บทที่ 15 เป็นคนมีความสามารถนะเนี่ย
บทที่ 15 เป็นคนมีความสามารถนะเนี่ย
ตึกทรงโบราณ บริษัทเจิ้งต้า
จ้าวเหว่ยถือกระเป๋า นั่งรออยู่บนเก้าอี้สักพัก กลับไม่เห็นหลี่ตงกลับมา ในใจก็เริ่มกระวนกระวายขึ้นมาดื้อๆ
"หรือจะถ่ายหนัก?"
หลี่ตงทิ้งภาพจำไว้ให้เขาลึกซึ้งเกินไป จ้าวเหว่ยยังแอบหวังลึกๆ ไม่กระโตกกระตาก ถือกระเป๋าเดินออกจากบริษัท ตรงไปที่ห้องน้ำชาย
ในห้องน้ำ... ไม่มีคน!
เดินหาจนทั่ว จ้าวเหว่ยก็ไม่เจอใคร หน้าบึ้งตึงเดินกลับมาที่ห้องกั้น
ในห้องกั้น เสียงใสๆ ของหวงชุ่ยชุ่ยเจือแววตื่นตระหนก "หายไปแล้วเหรอ?"
จ้าวเหว่ยฝืนทำใจดีสู้เสือ จ้องมองกระเป๋านักเรียนเก่าบนโต๊ะ "อย่าเพิ่งตื่นตูม! อาจจะมีธุระออกไปข้างนอก กระเป๋ากับเงินยังอยู่นี่"
ปากพูดแบบนั้น แต่ความกังวลในใจกลับกดไม่ลง ในที่สุดมือของจ้าวเหว่ยก็เอื้อมไปที่กระเป๋านักเรียนเก่า เสียงรูดซิปดังแควก เศษผ้าขี้ริ้วยัดอยู่จนตุง
หวงชุ่ยชุ่ยไม่ได้พูดอะไรอีก ได้แต่จ้องมองกระเป๋า
จ้าวเหว่ยสูดหายใจลึก ตัดสินใจล้วงของในกระเป๋าออกมา สัญญาที่เป็นกระดาษเปล่า ชามที่ห่อด้วยผ้าขี้ริ้ว แล้วก็ห่อผ้าสี่เหลี่ยมผืนผ้า
เขารีบหยิบขึ้นมา ลองบีบดู เหมือนจะเป็นพวกกระดาษ
จ้าวเหว่ยโล่งใจขึ้นหน่อย อาจจะเป็นเงิน
สองมือเร่งความเร็ว แกะห่อผ้าไม่กี่ที ของจริงก็ปรากฏ
กระดาษเสีย!
ปึกกระดาษเสียที่พับขนาดเท่าแบงก์ร้อย!
"นี่มัน..." หวงชุ่ยชุ่ยหน้าตาเหลือเชื่อ "เป็นไปได้ยังไง?"
จ้าวเหว่ยกำกระดาษเสียแน่น ปาทิ้งลงบนโต๊ะอย่างแรง แล้วควานหากระเป๋าต่อ เงินหนึ่งพันหยวนนั่นน่าจะยังอยู่ ขอแค่หาเจอ ปัญหาก็ไม่ใหญ่
เศษผ้าขี้ริ้วทั้งหมดถูกเขากวาดออกมา แกะแล้วโยนลงพื้น เงิน... แม้แต่ครึ่งเหมาก็ไม่มี!
ไอ้เวรนี่! ไอ้สิบแปดมงกุฎ! จ้าวเหว่ยคว้าชามลายครามอยากจะทุ่มลงพื้น ไหนล่ะความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างมนุษย์ที่คุยกันไว้ดิบดี?
มาถึงขั้นนี้ ต่อให้จะโลกสวยแค่ไหน จ้าวเหว่ยก็ตาสว่างแจ่มแจ้ง โดนไอ้เด็กโง่นั่นปั่นหัวเข้าให้แล้ว!
ผู้ล่ากลายเป็นเหยื่อตั้งแต่เมื่อไหร่?
ความเหลือเชื่อของหวงชุ่ยชุ่ยกลายเป็นความตกตะลึง ตาเทพมองทะลุปรุโปร่งไหงกลายเป็นตาถั่วไปได้?
"ต้องรายงานไหม?" เธอถามเสียงเบา
จ้าวเหว่ยไม่ได้ทุ่มชามลายครามทิ้ง เขาหยิบชามสองใบ จานหนึ่งใบ ถ้วยน้ำจิ้มหนึ่งใบ ออกจากห้องกั้น เดินมาที่หน้าห้องทำงานแล้วเคาะเบาๆ
หวงชุ่ยชุ่ยรู้ว่าหนีไม่พ้น เดินตามหลังมาอย่างว่าง่าย
พอเข้าห้องทำงาน หนุ่มผมแสกมองจ้าวเหว่ยอย่างสงสัย แล้วถามว่า "เป็นอะไรไป?"
"บอส ผมตาถั่ว โดนหลอกเข้าแล้ว" จ้าวเหว่ยไม่กล้าปัดความรับผิดชอบ รีบเล่าเรื่องราวทั้งหมด
"ฮ่าฮ่า" หญิงผมยาวยังไม่ไปไหน อดขำออกมาไม่ได้ "น่าสนใจ น่าสนใจ ไอ้หนุ่มบ้านนอกนี่น่าสนใจจริงๆ"
จ้าวเหว่ยและหวงชุ่ยชุ่ยหน้าถอดสี แต่ไม่กล้าพูดอะไร
หนุ่มผมแสกส่ายหัว "บอกพวกนายแล้วว่าอย่าลอยชาย เห็นเป็นเรื่องเล่นๆ กันหมด นี่แหละบทเรียน"
หญิงผมยาวจงใจแทรกขึ้นมา "ให้ฉันช่วยแจ้งตำรวจไหม?"
หนุ่มผมแสกถลึงตาใส่เธอ "แจ้งตำรวจไปหาเรื่องใส่ตัวรึไง?" เงินแค่นี้เรื่องแค่นี้เขาไม่เก็บมาใส่ใจ พูดส่งๆ ว่า "พวกนายออกไปตามหาได้ เจอแล้วก็เอาเงินคืนมา... อืม เอาคนมาด้วย... ไม่สิ เชิญตัวกลับมา นี่มันคนมีความสามารถนะเนี่ย ถ้าหาไม่เจอ ก็ถือว่าเสียเงินซื้อบทเรียน หักจากเงินเดือนพวกนาย"
เจ้านายพูดยังไงก็ถูกเสมอ
จ้าวเหว่ยเถียงไม่ได้ ถามว่า "แล้วของพวกนี้ล่ะครับ?"
หนุ่มผมแสกมองเครื่องลายครามในมือเขา "ให้เหล่าเหลียงดูหน่อยว่ามีราคาไหม"
จ้าวเหว่ยและหวงชุ่ยชุ่ยเดินออกจากห้องทำงานตามลำดับ
พอประตูปิดลง หญิงผมยาวถามว่า "ทำไมถึงหนีมาเปลี่ยนอาชีพที่นี่? ได้เงินเร็วเหรอ?"
"เทียบกับทำโครงการแชร์ลูกโซ่ไม่ได้หรอก" หนุ่มผมแสกพูด "แต่วงการนี้มั่นคง ความเสี่ยงต่ำ"
หญิงผมยาวอดขำไม่ได้ "ก็ยังหลอกลวงไม่ใช่เหรอ? นายไม่กลัวโดนแจ้งจับหรือไง?"
หนุ่มผมแสกแย้ง "ฉันไม่ได้หลอกนะ ไม่พูดถึงว่าสัญญามีผลทางกฎหมายไหม เอาแค่รูปแบบของฉัน ของเก่าน่ะ ตรวจสอบผิดพลาดเป็นเรื่องปกติ ผู้เชี่ยวชาญระดับท็อปก็ไม่กล้ารับประกัน งานแสดงสินค้าและงานประมูลที่สัญญาไว้ ฉันก็จะหาคนมาจัดตามเวลา แล้วก็อัดวิดีโอให้ลูกค้าดู นี่ก็ทำตามสัญญาแล้ว ใครจะไปรับประกันได้ว่าของจะขายออกแน่นอน ของหลุดประมูล ก็แน่นอนว่าจ่ายเงินให้ไม่ได้"
หญิงผมยาวพูดว่า "เช่าสถานที่ถูกๆ จ้างหน้าม้ามาเป็นคนซื้อ คำนวณมาดีจริงๆ นะ"
หนุ่มผมแสกหัวเราะฮ่าๆ "วงการนี้น้ำลึกจะตาย สิบคนโกงเก้า ช่วงสองปีมานี้กระแสของเก่าในหมู่ชาวบ้านมาแรง เนื้อแท้ก็คือกลโกงที่เพิ่มขึ้นนั่นแหละ"
เขาจงใจพูดว่า "แนะนำให้เธอย้ายสายมาทำบ้าง เราหลอกลวงอย่างถูกกฎหมาย"
ในห้องตรวจสอบ ผู้เชี่ยวชาญเหลียงหย่ง ศาสตราจารย์เหลียง ตรวจดูเครื่องลายครามสี่ชิ้นอีกครั้ง
"เป็นไงบ้างครับ?" จ้าวเหว่ยไม่หวังว่าจะตามหาไอ้เด็กโง่นั่นเจอ แต่ของที่ทิ้งไว้ ถ้ามีราคาสักหน่อย ก็พอจะชดเชยความเสียหายได้บ้าง
หวงชุ่ยชุ่ยก็ลุ้นเหมือนกัน โดนหักเงินเธอก็หนีไม่พ้น
เหลียงหย่งนั่งขู่คนอยู่ที่นี่ได้ ก็ต้องมีฝีมืออยู่บ้าง เขาหยิบผ้าขนหนูเปียกมาเช็ดมือ "ลายครามสามชิ้นนี้ ช่วงปี 90 ดูจากรูปแบบและตราประทับ น่าจะเป็นเซรามิกเกรดส่งออกในปีนั้น เป็นของใช้ในชีวิตประจำวันที่ผลิตด้วยเครื่องจักรอุตสาหกรรม รวมกับจานก้นตื้นใบนั้น ไปขายที่ซุ่นซานน่าจะได้สักสี่ห้าสิบหยวน"
จ้าวเหว่ยหมดหวังโดยสิ้นเชิง รอโดนหักเงินเถอะ
"ทำไมคุณไม่บอกให้เร็วกว่านี้หน่อยคะ?" พอเกี่ยวกับรายได้ตัวเอง เสียงหวงชุ่ยชุ่ยไม่ใสแล้ว กลายเป็นแหลมปรี๊ด "บอกเร็วหน่อยเราจะได้เตรียมใจ"
เหลียงหย่งหน้าดำทันที "นังหนู พูดจาภาษาอะไร? ก่อนตรวจสอบ เธอเป็นคนมาบอกฉันเองนะ ว่าให้ตีราคาสูงๆ หน่อย!"
............
บนรถเมล์ มือข้างหนึ่งของหลี่ตงล้วงกระเป๋ากางเกงอยู่ตลอด กลัวว่าเงิน 1,000 หยวนจะเกิดอุบัติเหตุ
ยุคนี้ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินน่าเป็นห่วง มีนักล้วงกระเป๋าหากินบนรถเมล์เยอะแยะ พอโดนจับได้ก็กล้าปล้นซึ่งหน้า เจอคนขัดขืนก็อาจถึงขั้นชักมีดสวน
ปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรมอย่างเข้มงวดกำลังดำเนินอยู่ และจะต่อเนื่องไปอีกหลายปี
ส่วนเรื่องจะแจ้งจับบริษัทเจิ้งต้ายังไง หลี่ตงไม่วู่วาม ตั้งใจว่าตอนขากลับผ่านต้าเสวียเฉิง จะไปหาพี่ชายหลี่ชุน
นั่นมันมืออาชีพ
ตลาดตะวันตกมองเห็นอยู่ไกลๆ หลี่ตงพักเรื่องพวกนี้ไว้ก่อน ต่อไปต้องไปสืบข่าวเรื่องปลิง
เงิน 1,000 หยวนนี้ช่วยให้เขาหายใจหายคอคล่องขึ้น อย่างน้อยถ้าที่บ้านมีเรื่อง ก็พอจะฉุกเฉินได้
จ่ายเงินสมทบกองทุนส่วนกลาง แม่ก็ไม่ต้องกดดันมากเกินไป
แต่อยากรวย จะหยุดเดินไม่ได้
ชีวิตที่มีความสุขไม่ได้ลอยลงมาจากฟ้า
พี่ทหารเคยพูดเรื่องปลิง มีคนรับซื้อตัวอ่อนจักจั่นก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ในชนบท
หลี่ตงต้องไปดูสถานการณ์จริงก่อน
ลงรถ ยืนอยู่ที่ป้ายรถเมล์ตลาดตะวันตก หลี่ตงมองไปรอบทิศ ทั้งหมดเป็นตลาดที่ประกอบด้วยตึกแถว เพิงพัก โครงเหล็ก และแผงลอยอิสระ
ที่นี่รวมทั้งเสื้อผ้า อาหารแห้ง วัสดุก่อสร้าง ยาสมุนไพร และสินค้าเบ็ดเตล็ดไว้ด้วยกัน ปัจจุบันเป็นตลาดค้าส่งแบบครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในไท่ตง
ตลาดตะวันตกแบกรับเศรษฐกิจครึ่งฟากฟ้าทางตะวันตกของเมืองเฉวียนหนาน
หลี่ตงใช้ภาษาจีนสำเนียงเฉวียนหนานถามทาง "คุณครับ ตลาดสมุนไพรไปทางไหน?"
เฉวียนหนานกับชิงเจ้าอยู่ใกล้กันมาก แต่สำเนียงมีความแตกต่าง คนคนนั้นชี้ไปทางทิศเหนือ "ทะลุตลาดสินค้า ข้ามไฟแดงไปก็ถึง"
หลี่ตงขอบคุณ แล้วเดินมุ่งหน้าไปทางเหนือเข้าสู่ตลาดสินค้า สินค้าที่นี่ละลานตา พอจะมีกลิ่นอายของอี้อูอยู่บ้าง
โดยเฉพาะเครื่องประดับชิ้นเล็กชิ้นน้อย กำไลเรซิน จี้แก้ว กิ๊บติดผมพลาสติก ราคาถูกแต่รูปแบบสวยงาม
ตอนผ่านร้านค้าใหญ่ร้านหนึ่งที่มีแผงลอยตั้งอยู่หน้าร้าน หลี่ตงเห็นของที่สนใจ เลยขยับเข้าไปดูใกล้ๆ
นั่นคือหุ่นโมเดลพลาสติกทรานส์ฟอร์เมอร์ส ออพติมัส ไพรม์ กับ เมกะทรอน ตั้งอยู่ตรงกลาง
"เถ้าแก่" หลี่ตงถามชายวัยกลางคนที่กำลังจัดของ "ทรานส์ฟอร์เมอร์สขายยังไงครับ?"
ชายวัยกลางคนสวมแว่นตากันแดดสีชา ไว้ผมแสกข้างแบบสามเจ็ด มองหลี่ตงแวบหนึ่ง "ตัวใหญ่สิบหยวน ตัวเล็กห้าหยวน"
หลี่ตงข่มความอยากซื้อไว้ แล้วมองดูเครื่องประดับบนแผง ไม่พูดอะไรอีก หันหลังเดินไปทางทิศเหนือ
เงินน้อยเกินไป ต้องใช้ในที่ที่จำเป็นที่สุด
หลี่ตงมาถึงตลาดสมุนไพร พอเข้าสู่โซนเพิงพัก กลิ่นยาฉุนกึกก็พุ่งเข้าจมูก แสบจมูกนิดหน่อย
ที่นี่ สมุนไพรบนแผงล้วนใส่กระสอบหรือตะกร้า นอกจากแมงป่องแห้งและตะขาบที่เห็นได้ทั่วไปแล้ว ส่วนใหญ่เขาไม่รู้จัก
ปลิงแห้ง หลี่ตงรู้จักแน่นอน แต่เดินดูมาสิบกว่าแผง ไม่เห็นมีขาย
ไล่ดูไปทีละแผง ขณะที่หลี่ตงคิดจะสุ่มถามสักร้าน ในที่สุดก็เห็นปลิงแห้งที่หน้าร้านค้าแห่งหนึ่ง
ถูกมัดด้วยด้ายเป็นพวง แขวนอยู่ในที่ระบายอากาศ แกว่งไปมาเหมือนกระดิ่งลม
หลี่ตงเดินเข้าไปหา เจ้าของร้านมองเขาแวบหนึ่ง แล้วไม่สนใจ
อายุและการแต่งตัวแบบเขา ดูยังไงก็ไม่ใช่คนมาซื้อสมุนไพร
คนเราเจอกันครั้งแรก ยังไม่ทันรู้จัก ก็ต้องมองที่ภายนอกก่อน มักจะเป็นรถและเสื้อผ้าเครื่องประดับ
หลี่ตงมีมารยาทมาก ยิ้มอย่างซื่อๆ "สวัสดีครับ ขอถามหน่อยได้ไหมครับ?"
เจ้าของร้านได้ยินคำถามสุภาพ ก็เงยหน้าขึ้น "มีธุระอะไร?"
หลี่ตงชี้ไปที่พวงปลิงแห้ง "ที่นี่รับซื้อปลิงไหมครับ?"
"ฉันขายยา" เจ้าของร้านตอบตรงๆ "ไม่รับซื้อยา"
"ขอบคุณครับ" หลี่ตงยังคงสุภาพและเกรงใจเสมอต้นเสมอปลาย
ท่าทีแบบนี้สร้างความประทับใจที่ไม่เลว เจ้าของร้านชี้ส่งๆ "ไปที่ประตูทิศเหนือของตลาด ตรงนั้นมีหน้าร้านของบริษัทสมุนไพร ร้านที่ใหญ่ที่สุดนั่นแหละ รับซื้อแมลงเป็นๆ บ่อยๆ"
หลี่ตงขอบคุณอีกครั้ง รีบไปที่ประตูทิศเหนือของตลาด ไม่นานก็เจอร้านขนาดใหญ่
เขาพกความซื่อ ท่าทีนอบน้อม พูดจากับคนอย่างเกรงใจ ยิ้มนำทางก่อนพูด ไม่นานก็ได้คุยกับคน
"ปลิงเหรอ ทำยาได้จริงนั่นแหละ" ชายวัยกลางคนถือเครื่องคิดเลขในมือ
หลี่ตงถามอย่างจริงจัง "ที่นี่รับซื้อไหมครับ?"
ชายวัยกลางคนไม่ตอบ แต่กลับมองสำรวจหลี่ตง อดดูแคลนไม่ได้ "ดูอายุนายยังน้อย บ้านอยู่ริมแม่น้ำเหรอ?"
หลี่ตงไม่สนใจเรื่องจุกจิก "ผมอยู่ริมแม่น้ำชิงเจ้า ได้ยินว่ามีการรับซื้อปลิงทำยา เลยมาลองเสี่ยงดวงดูครับ"
ชายวัยกลางคนถาม "มีตัวอย่างไหม?"
หลี่ตงยิ้มเขินๆ "ลืมเอามาครับ"
"รู้สายพันธุ์ไหม?" ชายวัยกลางคนยังพอมีความอดทน
หลี่ตงนึกย้อนดู แล้วตอบว่า "น่าจะเรียกว่า ปลิงควาย"
"เป็นสายพันธุ์ที่ทำยาได้" ชายวัยกลางคนเปลี่ยนท่าทีทันที "ของพวกนี้ใช้ปริมาณไม่มาก ราคาไม่ดีหรอก"
ในฐานะพ่อค้า นิสัยแรกในการรับซื้อคือกดราคา ต่อให้ฝ่ายตรงข้ามจะเป็นเด็กหนุ่ม "ปลิงเป็นยาเฉพาะกลุ่ม ใช้น้อย ราคาไม่สูง ปกติแล้วที่นี่ฉันไม่รับซื้อนะ แหล่งของทางใต้มีเหลือเฟือ ตัวใหญ่ด้วย"
หลี่ตงยิ้มรับฟังอย่างสุภาพ
ชายวัยกลางคนพูดเรียบๆ "นายโชคดี ปีนี้ทางใต้น้ำท่วม ของหลายอย่างขนส่งมาลำบาก"
หลี่ตงไม่มีแต้มต่อ จึงรับคำชายวัยกลางคนแล้วถามว่า "เถ้าแก่รับซื้อยังไงครับ? ราคาเท่าไหร่?"
ชายวัยกลางคนนิ่งคิดนิดหนึ่ง "ตัวเป็นๆ แปดหยวนต่อจิน"