บทที่ 10 อนาคตที่ยังไม่รู้
บทที่ 10 อนาคตที่ยังไม่รู้
ตีห้าครึ่ง หลี่ตงตื่นมาเก็บของ เขาไปค้นกระเป๋าหนังเทียมสีดำมาจากห้องโถง เอามาใส่จานกระเบื้องขาวกับถุงพลาสติก เขาตั้งใจว่าจะไปตลาดพระเครื่องซุ่นซานก่อน แล้วค่อยไปตลาดตะวันตก
จริงสิ ยังมีตัวอ่อนจักจั่นอีก ต้องไปสืบราคาดูหน่อย
เมื่อก่อนของพวกนี้มีคนรับซื้อ
เขารีบล้างหน้าแปรงฟันเปลี่ยนเสื้อผ้า ลูกชาวนาใครเขามีอะไรก็ใส่อย่างนั้น แต่วันนี้จะไปทำธุระ ไม่เหมาะจะใส่ชุดนักเรียนโรงเรียนมัธยม หลี่ตงรื้อตู้เสื้อผ้าใบใหญ่ เสื้อผ้าหน้าร้อนนอกจากชุดนักเรียน ก็มีแค่ชุดบอลสองชุด
ช่วยไม่ได้ ต้องเลือกชุดทีมฟุตบอลสีแดง แน่นอนว่าเป็นของก๊อป ซื้อมาจากงานมหกรรมแลกเปลี่ยนสินค้าฤดูใบไม้ผลิของอำเภอปีนี้ในราคา 20 หยวน
แล้วก็ไปขุดเจอรองเท้าผ้าใบพื้นยางยี่ห้อดับเบิ้ลสตาร์สีดำขอบเขียวสภาพ 50% จากใต้เตียงมาใส่
ถ้าคำนวณจากราคาซื้อ ของบนตัวหลี่ตงชุดนี้มีมูลค่าถึง 30 หยวนเชียวนะ
เอากระเป๋าถือแขวนแฮนด์จักรยาน ขี่เจ้าจักรยานตราคานคู่ออกจากบ้าน พอเลี้ยวเข้าถนนย่านตลาด หลี่ตงก็เห็นเพื่อนซี้หลี่เหวินเยว่นั่งอยู่บนหินหน้าบ้าน หน้าตาเศร้าหมองเหมือนโลกจะแตก
หลี่ตงจอดรถ เอาขายันพื้น ถามว่า "เป็นไรไป?"
หลี่เหวินเยว่เหม่อลอย ไม่ได้ยิน
หลี่ตงมองประตูร้านขายเนื้อของเฉิงลี่เฟิงที่ปิดสนิท "บ้านมันมาหาเรื่องนายเหรอ?"
เด็กหนุ่มร่างผอมบางผู้เปี่ยมไปด้วยความยุติธรรม ไม่พอใจเฉิงลี่เฟิงมาแต่ไหนแต่ไร หลี่ตงกลัวเฉิงลี่เฟิงจะมาหาเรื่อง
"เปล่า" หลี่เหวินเยว่ได้สติ มองเสื้อบอลสีแดงของหลี่ตงแล้วถาม "นายไม่ได้ดูเหรอ?"
หลี่ตงงง "ดูอะไร?"
หลี่เหวินเยว่บอก "เมื่อคืนนัดชิงบอลโลกไง! นายลืมได้ไงเนี่ย?"
หลี่ตงนึกดู วันนี้วันที่ 13 ดูเหมือนนัดชิงบอลโลกปี 98 จะเตะกันเมื่อเช้ามืด?
หลี่เหวินเยว่เต็มไปด้วยความรันทด "บราซิลแพ้แล้ว! แพ้เละ! โรนัลโด้เดินละเมอทั้งเกม! ไอ้หัวล้านฝรั่งเศสมันขี้โกง! ปกติมันเตะมุม นัดชิงดันวิ่งไปรอโหม่งแย่งซีนซะงั้น แถมยิงเข้าตั้งสองลูก!"
"ปลงซะเถอะ" หลี่ตงไม่สนใจเรื่องพวกนี้แล้ว "แพ้ชนะเรื่องธรรมดา"
เขาโบกมือ "ฉันจะเข้าเมืองหน่อย กลับมาค่อยคุยกัน"
น้ำที่ถนนย่านตลาดลดลงแล้ว ถนนลาดยางปั่นสบาย อำเภอชิงเจ้าแถบนี้ ถนนเชื่อมระหว่างหมู่บ้านส่วนใหญ่เป็นถนนลาดยาง
ปากทางทิศใต้ของหมู่บ้านตระกูลหลี่มีรถมินิบัสของเอกชนวิ่งไปเฉวียนหนาน แต่หลี่ตงเลือกจะไปขึ้นรถที่ตัวอำเภอ
ตัวอำเภออยู่ทางทิศใต้ของหมู่บ้านตระกูลหลี่ ตัวตำบลหนิงซิ่วก็คือที่ตั้งของตัวอำเภอชิงเจ้า ห่างกันแค่สองกิโลเมตรครึ่ง ขี่จักรยานสิบกว่านาทีก็ถึง
รถมินิบัสไปเฉวียนหนานจะแวะเข้าตัวอำเภอก่อน แล้วค่อยไปเฉวียนหนาน
ระยะทางแค่สองกิโลเมตรครึ่งนี้ อาจใช้เวลาเดินทางกว่าครึ่งชั่วโมง เพราะรถมินิบัสจะวนรับคนตามหมู่บ้าน ถ้าคนน้อย ก็จะจอดรอลูกค้าตามแยกใหญ่อีกเป็นสิบนาที
เผลอๆ ถ้าคนน้อยเกินไป รถมินิบัสจะถ่ายผู้โดยสารให้คันอื่น แล้วไม่วิ่งดื้อๆ เลยก็มี
อีกอย่าง หลี่ตงจะแวะไปดูที่ต้าเสวียเฉิงด้วย
หลี่ตงมาถึงอุโมงค์ลอดใต้ทางด่วน น้ำแห้งแล้ว วันนั้นหยางเลี่ยเหวินโกรธจัด ทางตำบลเลยระดมเครื่องสูบน้ำมาเร่งระบายน้ำออกทั้งคืน
มองดูอุโมงค์แวบหนึ่ง หลี่ตงไม่หยุดรถ ขี่จักรยานทะลุผ่านไป
เรื่องที่ผ่านไปแล้วคิดมากไปก็ไม่มีประโยชน์ มองไปข้างหน้าดีกว่า
พอออกจากอุโมงค์ หลี่ตงไม่ไปทางทิศใต้ต่อ แต่เลี้ยวไปทางทิศตะวันตก ถนนลาดยางเส้นนี้มุ่งสู่ต้าเสวียเฉิงทางตะวันตกเฉียงใต้
ถนนในชนบทไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก
ต้าเสวียเฉิงอยู่ติดกับฝั่งตะวันออกของเฉวียนหนาน แทรกตัวอยู่ระหว่างฝั่งตะวันตกของอำเภอชิงเจ้ากับเขตเมืองเฉวียนหนาน ทางจังหวัดและเมืองมีแผนงานที่ชัดเจนมากสำหรับพื้นที่ตรงนี้
ทิศใต้ของเฉวียนหนานเป็นภูเขา ทิศเหนือเป็นแม่น้ำเหลือง ทางขยายเมืองมีแค่บุกไปตะวันออกหรือตะลุยไปตะวันตก
ขอแค่ต้าเสวียเฉิงพัฒนาขึ้นมา มันจะเชื่อมเขตเมืองเฉวียนหนานกับอำเภอชิงเจ้าเข้าเป็นผืนเดียวกัน ตัวเมืองจะขยายไปทางตะวันออกได้ตามน้ำ พร้อมกับสร้างเมืองอุตสาหกรรมไฮเทคขึ้นมา
นี่คือก้าวย่างสำคัญในการพัฒนาของเฉวียนหนาน
เมื่อมาถึงต้าเสวียเฉิง สิ่งที่หลี่ตงเห็นคือความแปลกตา มันต่างจากภาพความทรงจำที่เต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้า มหาวิทยาลัยเรียงราย และย่านการค้าที่เจริญรุ่งเรืองอย่างสิ้นเชิง
แม้ระบบสาธารณูปโภคจะทำไว้อย่างดีเยี่ยม ถนนหนทางกว้างขวางตัดตรง เสาไฟและต้นไม้ใหม่เอี่ยมยืนต้นตระหง่าน กลุ่มอาคารเรียนใหม่เอี่ยมอ่องปรากฏให้เห็นทั่วไป แต่รถบรรทุกวัสดุก่อสร้างที่วิ่งกันขวักไขว่กับคนงานสวมหมวกนิรภัย ทำให้ที่นี่ดูเหมือนไซต์งานก่อสร้างที่กำลังร้อนแรงมากกว่า
รอถึงเดือนกันยายน ต้าเสวียเฉิงถึงจะฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาจริงๆ
เลียบไปตามถนนสาย 1 ของต้าเสวียเฉิงที่ยังไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ หลี่ตงเห็นมหาวิทยาลัยชื่อดังของเมืองเฉวียนหนานหลายแห่งตั้งอยู่ไม่ไกลกันนัก เรียงรายอยู่สองฝั่งถนน ทิศเหนือทิศใต้ยังมีพื้นที่ให้พัฒนาอีกมาก ประตูโรงเรียนและตึกอาคารใหม่สร้างเสร็จแล้ว รอแค่นักศึกษาใหม่เข้ามาเรียน
หลี่ตงเจอพ่อค้าเร่ เลยเข้าไปซื้อขนมเปี๊ยะปิ้งกินเป็นอาหารเช้า
แถวนี้คนขายของน้อยมาก ขนมเปี๊ยะปิ้งราคาปาเข้าไปห้าเหมาต่อชิ้น ในขณะที่แถบชนบทขายกันสามชิ้นหนึ่งหยวน
หลี่ตงแลกเงินย่อยห้าเหมามาหลายใบ ถือโอกาสชวนคุยเพื่อเก็บข้อมูล
วนดูรอบหนึ่ง จดจำสิ่งที่น่าจะมีประโยชน์ไว้ในใจ ที่ต้าเสวียเฉิงไม่มีที่จอดจักรยาน ถ้าจอดมั่วซั่วหายแน่นอน
นี่คือยุคที่ต้องปราบปรามอาชญากรรมอย่างหนัก!
หลี่ตงย้อนกลับไปที่ตัวอำเภอ ไม่นานก็ถึงสถานีขนส่งทางฝั่งตะวันตกของตัวอำเภอ
ตัวอำเภอก็คือเมืองเล็กๆ ที่ใหญ่หน่อย เป็นที่ตั้งของทั้งตำบลหนิงซิ่วและอำเภอชิงเจ้า
ยุคนี้ ตึกที่สูงที่สุดมีแค่เจ็ดชั้น
หลี่ตงฝากจักรยาน หิ้วถุงพลาสติกสีดำ ไม่ได้เดินเข้าสถานี แต่ไปยืนรอริมถนนฝั่งตะวันตก ตรงนั้นมีบอร์ดประกาศ แปะใบประกาศจับเก่าคร่ำคร่าสีซีดจางอยู่ใบหนึ่ง
รูปคนร้ายบนใบประกาศจับโดนแดดเลียฝนสาดจนเลือนลาง ชื่อใต้ภาพเขียนว่า เฉียวเค่อลี่ ก่อคดีปล้นฆ่าทั้งงัดแงะและดักจี้ชิงทรัพย์มาแล้วหลายคดี หนีคดีไปก่อเรื่องต่างถิ่นอีก ค่าหัวรางวัลนำจับสูงสุดถึงห้าพันหยวน
ตัวเลขนี้บ่งบอกได้ดีว่าคนคนนี้ชั่วช้าสามานย์แค่ไหน
หลี่ตงเคยเจอตัวจริงของเฉียวเค่อลี่ครั้งหนึ่ง สมัยที่เขาเพิ่งเข้าเรียนม.1 ที่โรงเรียนมัธยมหนิงซิ่ว เฉียวเค่อลี่ที่เรียนอยู่ม.3 เอามีดแทงมือเพื่อนร่วมชั้น แม้จะจ่ายเงินยอมความกันไป แต่เฉียวเค่อลี่ก็โดนไล่ออก
คนคนนี้สร้างชื่อเสียไว้มากมายสมัยเรียน ใจกล้า อำมหิต มือหนัก ได้ยินว่าตอนประถมห้าก็หนีออกจากบ้าน กลางคืนนอนในหลุมศพ กลางวันขโมยของร้านโชห่วยประทังชีวิต มีครั้งหนึ่งโดนเมียเจ้าของร้านโชห่วยจับได้ มันคว้าเก้าอี้พับฟาดหัวเจ๊แกจนแตก
ตำบลหนิงซิ่วยังเล่าขานตำนานของเฉียวเค่อลี่มาจนถึงทุกวันนี้
รออยู่ไม่กี่นาที รถมินิบัสสภาพเก่าก็วิ่งมา หลี่ตงตะโกนถามคำหนึ่งแล้วค่อยกระโดดขึ้นรถ
อย่าเห็นว่าห่างจากสถานีแค่ไม่กี่สิบเมตร ซื้อตั๋วในสถานี 3 หยวน ขึ้นตรงนี้แค่ 2.50 หยวน
ทรัพย์สินส่วนตัวของหลี่ตงเหลือไม่ถึงสิบหยวน รายรับข้างหน้ายังไม่แน่นอน เงินทุกหยวนต้องใช้อย่างรู้คุณค่า
หาที่นั่งคู่ที่ว่างอยู่ รถมินิบัสวิ่งโขยกเขยกไปข้างหน้า กระจกหน้าต่างสั่นกราวๆ ลมที่พัดเข้ามาเทียบไม่ได้เลยกับความร้อนระอุในรถ
แอร์เหรอ? ฝันไปเถอะ หลี่ตงพยายามนั่งชิดหน้าต่าง รับลมให้มากที่สุด
ตัวอำเภออยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองอยู่แล้ว วิ่งผ่านต้าเสวียเฉิงไป สุดสายที่สถานีขนส่งชานเมืองฝั่งตะวันออกของเฉวียนหนาน
รถมินิบัสวิ่งเส้นวงแหวนตะวันออกที่เชื่อมจากต้าเสวียเฉิงไปเฉวียนหนาน ต่อมาถนนเส้นนี้ก็หายไป กลายเป็นย่านที่พักอาศัย
หลี่ตงดีใจที่ไม่ได้ขี่จักรยานมา ไม่งั้นคงหลงทางแย่
ลงรถนอกสถานี หลี่ตงเปลี่ยนไปขึ้นรถเมล์แบบหยอดเหรียญ เขาเตรียมเหรียญห้าเหมาไว้ล่วงหน้าแล้ว
เปลี่ยนรถอีกต่อ ผ่านไปครึ่งชั่วโมงกว่า หลี่ตงก็มาถึงตลาดพระเครื่องซุ่นซาน
ตลาดตั้งอยู่ริมจัตุรัสใต้ตีนเขา แบ่งออกเป็นหลายโซน ด้านนอกสุดเป็นตลาดหนังสือเก่าและตลาดนกกับดอกไม้ ลึกเข้าไปมีถนนปูแผ่นหินที่ทิศใต้ติดภูเขา ทิศเหนือของถนนเป็นร้านค้าทรงโบราณ ส่วนทิศใต้ใต้กำแพงกั้นดินเป็นแผงลอยแบกะดินล้วนๆ
ระหว่างตลาดหนังสือเก่ากับถนนปูแผ่นหิน มีกลุ่มอาคารสไตล์โบราณ ส่วนใหญ่เป็นตึกสองชั้น บางตึกมีป้ายชื่อบริษัทหัตถกรรมอะไรทำนองนั้นแขวนอยู่
หนึ่งในตึกที่มีพื้นที่ค่อนข้างใหญ่ ดูเหมือนกำลังจัดกิจกรรม มีคนเดินเข้าออกขวักไขว่ ส่วนใหญ่ถือกล่องกระดาษหรือห่อของมาด้วย
คนเหล่านี้แต่งตัวธรรมดา ค่อนไปทางซอมซ่อ ฐานะทางบ้านคงไม่ดีนัก
ในสายตาของหลี่ตง หลายคนเป็นคนบ้านนอก บางทีได้ยินเสียงคุยกัน สำเนียงมาจากสารพัดที่
มีคนหนุ่มสาวแต่งตัวภูมิฐานคอยต้อนรับขับสู้ กระตือรือร้นมาก
หลี่ตงเดินผ่านหน้าประตู เห็นป้ายผ้าหลุดร่วงลงมา ปลายข้างหนึ่งตกลงพื้น ชายหนุ่มสองคนกำลังจะปีนขึ้นไปแขวนใหม่
เขาไม่หยุดเดิน มุ่งหน้าไปยังถนนปูแผ่นหิน
ที่นี่เป็นตลาดเช้า พระอาทิตย์ขึ้นสูงแล้ว คนเลยไม่เยอะนัก
หลี่ตงไม่รีบร้อนเข้าไป ยืนสังเกตการณ์อยู่ข้างนอกครู่หนึ่ง
บนแผงมีของวางเรียงรายละลานตา ตาชั่งเก่า เก้าอี้พับเก่า เข็มกลัดรูปเหมา หยวนต้าโถว แม้แต่แบงก์กงเต๊กกับกระดาษเงินกระดาษทองยังมี
ความคาดหวังของหลี่ตงที่ไม่ได้สูงอยู่แล้วลดฮวบลงไปอีก แต่มาถึงแล้ว ยังไงก็ต้องเข้าไปดู
แค่ขายได้ 50 หยวนก็ยังดี
พอเดินขึ้นไปบนถนนแผ่นหิน หลี่ตงก็พบว่าตัวเองสะดุดตามาก
สิบแปดปีที่เกิดและโตในชนบท บุคลิกแบบลูกหลานชาวนาฝังรากลึกอยู่ในกระดูก
แต่หลี่ตงหน้าหนามาแต่ไหนแต่ไร คนหน้าบางคงทำเรื่องบ้าๆ บอๆ มาไม่ได้ตั้งขนาดนั้น เขาเจาะจงเดินไปหาแผงของตาแก่คนหนึ่ง ทางนั้นไม่มีคนพอดี
มาถึงหน้าแผง ปั้นหน้าซื่อๆ แบบที่ออกมาจากอินเนอร์ หลี่ตงมองดูเครื่องกระเบื้องและเครื่องสัมฤทธิ์บนแผง ถ้าพวกนี้เป็นของจริง ตาแก่คงมีตังค์ซื้อถั่วลิสงแกล้มเหล้าสบายๆ
ตาแก่โบกพัดจีบ "พ่อหนุ่ม อยากได้อะไร?"
หลี่ตงนั่งยองๆ มองซ้ายมองขวา เหมือนจะมีชายใส่เสื้อเชิ้ตขาวสองคนกำลังมองมาทางนี้ เขาแสร้งยิ้มซื่อๆ แล้วถามเสียงเบา "คุณปู่ รับซื้อของไหมครับ?"
ตาแก่หุบพัดจีบ มองสำรวจหลี่ตงอย่างละเอียด อายุไม่เกินยี่สิบ หน้าดำคล้ำ มือมีรอยด้านและบาดแผล หน้าตาดูทึ่มๆ
เด็กบ้านนอก!
"พกมาด้วยเหรอ?" ตาแก่รู้ว่าตามชนบทมีของเก่าเยอะ ต่อให้ไม่มีราคา แต่รับมาก็เอาไปหลอกขายต่อได้ "เอามาดูซิ"
หลี่ตงล้วงจานกระเบื้องขาวออกมา ยื่นส่งไปให้ ตาแก่ปรายตามอง ไม่ยอมรับ "วางลง"
รอจนหลี่ตงวางลงบนแผง ตาแก่ถึงหยิบแว่นสายตายาวออกมา ส่องดูอย่างละเอียดรอบหนึ่ง แล้วค่อยหยิบขึ้นมา
แม้หลี่ตงจะไม่หวังมาก แต่ก็ยังแอบลุ้น
เขาต้องการเงินจริงๆ การจะสร้างฐานะต้องมีทุน! แต่ตอนนี้เขากรอบจนกรอบ
ตาแก่พลิกดูหน้าดูหลัง วางกลับมาตรงหน้าหลี่ตง คงจะผ่านโลกมาเยอะ ท่าทางระมัดระวังตัวตลอดเวลา
"รับไหมครับ?" หลี่ตงถามตรงๆ
ตาแก่ชูสองนิ้ว หลี่ตงตาเป็นประกาย "สองร้อย?"
"ชิ..." ตาแก่ส่ายหัว "ยี่สิบ! จะขายก็ทิ้งไว้"
ความคาดหวังริบหรี่ของหลี่ตงมอดดับทันที "น้อยไป! ปู่ครับ นี่ของมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษเลยนะ!"
ตาแก่อดขำไม่ได้ โบกมือไล่หลี่ตง กางพัดจีบออกไม่พูดไม่จาอีก
แม้จะได้ราคาเท่าปลาดุกหลายตัว แต่ที่นี่มีแผงและร้านค้าตั้งเยอะ หลี่ตงต้องลองดูร้านอื่นก่อน
เรื่องความอดทน หลี่ตงมีเหลือเฟือ
เดินถามตั้งแต่ต้นซอยยันท้ายซอย ถามไปเจ็ดแปดแผง ร้านค้าก็เข้าไปสี่ร้าน ให้ราคาสูงสุดยี่สิบห้า มีร้านนึงให้แค่ห้าหยวน
เขี้ยวกว่าพวกพ่อค้าเร่รับซื้อของเก่าตามบ้านนอกอีก!
นอกถนนแผ่นหิน ตึกเลียนแบบทรงโบราณสองชั้นที่มีพื้นที่ใหญ่โตหลังนั้น ป้ายผ้าถูกแขวนกลับขึ้นไปใหม่แล้ว
"ผู้เชี่ยวชาญจากพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติมาเยือน รับตรวจสอบภาพวาดและของเก่าฟรี ช่วยคุณฟันธงสมบัติประจำตระกูล!"
บนถนนปูแผ่นหิน หลี่ตงเดินออกจากแผงหนึ่งด้วยความผิดหวัง แล้วเดินเข้าไปในร้านฝั่งตรงข้าม