บทที่ 62 สะพานวาสนาและเงาแห่งแผนการ

การคัดเลือกศิษย์เข้าสำนักซูซานเดินทางมาถึงด่านที่สาม—การประลอง ณ เวทีท้าทายอันยิ่งใหญ่บนยอดเขาทงเทียน ศิษย์ใหม่ที่ผ่านสองด่านแรกมาได้ล้วนเต็มไปด้วยความหวังอันสุกสว่างและแรงกดดันจากสายตาผู้คน เหล่าศิษย์แต่ละคนต่างเตรียมใจและฝึกฝนตนมาหลายวันเพื่อชิงโอกาสอันล้ำค่านี้ พวกเขาไม่ได้ต้องการเพียงแค่เข้าสำนัก แต่หมายมั่นจะได้ครูดี สายสัมพันธ์ดี และยืนหยัดบนเส้นทางแห่งเต๋าอย่างสง่างาม



เฟิ่งหลิวหลี หญิงสาวจากดินแดนกันดารผู้เพิ่งเข้าสู่ประตูเซียน เงยหน้ามองยอดเขาทงเทียนอันเปล่งประกายเรืองรอง ดวงตาเบิกโพลงดั่งเด็กสาวชาวบ้านที่ได้ย่างเท้าเข้าสวนวังสวรรค์แห่งตำนาน แม้สวมอาภรณ์ธรรมดา แต่ท่าทีของนางกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและดวงใจอันกระจ่างใส ขณะเดินตามฝูงชนอย่างงุ่มง่ามไม่ทันระวัง พลันก็ชนเข้ากับหญิงสาวผู้หนึ่งเข้าอย่างจัง



“ข...ขอโทษเจ้าค่ะ”



อีกฝ่ายหันมามอง ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนกล่าวด้วยรอยยิ้มเย็นชาและน้ำเสียงเหยียดหยาม



“หึ! ชาวบ้านต่ำต้อยเช่นเจ้า ผู้ไร้ทั้งชาติตระกูลและพลังปราณ ยังกล้าดีใฝ่ฝันจะเหยียบย่างเข้าสู่สำนักเซียนอันศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้อีกหรือ? น่าขันยิ่งนัก!”



เฟิ่งหลิวหลีหน้าแดงด้วยความอับอาย ดวงตาสั่นไหวดั่งผิวน้ำลมพัด ก่อนจะมีเสียงหวานแหลมแทรกขึ้นกลางฝูงชนที่อึ้งเงียบ



“เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครกัน? มีสิทธิ์อะไรมาดูแคลนผู้อื่น!”



หญิงสาวผู้กล่าวคือ หวงเพ่ยอิง—ผู้สืบสายตระกูลเก่าแก่ที่มีอาวุโสเป็นหนึ่งในผู้อาวุโสแห่งซูซาน มีทั้งพลัง มีทั้งสายสัมพันธ์ และโดยเฉพาะ...ท่าทีโอหังนั่นล่ะที่ไม่เคยเปลี่ยน นางงามสง่าดุจพญาหงส์ แต่ภายในกลับลึกลับดั่งงูพิษยามเงียบงัน



หวงเพ่ยอิงเดินเข้ามาเคียงข้างเฟิ่งหลิวหลีด้วยรอยยิ้ม “ไม่ต้องกลัว มีข้าอยู่” คำพูดที่ดูเหมือนมีเมตตา หากแต่น้ำเสียงกลับคล้ายคำสั่งกึ่งกรุณา



วาจาสั้น ๆ ทำให้เฟิ่งหลิวหลีตื้นตันใจ ดวงตาเป็นประกาย “ขอบคุณท่านพี่หวง” นางคิดว่านี่คือความกรุณาจากเทพธิดา ทว่าความจริง...อาจเป็นเพียงการล่อลวงด้วยน้ำผึ้งเคลือบยาพิษ



ฉากเล็ก ๆ นี้ตกอยู่ในสายตาของหลี่เสวียนเซียวผู้เฝ้าสังเกตการณ์อย่างลับ ๆ ตลอดการสอบเข้า เขารู้จักชื่อเสียงของหวงเพ่ยอิงดี ว่าหาใช่ผู้ใจดีไม่ นางเป็นเช่นราชสีห์ที่ยิ้มอยู่เหนือเหยื่อ หากวันใดเหยื่อผงาดขึ้นมา นางจักเป็นผู้ลงมือขย้ำเสียเอง



“บุคลิกเยี่ยงนี้...เหมาะจะเป็นชนวนให้เฟิ่งหลิวหลีแตกแยกกลายเป็นเส้นทางมารโดยแท้” หลี่เสวียนเซียวจดบันทึกลงสมุดเล่มเล็กของตนด้วยลายมือคมชัด พินิจความเป็นไปเหมือนบัณฑิตผู้ช่างวางหมากกลยุทธ์



ขณะทุกคนเคลื่อนขบวนข้ามสะพานน้ำ ศิลาใสที่ทอดยาวจากพลังของอสูรวิญญาณในตำนาน—“ชุ่ยหลิน” หรือกิเลนแห่งวารี ปรากฏขึ้นกลางสายตาผู้คนพร้อมขนสีฟ้าแวววาวลุกพล่านดั่งคลื่นสายฟ้า หยาดน้ำสาดกระจายสร้างสะพานอัศจรรย์ชั่วครู่ราวฟ้าประทาน



ผู้คนอ้าปากค้างเมื่อเห็นอสูรวิญญาณชุ่ยหลินผู้สง่างาม กิเลนวารีพลันก้าวเข้าหาฝูงชน หวงเพ่ยอิงยิ้มอย่างมั่นใจ คิดว่าโชคชะตาชี้ทางให้มันมาหาตน ใจเต้นแรงจนแทบกลั้นลมหายใจ แต่แล้ว...ชุ่ยหลินกลับเดินผ่านนางตรงไปยังเฟิ่งหลิวหลี แล้วยื่นลิ้นออกมาเลียแก้มเบา ๆ ดั่งอวยพรด้วยใจและยอมรับจากธรรมชาติ



“นางผู้นี้...มีสายใยแห่งเต๋าระดับสูง” เสียงซุบซิบดังขึ้นจากศิษย์รอบข้าง ขณะที่สายตาของหวงเพ่ยอิงเปลี่ยนจากอ่อนโยนเป็นดำมืดทันที ความริษยาปรากฏบนใบหน้าประดุจน้ำหมึกหยดลงบนกระดาษขาว



เฟิ่งหลิวหลีงุนงง แต่หัวใจกลับอบอุ่นปานทารกในอ้อมอกมารดา นางไม่รู้เหตุผล ทว่า...นางรับรู้ได้ถึงความคุ้นเคยของเจ้าอสูรวารีตนนั้น ดั่งวาสนาผูกพันจากชาติภพก่อน



หลี่เสวียนเซียวจดหมายเหตุลงทันที “ผู้ถูกเต๋าเลือก—ต้องคุ้มครองด้วยตนเอง” ใจเขาสั่นสะเทือนวูบหนึ่ง แต่ก็คงสายตานิ่งเยือกเย็นไว้เสมอ



การประลองเริ่มต้นขึ้น เฟิ่งหลิวหลีเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ผู้แข็งแกร่งหลายคน ทว่าแม้จะเปิดฉากด้วยการรับดาบแทบไม่ทัน ต่อสู้แบบรอดเป็นรอบ ๆ กระอักเลือดหลายครั้ง แต่ทุกครั้งนางก็สามารถพลิกสถานการณ์กลับมาเป็นฝ่ายชนะได้อย่างปาฏิหาริย์ราวโชคชะตาหนุนหลัง



นางฝ่าด่านจนเข้ารอบสี่คนสุดท้าย และจะต้องเผชิญหน้ากับ...หวงเพ่ยอิง ผู้ซึ่งบัดนี้ มิใช่เพียงศัตรูแห่งการประลอง แต่คือขวากหนามแห่งชีวิตบนเส้นทางเซียน



“หากข้าชนะ ข้าจะได้เป็นศิษย์ของท่านปรมาจารย์ยอดเขาใช่หรือไม่?” เฟิ่งหลิวหลีถามหลี่เสวียนเซียวด้วยประกายตามุ่งมั่น เจือกลิ่นความหวังอันไม่ยอมแพ้แม้สักเสี้ยวใจ



“ในทางทฤษฎี ใช่” หลี่เสวียนเซียวตอบเรียบ ๆ “แต่เจ้าไม่จำเป็นต้องฝืนใจ เพียงเข้ารอบสี่ก็เพียงพอที่จะถูกเลือก” น้ำเสียงของเขาสุขุมดั่งกระแสน้ำใต้ธาร



เฟิ่งหลิวหลีส่ายหน้า “ข้าต้องการเป็นที่หนึ่ง ข้าจะเลือกท่านปรมาจารย์ยอดเขาด้วยตนเอง ไม่ใช่ให้เขาเลือกข้า!” คำพูดนั้นราวสายฟ้าฟาดใจของหลายคนที่ได้ยิน



หลี่เสวียนเซียวมองนางด้วยรอยยิ้มจาง “ยอดเยี่ยม...เจ้ามีจิตแห่งการเลือกชะตาของตนเอง” เขาเงยหน้ามองท้องฟ้า พลางลอบคิดว่า...บางทีหญิงผู้นี้ อาจเป็นหนึ่งในผู้ที่เปลี่ยนแปลงโลกนี้



ด้านหนึ่ง หวงเพ่ยอิงกำหมัดแน่นขณะมองดูเฟิ่งหลิวหลี ยิ่งรู้ว่านางอาจได้เป็นศิษย์ของปรมาจารย์ยอดเขา ใบหน้าของหวงเพ่ยอิงก็ยิ่งแสดงความไม่พอใจปิดไม่มิด ความอาฆาตแผ่กลิ่นอายอันอึมครึมออกมา



ด้านอีกฝั่งของภูผา หลูจื่ออิ๋น ปรมาจารย์ยอดเขาผู้เยือกเย็น เหลือบมองเฟิ่งหลิวหลีด้วยสายตาครุ่นคิด “ฟ้าลิขิต หรือบ่วงกรรมกันแน่…” คำถามที่ไม่มีผู้ใดตอบได้ นอกจากเวลา



ตกค่ำ หลูจื่ออิ๋นกลับสำนัก หวังจะดื่มชาดับจิต แต่พบน้ำชาหมด—เขาจึงเดินทางไปยังยอดเขาจ่างอี้ด้วยตนเอง หวังจะซื้อชาเพิ่ม ทว่าเมื่อระลึกได้ว่าเบื้องหลังเขาเงินกระบี่มีไร่ชาเล็ก ๆ เขาจึงเปลี่ยนเส้นทางไปยังภูเขานั้น



ไร่ชาหลังยอดเขาเงินกระบี่มีบรรยากาศชวนฝัน แสงจันทร์สาดส่องผ่านยอดไม้สะท้อนเงาบนผิวน้ำ เขาเด็ดใบชาสดใสจากต้น ใช้ธาตุน้ำกลั่นล้างแล้วต้มน้ำด้วยปราณ เพลิดเพลินกับความสงบจนพลันเงยหน้าพบผลไม้ประหลาดเปล่งประกายสีสด เขาหยิบมาลองลิ้มรส



“อืม...หวานละมุน” เขากล่าวเบา ๆ ก่อนจะดื่มชาถ้วยหนึ่งช้า ๆ แล้วลุกขึ้นจะกลับ ทว่าเมื่อก้าวเท้าออกจากไร่ชา...



กลับพบว่าตนเดินออกจากไร่ชาไม่ได้อีก!



### เงาที่ไม่ใช่ของตน



เขาหยุดฝีเท้า มองซ้ายมองขวา เห็นทุกสิ่งยังคงเดิม แต่ทางออกกลับหายไป



“นี่มัน...กับดัก?” เสียงคำรามต่ำดังในลำคอ



แสงจันทร์เย็นยะเยือก สะท้อนเงาเขาไว้เบื้องหลัง—เงาที่ดูเหมือนไม่ใช่ของเขาคนเดียวอีกต่อไป



...จบบท



ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 62 สะพานวาสนาและเงาแห่งแผนการ

ตอนถัดไป