บทที่ 24 ความโหดร้ายแห่งแดนเซียน

กลุ่มของโจวเหยียนเดินตามหลังสองอสูรเสือผ่านแนวป่าทึบ เส้นทางเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงฝีเท้าของตนเองและเสียงนกจากที่ไกลโพ้น ลมหายใจของแต่ละคนผสมกลิ่นอายของความระแวดระวังและความไม่ไว้วางใจ กลิ่นดินเปียกผสมไอดินป่าคล้ายพยากรณ์ถึงบางสิ่งที่ยังไม่เผยตัว



ไม่นานพวกเขาก็มาถึงหน้าถ้ำขนาดมหึมาที่ซ่อนอยู่ใต้เงาไม้หนาแน่น เสือทั้งสองเดินนำเข้าไปก่อน พวกโจวเหยียนก็ตามติดไปไม่ห่าง ระหว่างทาง เสือตัวผู้ยังหันมากล่าวอย่างนอบน้อมว่า “เชิญท่านเซียนตามมา ที่พักของข้าแม้จะไม่เลิศหรูดังวังสวรรค์ แต่ก็มีกลิ่นอายแห่งธรรมชาติอยู่ไม่น้อย”



ภายในถ้ำกลับมิใช่ความอับชื้นสกปรกอย่างที่คาด หากแต่สว่างไสวเจิดจ้า ผนังถ้ำประดับประดาด้วยอัญมณีหลากสี ด้านบนมีโคมคริสตัลส่องสว่างจนถ้ำทั้งแห่งราวกับวันกลางวัน พื้นปูด้วยพรมขนนุ่มที่เหยียบแล้วแทบไม่รู้สึก พร้อมกลิ่นหอมบางเบาลอยออกมาจากกำยานโบราณที่เผาอยู่ในมุมหนึ่ง



ลึกเข้าไปอีก มีหีบสมบัติเรียงราย ทั้งของล้ำค่าหายาก ทั้งวัตถุโบราณประหลาดที่ส่องแสงประหลาดออกมา บางชิ้นแม้โจวเหยียนยังอดเลิกคิ้วไม่ได้ เช่นยันต์ทองคำที่มีลวดลายมังกรเร้นแสงวิญญาณอยู่ภายใน



“เจ้าทั้งสองคงกวาดสมบัติมามิใช่น้อยกระมัง” โจวเหยียนเอ่ยพลางเลิกคิ้ว แม้ถ้อยคำดูราบเรียบแต่แววตาก็ซ่อนความระแวดระวัง



เสือตัวผู้รีบก้มหัว “ข้ายินดีมอบสมบัติทั้งหมดนี้ให้ท่านเซียนทั้งสี่ เพื่อชดใช้บาปกรรมที่ผ่านมา!”



“ฮึ่ม อย่างน้อยก็ยังมีสำนึก” โจวเหยียนพยักหน้าเล็กน้อย



“เชิญทางนี้ ข้ามีของดีให้ดูอีก!” เสือตัวผู้เอ่ยยิ้มแย้ม ดวงตาวาววับอย่างประหลาด



พวกเขาถูกพาไปถึงปลายถ้ำลึกสุดซึ่งดูเงียบสงัดผิดสังเกต พื้นหินเรียบสนิท ไม่มีแม้แต่คราบฝุ่น กลิ่นอายแปลกประหลาดแผ่ออกมาอย่างบางเบา



“ของดีอยู่ไหนหรือ?” โจวเหยียนถามพลางลูบด้ามกระบี่อย่างไม่ไว้วางใจ



“เชิญท่านเซียนดูให้ถนัด” เสือตัวผู้ถอยหลังไปสองก้าว เสียงของมันเจือความนอบน้อมอย่างเกินจริง



ฉับพลัน พื้นหินสั่นสะเทือนดังก้อง แสงเวทย์เจิดจ้าพวยพุ่งขึ้นกลางถ้ำ พวกโจวเหยียนทั้งสี่ยังไม่ทันตั้งตัว กรงขังวิเศษก็ผุดพรวดขึ้นจากพื้น ล้อมพวกเขาไว้ในพริบตา! พื้นถ้ำกลายเป็นสนามประหารในพริบตา สายตาทุกคู่เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง



“พวกเจ้าคิดทรยศ?” โจวเหยียนชักกระบี่ทันควัน ดวงหน้าเยือกเย็นราวน้ำแข็ง



“หลอกพวกเจ้ามันง่ายเหมือนปอกผลไม้!” เสือตัวเมียหัวเราะลั่นอย่างบ้าคลั่ง ดวงตาเต็มไปด้วยความสะใจ



“เจ้ามันเลวเกินไปแล้ว!” ไป๋เสวี่ยกระทืบเท้าด้วยความแค้น แววตาแดงกล่ำ



“อามิตตาพุทธ...ข้าโมโหมาก” ชิงเฟิงพึมพำตาเขียว ปลายนิ้วเริ่มร่ายมนตร์



โจวเหยียนสะบัดกระบี่ใส่กรงทันที พร้อมร่ายวิชา “หนึ่งกระบี่แปรพันกระบี่” สืบทอดจากสำนักกระบี่สวรรค์ พลังแปรพันดั่งแม่น้ำพิโรธ แสงกระบี่สะท้อนเปล่งประกายทั่วถ้ำ แสงสีเงินกระพริบราวกับหมื่นดาวระยับในคืนมืด



กระบี่เป็นพันเล่มพุ่งกระหน่ำใส่ผนังกรงราวกับพายุโหมกลางคืนพายุใหญ่ แสงกระบี่สะท้อนเปล่งประกายทั่วถ้ำ แต่กรงนั้นกลับไม่ไหวติงแม้แต่น้อย ดุจภูผาที่ไม่หวั่นไหวต่อสายฟ้าฟาด!



“กรงนี่สร้างจากเถาวัลย์เวทที่เทพเซียนสมัยโบราณทิ้งไว้ ต่อให้ระดับจินตันก็มิอาจทำลาย!” เสือตัวเมียเย้ยเยาะด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม



พวกเขาไม่เชื่อว่ามันจะเหนียวแน่นถึงเพียงนี้ จึงผลัดกันร่ายเวทหลากสาย ทั้งเพลิงเผาผลาญ มวลคลื่นวารี สายลมพิฆาต และพลังธาตุแปรผันหลากรูปแบบ ทว่ากรงขังกลับคงสภาพมั่นคงดั่งเดิม ไม่มีรอยร้าวแม้เส้นเดียว ราวกับมันคือสิ่งเหนือสามัญสำนึก



“ถ้าปล่อยเราตอนนี้ เจ้าจะยังมีทางรอดนะ!” ไป๋เสวี่ยตะโกนขู่ เสียงสั่นเล็กน้อย แต่พลันรู้สึกเวียนหัว โลกหมุนเคว้งคว้างอยู่ตรงหน้า



พวกเขาอีกสามคนเริ่มหน้าซีดตามมา รู้ตัวว่าไอพิษจากเถาวัลย์เริ่มซึมเข้าสู่ร่างอย่างช้า ๆ



“เถาวัลย์นี่ปล่อยไอพิษ...พวกเจ้าอีกไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็ตายแน่!” เสือตัวผู้หัวเราะเหี้ยม เสียงของมันดังก้องสะท้อนถ้ำราวกับเสียงปีศาจจากนรก



ทุกคนเริ่มหวั่นไหว แม้พยายามทุบตี พัง เผา กลับไม่มีสิ่งใดช่วยได้



สุดท้ายถึงกับทรุดลงกับพื้น อ้อนวอนขอชีวิตด้วยเสียงแผ่วเบาเหมือนเสียงลมหายใจสุดท้ายของผู้ใกล้ตาย



แต่เสือทั้งสองเพียงหัวเราะเย้ย — ไม่มีใครให้ศัตรูโอกาสที่สอง



เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ร่างทั้งสี่ก็นิ่งสนิท สลบไสลราวกับสิ้นชีวิต



เสือทั้งสองรีบเก็บข้าวของ ทุกอย่างต้องหายไปให้เร็วที่สุด ก่อนที่สำนักพวกนั้นจะตามมาด้วยยันต์ติดตัวที่ใช้ระบุตำแหน่ง ทุกนาทีมีค่า ทุกลมหายใจอาจหมายถึงชีวิต



“เสียดายถ้ำดี ๆ เช่นนี้” เสือตัวผู้บ่นพร้อมหันกลับไปมองถ้ำเป็นครั้งสุดท้าย



“แค่รอดตายก็ดีถมแล้ว” เสือตัวเมียว่า แม้ร่างกายยังไม่ฟื้นดีจากบาดแผลเมื่อคราวก่อน ดวงตายังเปื้อนเลือด



“วันใดเจอเจ้าหลี่เสวียนเซียว ข้าจะลอกหนังมันเสียให้ได้!” เสือตัวผู้เคียดแค้น รอยแผลเก่าบนหลังมันสั่นไหวด้วยแรงโทสะ



แต่ก่อนจะทันได้ก้าวออกจากป่า...



แสงสีเงินวาบขึ้นกลางอากาศ พุ่งทะลุร่างเสือตัวผู้ไปติดกับต้นไม้ใหญ่ทันที!



เสือตัวเมียคำรามลั่น หันซ้ายขวาแต่มองไม่เห็นศัตรู — พลังลึกลับแผ่ล้อมอยู่เต็มป่า!



สายลมแปรเปลี่ยนเป็นพายุ คลื่นลมมหึมาโหมกระหน่ำจากจุดเดียวกลางแผ่นดิน เปลวหญ้าปลิวว่อน ฝุ่นทรายฟุ้งกระจายไปทั่ว



เสือตัวเมียพ่นลมหายใจเรียกลมต้านกลับ — นี่คือเวทลมซึ่งสัตว์อสูรจำพวกเสือเชี่ยวชาญ



“ตู้มมมม!” เสียงระเบิดดังกึกก้อง



พื้นป่าในรัศมีห้าชั่งสลายกลายเป็นดินเปล่า ไร้แม้แต่ต้นหญ้า ฝุ่นคลุ้งปกคลุมทั่วฟ้า เหลือเพียงเศษซากหุ่นเชิดที่ถูกฉีกเป็นชิ้น รอยเท้าถูกทิ้งไว้บนพื้นเปียกชื้นราวกับเครื่องหมายแห่งความตาย



ทันใดนั้น แสงดาบสองสายฟาดเข้าใส่นางจากฟากฟ้า!



เสือตัวเมียล้มลงทันทีไม่อาจต้านทาน โลหิตสาดกระเซ็นจากปากขณะที่ร่างกระแทกพื้น



หลี่เสวียนเซียวเดินออกจากความมืด — สายตาไร้แววปรานี เสียงฝีเท้าของเขาเยือกเย็นกว่าลมหนาว



“เจ้า...เจ้ารับปากว่าจะไว้ชีวิตพวกเรานี่!” เสือตัวผู้ครวญ ร่างมันเต็มไปด้วยเลือดแต่ยังฝืนลุก



“ข้าไม่เคยรับปาก” หลี่เสวียนเซียวกล่าวเย็นชา เสียงของเขาราบเรียบแต่ทิ่มแทงใจ



“พวกเราตกลงกับพวกของเจ้าแล้ว ขอเพียงได้ไถ่บาป แล้วค่อยตายก็ยังดี!”



“ไถ่บาปของเจ้าคือ — ตายที่นี่และตอนนี้” เสียงพูดราวตัดสินชะตา



“ข้าจะมอบสมบัติทุกอย่างให้!”



“ฆ่าเจ้าซะ ของทั้งหมดก็เป็นของข้าอยู่ดี” หลี่เสวียนเซียวตอบพลางฟาดดาบใส่ไม่ลังเล



เสือตัวเมียสิ้นลมในทันที เสือตัวผู้คำรามลั่น “เจ้าชั่ว! ข้าจะลากเจ้าลงนรก!”



“ไม่ต้องรอ ข้าจะส่งเจ้าไปก่อนเลย” หลี่เสวียนเซียววาดกระบี่ในอากาศหนึ่งครั้ง พลังคมดาบเฉือนผ่านร่างเสือตัวผู้ดั่งสายฟ้าฟาด ปิดฉากเรื่องราวแห่งความแค้นอย่างเฉียบขาด



จากนั้นเขาเก็บแหวนมิติของเสือทั้งคู่ แล้วเดินย้อนรอยทางเดิมกลับขึ้นภูเขา เสียงฝีเท้าของเขาแผ่วเบาแต่หนักแน่น สะท้อนผ่านเส้นทางสายเดิมที่เต็มไปด้วยความตายและคำถามในใจ



...จบตอน



ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 24 ความโหดร้ายแห่งแดนเซียน

ตอนถัดไป