ตอนที่ 57 ความพยายามของฉินซีฮ่องเต้
“อา!”
หลี่เจ้ายังงุนงงอยู่ไม่น้อย เขาบอกไปชัดถ้อยชัดคำแล้วว่าไม่ถนัดการปราบโจร แต่ฉินซีฮ่องเต้กลับยังมอบหมายหน้าที่นี้ให้จริง ๆ ถึงกับมีรับสั่งให้ปราบโจรให้ได้ภายในสามวัน ทั้งที่มอบทหารมาแค่ห้าร้อยนาย เช่นนี้มิเท่ากับผลักเขาไปตายหรือ?
แม่ทัพใหญ่อย่างม่งอี๋ยังต้องพ่ายแพ้กลับมา แล้วเขาจะไปทำอะไรได้? ไหนเลยเขาเป็นแค่คนที่อยากหาทางทำเงินเลี้ยงตัวเท่านั้น เรื่องวุ่นวายอื่นขอหลีกให้ไกลสุดฝั่งฟ้า แต่ตอนนี้...กลับถูกความยุ่งเหยิงไล่ตามทันเสียเอง
หากถามว่าฉินซีฮ่องเต้มองเขาดีจริงหรือ? เขาเองยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดอีกฝ่ายถึงไว้ใจเขานัก
“ฝ่าบาท กระหม่อมเห็นว่าไม่สมควรพ่ะย่ะค่ะ! หลี่เจ้ายังเยาว์วัยนัก อีกทั้งไม่ชำนาญการศึก ควรรอให้มหาเสนาบดีทั้งสามมาพร้อมหน้าก่อน ค่อยหารืออย่างรอบคอบเถิด”
คำประกาศของฉินซีฮ่องเต้ทำเอาเฟิงเจี๋ยวสะดุ้งจนแทบหงายหลัง รีบคัดค้านเต็มเสียง
หลี่เจ้าเนี่ยนะจะไปปราบโจร? เหมือนส่งคนไปตายเปล่า!
แม้จะไม่ชอบขี้หน้าเฟิงเจี๋ยวนัก แต่หลี่เจ้าก็อดรู้สึกขอบใจไม่ได้ อย่างน้อยครั้งนี้ก็มีคนออกหน้าปกป้องเขาอยู่บ้าง
แต่ฉินซีฮ่องเต้กลับไม่ไหวติงต่อคำคัดค้าน ใบหน้าเต็มไปด้วยความแน่วแน่จนน่าหนักใจนัก
ฉินซีฮ่องเต้โบกพระหัตถ์พลางเอ่ยด้วยแววตาประหลาด “ไม่ต้อง ข้าเชื่อมั่นว่าหลี่เจ้าสามารถทำภารกิจนี้ได้สำเร็จแน่นอน”
จากนั้นก็หันไปทางหลี่เจ้า พลางตรัสว่า “หลี่เจ้า เจ้าว่ายังไง?”
น้ำเสียงนั้นเด็ดขาด ประหนึ่งพระราชโองการจากสวรรค์ ไม่มีที่ให้หลีกเลี่ยงแม้แต่น้อย
<ข้าจะสำเร็จบ้าอะไร! ข้าเป็นแค่ชาวนา จะไปรบกับใครได้! ฮ่องเต้เจ้าคิดจะเล่นข้าเล่นแบบนี้หรือ? เอาให้มันเบาหน่อยสิ!>
ฉินซีฮ่องเต้ได้ยินความคิดนั้นก็แอบหัวเราะอยู่ในใจ ราวกับเอ่ยตอบอย่างเย็นชาว่า “ข้าก็เล่นเจ้านั่นแหละ แล้วเจ้าจะทำไม?”
แม้คิดอยากปฏิเสธเต็มประดา แต่หลี่เจ้าก็รู้ดีว่าหากขัดรับสั่ง อาจได้หัวหลุดจากบ่าไปทันที
“ขอรับ... ขอรับ กระหม่อม... รับพระราชโองการ!”
เขารู้สึกเหมือนมีมือใหญ่มาจับคอหอยไว้แน่น ไม่มีทางขัดขืนได้แม้แต่น้อย
“อืม”
ฉินซีฮ่องเต้ยิ้มอย่างพึงใจ แล้วหันไปสั่งกับขุนนางข้างกายว่า “ประกาศคำสั่งข้า เกณฑ์กองกำลังป้องกันเมืองห้าร้อยนาย ขึ้นตรงต่อหลี่เจ้า”
หลี่เจ้าได้แต่ฝืนรับคำแล้วเดินจากไปอย่างไร้เรี่ยวแรง
หลังจากทุกคนถอยออกจากท้องพระโรง ไม่นาน ขุนนางที่รับคำสั่งกลับมากราบทูล
“ทุกอย่างเรียบร้อยดีหรือไม่?”
“เรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
ครั้งนี้ ฉินซีฮ่องเต้คลายสีหน้าขึงขัง เปลี่ยนเป็นท่าทีสบาย ๆ ถามอย่างใคร่รู้ “เจ้าคิดว่าหลี่เจ้าเป็นคนเช่นไร?”
เมื่อถูกถามเช่นนั้น ขุนนางคนนั้นถึงกับลนลาน ไม่กล้าตอบตรง ๆ “กระหม่อมไม่กล้าออกความเห็นต่อหลี่เจ้า ขอฝ่าบาททรงอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
ตั้งแต่โดนฮ่องเต้เอ็ดไปคราวก่อน เขาก็กลัวการตอบคำถามของเบื้องสูงจนตัวสั่น
“ข้าให้เจ้าพูดก็คือให้พูด พูดตามตรงเถอะ!” ฉินซีฮ่องเต้เริ่มออกอาการรำคาญ
“พะยะค่ะ!”
ขุนนางผู้นั้นลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยออกมาว่า “แม้หลี่เจ้าจะอายุยังน้อย แต่ข้าคิดว่าเขาเป็นผู้มีพรสวรรค์หาตัวจับยาก”
“โอ้?” ฉินซีฮ่องเต้แสดงสีหน้าประหลาดใจ “ว่าต่อไปสิ”
“พะยะค่ะ!”
“ไม่ว่าจะเป็นการคาดการณ์ราคาของรูปปั้นหยก หรือความสามารถในการผลิตกระดาษ ทำปุ๋ย หลี่เจ้าล้วนแสดงความสามารถเหนือใครทั้งสิ้น ไม่มีผู้ใดเทียบได้”
“ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องการเพิ่มผลผลิตข้าวก็ด้วย แม้แต่ชาวนาเก่ง ๆ ยังไม่กล้าพูดว่าไร่หนึ่งจะให้ผลแปดถัง แต่หลี่เจ้ากลับพูดด้วยความมั่นใจ นั่นย่อมแสดงว่าเขามีความเชื่อมั่นอย่างแท้จริง”
“คนเก่งปานนี้ หาผู้ใดเทียบมิได้”
“ที่น่าชื่นชมยิ่งกว่านั้นคือ หลี่เจ้ายังกล้าหาญและมีคุณธรรม ช่วยชีวิตองค์หญิง มอบอาวุธให้ม่งแม่ทัพใช้ป้องกันตนจนสามารถรอดชีวิตได้”
“พรสวรรค์ระดับนี้ หายากยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ”
ฉินซีฮ่องเต้พยักหน้ารับช้า ๆ เขารู้อยู่แล้วว่าหลี่เจ้ามีคุณสมบัติเหล่านี้อยู่ในตัว
แต่ขุนนางผู้นั้นยังกล่าวต่อด้วยความลังเลว่า “แต่กระหม่อมยังข้องใจอยู่สิ่งหนึ่ง ทำไมฝ่าบาทถึงส่งยอดคนอย่างเขาไปเสี่ยงตายพ่ะย่ะค่ะ?”
ในสายตาของขุนนางผู้นี้ การให้หลี่เจ้าไปปราบโจรไม่ต่างจากการส่งคนไปตาย
ฉินซีฮ่องเต้แค่นหัวเราะในลำคอ มุมปากยกยิ้มอย่างแปลกประหลาด “เจ้าก็คิดว่าเขาจะไปตายเหมือนกัน?”
ขุนนางผู้นั้นรีบคุกเข่าลงทันที กล่าวด้วยความตกใจ “โปรดทรงอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมกล่าวตามความจริง หลี่เจ้าแม้มีพรสวรรค์ แต่ยังเป็นหยกที่มิได้ขัดเกลา หากต้องเผชิญหน้ากับเหล่าโจร อาจไม่สามารถปกป้องตนเองได้”
“งั้นหรือ?” ฉินซีฮ่องเต้ไม่ได้แสดงความโกรธ กลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “หึ หากไม่ลอง แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าหยกชิ้นนี้จะขัดเกลาไม่ได้? ถ้าเขาทำได้ล่ะ?”
“แต่... แต่ถ้าเขาพลาดท่าตายจริง ๆ ล่ะพ่ะย่ะค่ะ เช่นนั้นก็มิใช่ความผิดของฝ่าบาทหรือ?” ขุนนางคนนั้นลังเลหนัก
ผ่านการสังเกตหลายวัน เขาเองก็รู้ดีว่าฮ่องเต้คาดหวังในตัวหลี่เจ้ามากเพียงใด
ฉินซีฮ่องเต้ก้าวช้า ๆ สีหน้าเปี่ยมด้วยความหนักแน่น “หากข้าไม่ลอง แล้วจะหานายทัพได้จากที่ใด?”
นับตั้งแต่รวมแผ่นดินเป็นหนึ่ง อดีตนายทัพผู้ยิ่งใหญ่ก็ล้มหายตายจากหรือแก่ชราเกินใช้งาน เหล่าที่พอใช้งานได้ก็ถูกส่งไปประจำการตามชายแดนหมดแล้ว ในราชสำนักแทบไม่เหลือแม่ทัพให้พึ่งพา หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ต้าฉินย่อมถึงคราวคับขัน
ผู้ที่สามารถสร้างอาวุธยิงได้ทีละสิบกว่าคน แถมยังกล้าหาญ ไม่สะทกสะท้านต่ออันตราย บุคลิกเช่นนี้ย่อมมีเค้าโครงของแม่ทัพอยู่ในตัว
หลี่เจ้านั้นแหละ คือหยกที่รอการขัดเกลา และคือผู้ที่เขา อิ๋งเจิ้ง* ฝากความหวังไว้
“แน่นอน ถึงเขาจะพ่ายแพ้ให้พวกโจรก็ตาม แต่เขาจะไม่มีวันตาย! คนเก่งของต้าฉินเช่นนี้ ข้าจะไม่ยอมให้สูญเสียไปในป่าเขาเด็ดขาด!”
ขุนนางคนนั้นสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะเข้าใจความนัยในพระดำรัส —ใช่แล้ว เขารู้จัก “หน่วยเงาน้ำแข็ง” องค์กรลับสุดยอดของต้าฉินดี
—ฮ่องเต้ทรงเตรียมการไว้หมดแล้ว…
*อิ๋งเจิ้ง คือชื่อเดิมของฉินซีฮ่องเต้