมือนกัน
หลี่ตงเก็บเงิน ยัดลงไปก้นกระเป๋ากางเกงแน่นๆ กลัวมันจะร่วงออกจากกระเป๋ากางเกงขาสั้น
นี่คือเงินทุนก้อนแรกสำหรับการเริ่มต้นชีวิตใหม่หลังกลับมา จำนวนมหาศาลถึง 13 หยวน!
ค่ารถไปดูลาดเลาในเมืองมีแล้ว
แน่นอนว่าขี่จักรยานไปเมืองเฉวียนหนานก็ได้ แต่ผ่านไปยี่สิบกว่าปี ความเปลี่ยนแปลงพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน หลี่ตงต้องทำความคุ้นเคยกับเส้นทางก่อน
เพราะโครงการต้าเสวียเฉิง พื้นที่ระหว่างอำเภอชิงเจ้ากับเมืองเฉวียนหนานจึงเปลี่ยนแปลงไปมหาศาล มีทั้งเก่าและใหม่ปนกันไป
หลี่เจี้ยนเหรินหิ้วแห ลากรองเท้าแตะเดินเนิบๆ เข้ามา
"เพิ่งมาเหรอ?" หลี่ตงแปลกใจ ปกติอาเจ็ดเป็นแกนนำในการจับปลาแท้ๆ
"ลุงใหญ่แกตามตัวข้า... เอ้ย ฉันน่ะสิ" หลี่เจี้ยนเหรินมือหนึ่งหิ้วแหกับถุงน้ำ อีกมือเกาหัวที่เพิ่งตัดมาใหม่ หน้าตากลุ้มใจสุดขีด "จะให้ไปทำงานก่อสร้างที่ต้าเสวียเฉิงอีกไม่กี่วันนี้"
หลี่ตงพูดขึ้น "อยู่บ้านลอยไปลอยมาก็ไม่ใช่เรื่องนะ"
หลี่เจี้ยนเหรินถลึงตาใส่หลี่ตง "ขนยังไม่ทันขึ้นจะไปรู้อะไร ฝีมือระดับฉันเนี่ย จ้างวันละสิบยี่สิบหยวนได้ที่ไหน?"
"ครับ! ครับ..." หลี่ตงขี้เกียจเถียง อาเจ็ดคนนี้มือวิเศษมาก แหจับปลา ฉมวกแทงปลา และอื่นๆ ล้วนทำเองกับมือ
งานปูน งานเชื่อม งานเหล็กเส้น แกทำได้เนี๊ยบหมด ถ้าเป็นปี 2019 วันนึงหาได้หลายร้อยหยวนสบายๆ
แต่ฝีมือดีไม่ได้แปลว่าจะขยันทำงาน
เห็นผมทรงใหม่ของอาเจ็ด หลี่ตงก็นึกถึงทรงแสกกลางบนหัวตัวเอง "ผมไปก่อนนะ"
หลี่เจี้ยนเหรินสวนกลับ "เป็นอะไร? ไม่ชอบขี้หน้าฉันหรอ? ฉันมาแกก็ไป?"
หลี่ตงชี้ที่หัว "ไปตัดผม"
"ก็ดูดีออก"
"เด๋อจะตาย เหมือนหลิวขุยเซิ่งเลย!"
หลี่ตงลากถุงน้ำ ถอดเสื้อมาห่อปลิงที่ตากแห้งแล้ว เดินมุ่งหน้าไปทางสวนผลไม้
พอกลับถึงสวน เก็บปลาและแหเรียบร้อย หาถุงพลาสติกมาใส่ปลิง หลี่ตงก็เข็นจักรยานตราคานคู่คันเก่ง มุ่งหน้าไปตัดผมที่ตลาด
อากาศร้อน ถนนแห้งเร็ว จักรยานปั่นได้สบายแล้ว
หลี่ตงเน้นง่าย บอกลุงช่างตัดผมไถเกรียนไปเลย
เงินสิบสามหยวนที่เพิ่งได้มา จ่ายออกไปหนึ่งหยวนห้าเหมา นี่ประหยัดไปห้าเหมาแล้วนะ ถ้าไปให้สะใภ้หนุ่มสาวในหมู่บ้านตัดให้ ต้องเสียสองหยวน
พอหลี่ตงออกจากร้าน ก็โดนปู่สามหลี่เจิ้นหลินดักตัวไว้ ให้ไปช่วยงานที่ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน
หลี่เจิ้นหลินยังกระซิบข่าวบอกเขาด้วย "นายกเทศมนตรีหยางเตรียมจะรวบรวมเรื่องของแกส่งขึ้นไป ทางอำเภอน้ำท่วมใหญ่แต่ไม่มีใครเป็นอะไร น่าจะมีงานมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ เผื่อจะได้รางวัลบุคคลดีเด่นกะเขาบ้าง"
นี่เป็นข่าวดี แต่ไม่รู้ว่ารางวัลบุคคลดีเด่นจะมีเงินรางวัลด้วยไหม
คำถามนี้ดูหน้าเงินเกินไป แถมมีคนเดินเข้ามา หลี่ตงเลยไม่กล้าถาม
น้ำลดแล้ว แต่เรื่องที่ต้องจัดการต่อยังมีอีกเป็นภูเขาเลากา
ทราย หิน และข้าวปลาอาหาร ที่แต่ละหมู่บ้านช่วยบริจาคมาให้ฟรีๆ ต้องทำหนังสือขอบคุณอย่างเป็นทางการ
ไหนจะของที่หลี่เจี้ยนกั๋วขนมาอีก ต้องประสานงานผ่านตำบลและอำเภอกับบริษัทก่อสร้างที่ 3 ซึ่งหยางเลี่ยเหวินรับช่วงงานนี้ไปแล้ว
หลี่ตงลอบถอนหายใจ นายกเทศมนตรีคนใหม่นี่น่าสนใจจริงๆ คนคุมงานของบริษัทก่อสร้างที่ 3 ก็เป็นคนหมู่บ้านตระกูลหลี่ เป็นลูกพี่ลูกน้องกับปู่สาม เขาเองยังต้องเรียกว่าปู่ห้าเลย
นี่เลือกงานที่ง่ายที่สุดในบรรดาปัญหาทั้งหมดไปทำหรือเปล่านะ?
ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน เด็กมัธยมปลายและเด็กอาชีวะที่ปิดเทอมหลายคนถูกหลี่เจิ้นหลินเรียกตัวมา ช่วยกันตรวจบัญชีและนับสต๊อกของที่เหลือร่วมกับนักบัญชีและประธานกลุ่มแม่บ้าน
หลี่ตงได้รับมอบหมายให้ตัดกระดาษแดง เพื่อให้ปู่รองใช้พู่กันเขียนจดหมายขอบคุณ ส่งไปให้หมู่บ้านหรือหน่วยงานที่มาช่วยเหลือ
นักบัญชีจะไปสั่งทำธงเกียรติยศ รอให้เสร็จเมื่อไหร่ค่อยนำไปมอบขอบคุณอย่างเป็นทางการ
ขณะกำลังยุ่ง หลี่เหวินเยว่ก็พูดขึ้นมา "ปู่สามครับ บิลที่เฉิงลี่เฟิงส่งมามันไม่ถูกนะ ราคาเนื้อสัตว์ทุกอย่างแพงกว่าปกติห้าเหมาทั้งนั้นเลย"
บ้านเขาอยู่ข้างบ้านเฉิงลี่เฟิง เลยรู้ราคาดีกว่าคนอื่น
หลี่เจิ้นหลินคิดครู่หนึ่ง "คิดตามราคาที่เขาแจ้งมานั่นแหละ"
เรื่องแบบนี้ไม่ได้ตกลงราคากันล่วงหน้า ตอนนั้นก็ไม่มีใครคิดจะต่อรอง ทุกคนมัวแต่กู้วิกฤต
ประธานกลุ่มแม่บ้านบ่น "ปล่อยมันง่ายไปหน่อยไหม!"
คิ้วเข้มเหมือนดาบของหลี่เจิ้นหลินกระตุกนิดหนึ่ง "ช่วงวิกฤตยังอุตส่าห์ส่งของกินมาให้ นี่คือน้ำใจ การจ่ายเงินคือหน้าที่ เขาเองก็ถือว่าช่วยลงแรง จะไปคิดเล็กคิดน้อยไม่ได้ นายกเทศมนตรีหยางรับปากแล้วว่าค่าใช้จ่ายรอบนี้จะเบิกจากงบส่วนกลางบางส่วน"
ยามยากมีภัย คนทั่วสารทิศหลั่งไหลมาช่วย คนและของที่มาช่วยมีเยอะ เรื่องตามมาก็เยอะตาม หลี่ตงกินข้าวเย็นที่ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน ยุ่งจนถึงสี่ทุ่ม
พอออกจากที่ทำการ หลี่ตงขี่จักรยานไปส่งหลี่เหวินเยว่ แล้วแวะไปบอกแม่ที่สวนผลไม้ว่าพรุ่งนี้จะเข้าเมือง จากนั้นหยิบจานกระเบื้องขาวกับถุงดำใส่ปลิงกลับไปบ้านเก่า
หลังจากล้างหน้าล้างตา หลี่ตงล้วงเงินสิบเอ็ดหยวนห้าเหมาออกมา วางเรียงทีละใบลงบนโต๊ะ นี่คือทุนรอนทั้งหมดที่เขามี!

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 9 เงินสิบสามหยวน

ตอนถัดไป