บทที่ 46 ชั่งน้ำหนักแห่งชะตา
“ฮ่า ๆ ๆ เวลาไม่มากแล้วนะ แม่นางน้อยรีบถอดเถิด เดี๋ยวตายไปจะน่าเสียดายเปล่า ๆ”
เสียงหัวเราะอันน่ารังเกียจของเจ้าหน้าที่ชุดดำร่างผอมดังก้องในโรงเตี๊ยม ขณะกำลังย่างเท้าเข้าใกล้หลี่เมิ่งอวิ๋น ดวงตาของเขาเปล่งแสงแปลกประหลาด ลมหายใจเต็มไปด้วยกลิ่นโลหิตและแรงปรารถนาอันป่าเถื่อน บรรยากาศทั่วทั้งโรงเตี๊ยมอึมครึมดั่งถูกคลุมด้วยหมอกมรณะ
ทว่าในพริบตานั้นเอง แสงเงินวาบหนึ่งพุ่งผ่านกลางอากาศ ดุจสายฟ้าในฤดูหนาว—เย็นยะเยือกและสาดส่องรุนแรง ทุกคนยังไม่ทันได้กระพริบตา ก็เห็นศีรษะของเจ้าหน้าที่ชุดดำร่างผอมปลิวละลิ่ว ดั่งลูกข่างไร้ด้ามจับ
เสียง “ฉัวะ!” ดังขึ้น ราวกับสัญญาณประกาศอาญาสิทธิ์แห่งการลงทัณฑ์ ผู้ลงมือนั้นคือหลี่เสวียนเซียว มือข้างหนึ่งกำดาบยาว ดาบของเขาเปื้อนเลือดและหยดโลหิตก็กำลังหยดลงพื้นทีละหยด คล้ายหยาดฝนบนกระเบื้องหลังคาโบราณในคืนเงียบสงัด
เจ้าหน้าที่อ้วนยังไม่ทันตั้งตัวก็โดนหมัดของหลี่เสวียนเซียวซัดเข้าเต็มปาก ฟันทั้งปากหักกระจาย เสียง “ปั๊ก!” ดังราวกับแตงโมสุกถูกฟาดพื้น ดวงตาเบิกกว้างไม่เชื่อว่าเพียงหมัดเดียวจะทำให้โลหิตทะลักเช่นนี้
“หากเจ้าบอกว่าคำของเจ้าหน้าที่ต้องเชื่อ เช่นนั้นข้าจะทำให้พวกเจ้าพูดไม่ได้ก็พอแล้ว” หลี่เสวียนเซียวเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับกล่าวคำธรรมดา มิได้โกรธ มิได้เร่งเร้า หากแต่ทรงพลังดั่งสายฟ้าฟาดกลางเวหา
จากนั้นไม่ให้โอกาสศัตรูแม้แต่หายใจ เขากระชากศีรษะอีกฝ่ายอัดลงพื้นจนแผ่นไม้แตกร้าว และดาบก็แทงสวนขึ้นที่ลำคออย่างแม่นยำ เสียง “ฉึก!” ดังแทรกกลางลมหายใจของทุกคน ดาบทะลวงลำคอ โลหิตสาดกระเซ็น ใบหน้าของหลี่เสวียนเซียวเปรอะไปด้วยเลือด แต่ดวงตายังคงเยือกเย็นดั่งผิวน้ำในคืนจันทร์ดับ
หลี่เมิ่งอวิ๋นมองภาพนั้นด้วยสายตาสั่นระริก เป็นครั้งแรกที่นางเห็นฉากฆ่าฟันอันโหดเหี้ยมเช่นนี้ แต่ประหลาดนัก...นางกลับมิได้รู้สึกหวาดกลัว ตรงกันข้าม ใบหน้าธรรมดาสามัญของชายผู้นั้นที่ตอนแรกดูเรียบเฉย ไร้เสน่ห์ ตอนนี้กลับดูแกร่งกล้าและน่าเชื่อถือในสายตานาง คล้ายว่าภาพของเขาซ้อนทับกับวีรบุรุษในตำนานที่นางเคยอ่านเจอในคัมภีร์บูรพา
แล้วหลี่เสวียนเซียวก็หันมาหานาง ดาบในมือชี้ตรง “ถอดเสื้อ!”
“หา...?” นางร้องเสียงหลง ใบหน้าแดงซ่าน ความคิดวูบหนึ่งแล่นผ่านว่าชายตรงหน้าอาจกลายเป็นคนบ้าในฉับพลัน
เพียงครู่เดียว เสื้อผ้าบนร่างนางก็ถูกตัดออกเป็นเส้นๆ ด้วยคมดาบของเขาอย่างแม่นยำและรวดเร็วราวกับลมวายุ “กรี๊ด!” นางกรีดร้องพลางกอดตัวเองด้วยความตกใจสุดขีด
แต่ยังไม่ทันจะถามเหตุผล ชายหนุ่มก็โยนเสื้อของตนให้นาง จากนั้นเขาก็หันไปแกะเสื้อของเจ้าหน้าที่ชุดดำที่ตนเพิ่งสังหาร ดวงตานิ่งเรียบ แต่เต็มไปด้วยความคิดอันลึกล้ำ
【กฎข้อเก้า: หมู่บ้านนี้ไม่มีเจ้าหน้าที่】
【กฎข้อสิบ: ผู้ที่ใส่ชุดดำถือเป็นเจ้าหน้าที่ คำพูดของเจ้าหน้าที่ถือเป็นคำสั่ง】
การใส่ชุดดำ จึงเท่ากับสวมสถานะเจ้าหน้าที่ ซึ่งใครก็ตามต้องเชื่อฟัง หลี่เสวียนเซียวพึมพำ “หากข้าใส่ชุดนี้...ก็เป็นเจ้าหน้าที่”
ทันใดนั้นเอง ตัวอักษรเรืองแสงปรากฏขึ้นตรงหน้า ราวกับมิติรับรู้ของลั่วสุ่ยเองได้ยินความคิดของเขา
【กฎข้อสิบสอง: เจ้าหน้าที่สามารถออกจากหมู่บ้านลั่วสุ่ยได้อย่างเสรี หากผู้คนที่ถูกดูดเข้ามาเกินหนึ่งพันคน จะได้รับสิทธิ์ออกจากหมู่บ้าน พร้อมลืมทุกสิ่งเกี่ยวกับลั่วสุ่ย】
เขาแค่นเสียงเบา ๆ “แม้จะออกไปได้ แต่หากต้องแลกกับการสูญเสียความทรงจำ เช่นนั้นไม่ต่างอะไรกับการตาย”
เขาพับเสื้ออีกตัวเก็บไว้ มิเพื่อใช้เอง แต่เพื่อไม่ให้ตกไปอยู่ในมือผู้อื่น บางสิ่งไม่ควรตกอยู่ในมือของผู้ไม่เข้าใจกฎแห่งแดนพิศวงนี้
—
นอกเขตลั่วสุ่ย บนภูเขาเงียบงัน หิมะโปรยปรายเบา ๆ ลงบนผืนป่า ดั่งผงธุลีจากสวรรค์ ห่อหุ้มทุกสรรพสิ่งด้วยม่านสีขาว
หญิงสาวผู้หนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางลมหนาว สายตาแน่วแน่มองไปยังทิศทางของหมู่บ้าน เงาร่างหนึ่งปรากฏในใจนาง—หลี่เสวียนเซียว หรืออีกชื่อหนึ่ง มู่หรงม่อ
“เขายังมีชีวิตอยู่...” นางพึมพำเบา ๆ ดวงตานิ่งสงบกลับซ่อนคลื่นอารมณ์ไว้ภายใน มือทั้งสองกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ
หลิวชิวสุ่ย—ผู้นำแห่งพรรคมาร ไม่คิดว่าจะพบชายที่ตนเคยเข้าใจว่าตายไปแล้วอีกครั้ง และยังคงรอดชีวิตท่ามกลางแดนต้องสาป ทั้งยังหาญกล้าเผชิญกับอำนาจมืดเพียงลำพัง
นางพึมพำว่า “ข้า...ควรช่วยเขาหรือไม่?” เสียงนั้นแผ่วเบาราวกับถามตนเอง มิใช่ฟ้าดิน
ทว่าการช่วยเหลือของนางอาจทำลายกลไกห้วงมิติที่ผู้เฒ่าซือคงสร้างไว้ และอาจหมายถึงการทำลายล้างตนเองและพรรคของนางในพริบตา
“เขา...เป็นเพียงศิษย์หนึ่งของสำนักเล็ก แต่ผู้เฒ่าซือคงคือยอดยุทธระดับเหอถี่ หากข้าทำลายทุกอย่างเพราะคนผู้นี้ แล้วจะตอบคำถามต่อผู้อาวุโสในพรรคได้เช่นไร?”
นางหลับตาแน่น แล้วเปิดเปลือกตาขึ้นด้วยแววตาเย็นเยียบ “ข้าจะถือว่าเขาตายแล้ว...และจะส่งของบางอย่างกลับไปยังครอบครัวของเขา เพื่อเป็นการชดเชย”
นี่คือโลกของการชั่งน้ำหนักระหว่างอารมณ์และผลประโยชน์ โลกที่ผู้มีอำนาจต้องเลือกเสมอว่าจะเดินตามหัวใจ หรือรักษาสถานะเหนือหัว
แม้จะเคยรู้สึกบางสิ่งกับหลี่เสวียนเซียว แต่โลกนี้มิได้มีพื้นที่ให้กับความรู้สึกอ่อนแอ ความรู้สึกเช่นนั้นคือภาระที่ฆ่าได้แม้กระทั่งผู้นำ
—
คืนหนึ่งในหมู่บ้านลั่วสุ่ย
หลี่เสวียนเซียวเดินเข้าสู่ศาลเจ้าแห่งภูเขา มือหนึ่งถือเทียนเล่มเล็ก ไฟจากเทียนส่องไหวริบหรี่เหมือนชีพจรของเขาเอง เสียงลมครางแทรกผ่านช่องไม้หลังคา ประหนึ่งเสียงวิญญาณกระซิบ
【กฎข้อเจ็ด: ศาลเจ้าภูเขาคือพื้นที่ปลอดภัย】
【กฎข้อแปด: ในศาลเจ้าภูเขามีสัตว์อสูรที่อันตราย】
ศาลเจ้าแห่งนี้ภายนอกดูธรรมดา ทว่าภายในกลับกว้างใหญ่เกินกว่าที่ควรจะเป็น ราวกับเชื่อมโยงกับมิติอื่น มิติที่เวลาหยุดนิ่งและความกลัวแผ่ซ่านทุกอณู
ในนั้นมีร่างอสูรตนหนึ่งขดตัวอยู่—มังกรฟ้าขนาดใหญ่ที่สยายปีกครอบคลุมครึ่งศาลา ลมหายใจของมันร้อนดั่งเปลวอัคคี แต่แฝงความสงบเย็นลึกซึ้ง
มันเบิกตาขนาดเท่าชามใบใหญ่ จ้องมองหลี่เสวียนเซียวด้วยแววตาเยาะหยัน ราวกับทดสอบว่าชายผู้นี้จะทำเช่นไรต่อไป
หลี่เสวียนเซียวเพียงยืนนิ่งไม่ไหวติง แม้เปลวไฟบนเทียนจะเริ่มสั่นไหว แม้เสียงคำรามของมังกรจะราวกับฟ้าผ่าฉับพลัน เขายังคงมั่นคงดั่งผาหิน
มังกรฟ้าอ้าปากคำราม เปลวเสียงสะเทือนศาลา เทียนดับทันที เงารัตติกาลคลุมทั่ว
【กฎข้อสอง: ยามค่ำคืนต้องมีเทียนอยู่ข้างกาย และเทียนห้ามดับ】
ในความมืดสนิท หลี่เสวียนเซียวยังยืนนิ่ง หากมองจากภายนอก นั่นคือภาพของชายผู้หนึ่งที่เผชิญหน้ากับมังกรโดยไม่ไหวเอน
แต่หากมองลึกลงไป...นั่นคือชายผู้เข้าใจกลไกของกฎอย่างถ่องแท้—“ศาลเจ้าแห่งนี้คือพื้นที่ปลอดภัย” แม้จะมีสัตว์ร้าย หากไม่แสดงความกลัว ย่อมไม่ถูกทำร้าย
มังกรขยับปีก ถอนหายใจเบา ๆ พลันหายวับไปในความมืด ทิ้งไว้เพียงลมหายใจเย็นเฉียบและกลิ่นไม้โบราณในอากาศ
ภายในศาลเจ้ากลับมาเงียบสงบ ราวกับไม่มีสิ่งใดเคยเกิดขึ้น
...จบบท