บทที่ 8 ผู้ใดปิดปาก ผู้ใดเปิดใจ
แสงเย็นเยียบวาบผ่านปลายกระบี่ที่เฉียดลำคอหลี่เสวียนเซียวเพียงหนึ่งนิ้ว หากใกล้กว่านี้เพียงเสี้ยวลมหายใจ คงทะลวงเข้าเส้นลมปราณหลักแล้ว!
เจ้าของกระบี่คือซูหว่าน ใบหน้าแดงเรื่อด้วยความอับอายและโกรธเคือง
“หากเจ้าทำแบบนี้กับเจียงลั่วด้วยก็คงดีไม่น้อย” นางกัดฟันกรอด
“นางนั้นเทียบเจ้าไม่ได้หรอก” หลี่เสวียนเซียวกล่าวเรียบ ๆ
“เจ้าติดตั้งหินจดจำคู่ในถ้ำข้าทำไม!?”
“เหตุผลมันง่ายจะตายไป” เขายักไหล่ สงบนิ่งดังขุนเขา
“เจ้า...” ซูหว่านกัดฟันแน่น ใบหน้าขาวผ่องพลันแดงราวดอกท้อแรกผลิ ยิ่งขับให้ดวงหน้างดงามประหนึ่งหยาดน้ำค้างแห่งเหมันต์
น่าเสียดาย หลี่เสวียนเซียวหาใช่คนเข้าใจอารมณ์สตรีไม่ สายตาแน่วแน่ไม่แม้แต่จะเหลือบแล มั่นคงราวพระอาทิตย์ยามเที่ยงวัน
ซูหว่านเคยคิดว่าตนกับเขาค่อนข้างสนิท ทว่าไม่เคยคิดว่าอีกฝ่ายจะกล้าทำเช่นนี้ ติดตั้งหินจดจำไว้นานถึงห้าปี!
“ตั้งแต่วันที่เจ้าพาเจียงลั่วสุ่ยกลับสำนัก ข้าก็เตือนเจ้าแล้วว่าอย่าพาคนแปลกหน้ามาโดยไม่ไตร่ตรอง” หลี่เสวียนเซียวกล่าวนิ่ง
“ข้าเริ่มสงสัยในตัวนางหลังจากนั้นไม่นาน และเพื่อป้องกันภัยลับที่อาจเกิดขึ้นกับเจ้า ข้าจึงทำเช่นนี้”
“เจ้าคิดว่าข้าเชื่อหรือ?” ซูหว่านถลึงตา
หากเป็นชายอื่นกล้าติดตั้งเครื่องมือเฝ้าดูในที่ส่วนตัวของนางแบบนี้ ป่านนี้คงสิ้นใจไปแล้วด้วยปลายกระบี่
แต่เพราะเขาเป็นคนที่ลุกขึ้นปกป้องนางในยามคับขัน นี่จึงเป็นสิ่งที่ทำให้นางรู้สึกลังเลที่สุด
“ข้ายินดีสาบานด้วยจิตแห่งเต๋า ว่าไม่เคยแอบดูภาพใด ๆ ของเจ้า ข้าทำเช่นนี้เพียงเพื่อกันเจ้าไม่ให้ถูกใส่ร้ายจากเจียงลั่วสุ่ย”
ซูหว่านนิ่งไปครู่หนึ่ง สีหน้าแปรเปลี่ยนจากกร้าวกรุ่นเป็นสงบลงเล็กน้อย
“แล้วเหตุใดเจ้าต้องทำขนาดนี้?”
“เพราะเจ้าเป็นศิษย์ร่วมสำนัก การช่วยเจ้าเท่ากับปกป้องซูซาน และนั่นย่อมเท่ากับปกป้องข้า”
นางมองเขานิ่ง ก่อนเอ่ยเสียงแผ่ว “เพียงเท่านี้หรือ?”
“เพียงเท่านั้น” เขาตอบทันควัน “และข้ามีเรื่องหนึ่งต้องเตือนเจ้า”
“เมื่อเจ้าถูกใส่ร้าย อย่าเพียงเงียบเฉยรอให้คนเข้าใจเอง โลกนี้ไม่ได้มีแต่คนอ่านใจเป็น เจ้าต้องลุกขึ้นโต้แย้งเพื่อปกป้องตนเอง มิฉะนั้นเหตุการณ์แบบวันนี้...จะเกิดขึ้นซ้ำอีกแน่นอน”
ปลายกระบี่ของซูหว่านเลื่อนออกช้า ๆ ก่อนจะเก็บกลับเข้าฝัก
“วันนี้...ขอบใจเจ้า”
“ไม่เป็นไร”
“แล้วก็ห้ามติดตั้งหินจดจำในถ้ำข้าอีกเด็ดขาด!”
“รับทราบ”
ซูหว่านจากไป ทิ้งไว้เพียงหลี่เสวียนเซียวที่ส่ายหน้าแล้วยิ้มบาง ๆ
“ศิษย์พี่สี่...เจ้าระวังมู่หรงม่อให้ดี เขาอาจไม่เป็นอย่างที่เจ้าคิด”
...
ระหว่างทางเดินลงจากเขาดาบเงิน ซูหว่านใจเตลิดไม่น้อย
— หลี่เสวียนเซียว...เขาชอบข้าหรือไม่?
หากไม่รัก เหตุใดถึงปกป้องข้า? วางแผนมาตั้งห้าปี ตั้งแต่วันที่ข้านำเจียงลั่วสุ่ยกลับมา
เขาเตือนข้าแต่ข้ามองข้าม
เขาคือศิษย์น้องที่บ้าฝึกฝนที่สุดในซูซาน ผู้อื่นพูดว่าเขาไร้อารมณ์ไร้รัก มุ่งมั่นจนแม้แต่เจ้าหญิงผู้เลอโฉมแห่งต้าซย่าก็ไม่อาจใกล้ชิดเขาได้เกินฐานะศิษย์น้อง
...แต่เหตุใดจึงรู้สึกว่าเขามีใจให้ข้า?
— นี่อาจเป็นความรักลับ ๆ ที่เขาเฝ้าซ่อนไว้มาตลอดก็เป็นได้...
นางนึกภาพหลี่เสวียนเซียวนั่งกลางลานจันทร์ ตะโกนโหยหาชื่อของนางด้วยความเจ็บปวดในใจแต่ไร้ผู้ใดได้ยิน
แต่ในยามรุ่งสาง เขายังคงฝึกฝนโดยไม่บกพร่อง ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
นางน้ำตาซึมกับภาพในจินตนาการนั้นอย่างช่วยไม่ได้
แต่ในตอนนั้นเอง—มีเงาหนึ่งปรากฏขวางหน้า
มู่หรงม่อปรากฏตัวขึ้นในชุดขาวสะอาด ท่าทางสง่างามราวบุปผาในฤดูใบไม้ผลิ
เขายิ้มอบอุ่นเสมอ แม้ดวงตาจะลึกซึ้งและรอยยิ้มจะอ่อนโยน แต่นางกลับรู้สึก...ไม่อบอุ่นเหมือนเก่า
“เจ้าจะไปหาเสวียนเซียว? เจ้าไม่ได้ทำอะไรเขาใช่ไหม?” เขาถามเสียงเรียบ
“ข้าแค่ไปขอบใจเขา เขาปกป้องข้า...ในยามที่ไม่มีใครกล้าพูดแทนข้า”
น้ำเสียงของซูหว่านเต็มไปด้วยความเฉยชา
มู่หรงม่อทำท่าจะกล่าวบางอย่าง แต่นางชิงพูดก่อน
“เจ้าโกรธข้าใช่ไหมที่ข้าไม่เข้าใจเจ้า? เจ้าไม่ควรโกรธ...เจ้าไม่ควรเงียบในตอนนั้นต่างหาก!”
คำพูดนี้ ทำให้มู่หรงม่อถึงกับนิ่งอึ้งไป
ซูหว่านยิ้มบาง ๆ ก่อนหมุนตัวจากไป ทิ้งไว้เพียงคำในใจที่ไม่มีใครได้ยินว่า—
“เสวียนเซียว...อย่างน้อยเจ้าก็ไม่เคยเงียบในเวลาที่สำคัญที่สุด”
...จบตอน