ตอนที่ 2 เก้าผู้ยิ่งใหญ่ทะลวงสวรรค์!
“แคร่ก แคร่ก แคร่ก...”
เสียงเคียวและจอบเสียดสีกับพื้นดินขณะซูหนิงกำลังกวาดวัชพืชรอบบ้านด้านหน้าและหลัง เขาฟาดลงอย่างชำนาญด้วยกล้ามแขนที่เคยผ่านงานหนักมาแต่เด็ก แม้เวลาจะผ่านไปนานแต่ท่าทางของเขาก็ยังเป๊ะทุกกระบวนท่า ดูแล้วก็รู้ว่าคนคนนี้ไม่ใช่มือใหม่เรื่องทำไร่ไถนา
บ้านของเขาตั้งอยู่ในที่ห่างไกล โดดเดี่ยวอยู่กลางไร่นาของตนเอง
โดยปกติ บ้านในชนบทมักรวมตัวเป็นกลุ่มบ้านหรือหมู่บ้าน มีเพื่อนบ้านคอยดูแลกันและกัน
แต่พ่อของซูหนิงเป็นคนเงียบขรึมไม่ชอบสุงสิงกับใคร จึงสร้างบ้านหลังนี้ไว้กลางแปลงนา นอกจากจะสะดวกในการทำไร่ไถนาแล้ว ยังเป็นการหลีกหนีผู้คนโดยสมบูรณ์
“เฮ้อ...โรคกล้ามเนื้อแข็งนี่มันน่ารำคาญจริง ๆ แค่ขยับนิดหน่อยก็เหมือนจะหมดแรงแล้ว นึกถึงเมื่อก่อนนะ กล้ามเนื้อชั้นแน่นปั๊ก ยืนไถนาสิบไร่ยังไม่เหนื่อยเลย” ซูหนิงบ่นปนหัวเราะกับตัวเอง
เขาก้มหน้าทำงานต่อ วัชพืชปกคลุมผืนดินมาเป็นเวลาหลายปี กอหญ้ารกชัฏเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด
ไม่รู้ว่าเขาใช้เวลาถอนหญ้านานแค่ไหน ในที่สุดทุ่งหญ้ารกก็กลายเป็นผืนดินเรียบสะอาด
โล่งตาขึ้นมาก
ราบเรียบขึ้นหลายส่วน
“ฟู่ ฟู่ ฟู่...”
เขาวางจอบลง ใช้เคียวยันตัวนั่งพัก มองดูผลงานของตนด้วยความรู้สึกพึงพอใจลึก ๆ
พักหายใจไม่นานก็กลับไปเก็บเศษหญ้า
“อืม? นั่นอะไร?”
เขากำลังจะโกยหญ้าไปรวมกันเพื่อนำไปเผา แต่กลับสะดุดตากับสิ่งแปลกตาชิ้นหนึ่ง
“โครงกระดูก? คนเหรอ?”
“แต่มันเล็กเกินไปนะ...”
สิ่งนั้นคือโครงกระดูกมนุษย์ที่มีขนาดไม่ถึงครึ่งข้อนิ้วและกำลังส่องประกายเหมือนอัญมณี
“ใครทำของตกไว้หรือเปล่านี่?” ซูหนิงพลิกดูโครงกระดูกน้อยในมือด้วยความงุนงง คิดว่ามันเป็นของตกแต่ง
“แต่งานชิ้นนี้มันละเอียดเกินไปแล้วนะ เหมือนของจริงไม่มีผิดเลย ช่างฝีมือที่ไหนจะเทพขนาดนี้” เขามองมันอย่างตั้งใจ
ชิ้นงานดูดี ละเอียดสุด ๆ
ดูอยู่สักพัก ความตื่นตาตื่นใจก็เริ่มจางลง เขาเลยเก็บมันเข้ากระเป๋าแล้วกลับไปเก็บหญ้าต่อ
แต่ยังไม่ทันไร เขาก็เจออีกหนึ่งโครงกระดูกที่คล้ายกัน
คราวนี้สีแดงราวกับทับทิม
ด้วยความอยากรู้ เขาเริ่มพลิกหาหญ้าและเจออีกมากมาย
ไม่ใช่แค่โครงกระดูกคน บางชิ้นเป็นโครงกระดูกสัตว์ หนึ่งในนั้นดูคล้ายกระดูกของงู แต่เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนกลับรู้สึกว่ามันน่าจะเป็น...กระดูกมังกร?
“นี่มันอะไรกันเนี่ย ใครทำหล่นไว้เยอะแยะ?”
ในกอหญ้า เขาเจอมากถึงสิบแปดชิ้น
เขาค้นซ้ำอีกรอบก็ไม่พบอะไรเพิ่มเติม จึงตัดสินใจรวบรวมหญ้าทั้งหมดมาเผาไฟ
ไฟลุกโชนลามไปทั่ว เขาไม่สนใจเปลวไฟนัก กลับนั่งเล่นโครงกระดูกจิ๋วอย่างเพลิดเพลิน
สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้สวยจนแทบวางไม่ลง
เปล่งประกายราวกับเพชรเม็ดเล็ก
ถึงจะไม่ใช่นักสะสม เขาก็รู้สึกถูกชะตาตั้งแต่แรกเห็น
“ไอ้โครงกระดูกพวกนี้มากับหญ้า งั้นในแปลงน่าจะยังมีอีกแน่” เขาคิดในใจ
เขาก้มหน้าค้นหาต่อไปเรื่อย ๆ
แล้วก็เจอจริง ๆ
พลางเก็บพลางยัดใส่กระเป๋า จนมาถึงใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง เขาก็ต้องอ้าปากค้าง
ต้นไม้ต้นนี้คือต้นที่พ่อเขาเคยฝากเมล็ดไว้เมื่อหลายปีก่อน ตอนมัธยมเขาเอามาปลูกเล่น ๆ ไม่คิดว่าตอนนี้จะโตขนาดนี้
เขาไม่รู้ว่ามันคือต้นอะไร แต่รูปร่างลักษณะค่อนข้างแปลกตา
รอบ ๆ ต้นไม้ในรัศมีหนึ่งเมตร มีโครงกระดูกสีทองวางเรียงกันเป็นวงกลม
แต่นั่นยังไม่ใช่สิ่งที่ช็อกที่สุด
ใต้ต้นไม้...ตอนนี้...มีแมลงตัวหนึ่ง กำลังต่อสู้อย่างดุเดือดกับกลุ่มคนตัวเล็ก
ใช่แล้ว คนตัวเล็กจริง ๆ
ตัวเล็กยิ่งกว่าครึ่งข้อนิ้ว
“แม่งเอ๊ย...”
ซูหนิงสบถ รีบขยี้ตาแรง ๆ
“ฉันไม่ได้ตาฝาดใช่ไหมเนี่ย...พวกเขามันคนแคระจริง ๆ”
“แล้ว...นั่นมันบินได้เหรอวะ?”
“อ๊ะ...กำลังเหาะเหิน! ใช้กระบี่บินด้วย?!”
“เวรล่ะ...อย่าบอกนะว่าโรคเราลุกลามถึงขั้นเห็นภาพหลอนแล้ว?”
ซูหนิงไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
คนปกติคนไหนจะเจอภาพแบบนี้แล้วเชื่อได้บ้างล่ะ...
แน่นอน...เว้นแต่จะบ้าไปแล้วจริง ๆ
“แต่ฉันก็ไม่เคยได้ยินนะ ว่าคนเป็นมะเร็งจะเห็นภาพหลอน...” เขาพึมพำพลางส่ายหน้า
แต่ยังไม่ทันจะคิดอะไรไปไกล สายตาเขาก็ถูกดึงดูดด้วยศึกใต้ต้นไม้นั่น
หนึ่ง สอง สาม...ทั้งหมดเก้าคน กำลังรุมแมงมุมตัวหนึ่งที่มีขนาดเท่านิ้วโป้ง
ทั้งเก้าคนแต่งกายแตกต่างกัน บ้างในชุดขาวปลิวไสวราวเทพธิดา บ้างใส่ชุดเต๋ามีขลุ่ยลอยเคียง บ้างถือไม้เท้าแผ่รัศมีดวงอาทิตย์จากด้านหลัง บ้างก็แผ่รังสีอำมหิตถือธงดำเรียกวิญญาณดูน่ากลัวสุดขีด...
พวกเขาต่อสู้กับแมงมุมอย่างดุเดือด
และดูเหมือน...จะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบเสียด้วย
“เซียนหญิงแห่งคุนหลุน เจ้าล่อความสนใจของปีศาจแห่งความโกลาหล!”
“พระพุทธเจ้าซูมี่ ท่านลอบโจมตีจากด้านหลังมัน!”
“มารแห่งห้วงลึก ใช้ธงอาคมสับสนจิตมันเข้าไป!”
...
เสียงสั่งการดังจากชายในชุดเขียวที่ถือดาบยาว ใบหน้าจริงจัง
“ที่เหลือ...ตามข้ามา!” เขากวัดแกว่งดาบคำราม
“เหล่าสหายทั้งหลาย แม้ปีศาจแห่งสวรรค์จะแข็งแกร่ง แต่เราห้ามปล่อยให้ชื่อเสียงของผู้แสวงหาการหลุดพ้นต้องมัวหมอง! ต่อให้ร่างแตกวิญญาณสลาย ก็ต้องสู้จนหยดสุดท้ายเพื่อแสดงให้เห็นถึงจิตแห่งการไม่ยอมแพ้ของพวกเรา!”
เหล่าคนตัวเล็กกำลังประชุมวางกลยุทธ์อย่างเคร่งเครียด
ภาพที่ซูหนิงเห็นคล้ายฉากในซีรีส์จีนแนวเซียนอมตะ เหมือนเป๊ะไม่ผิดเพี้ยน
แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตลก เพราะขนาดที่เล็กจนเหมือนมดกำลังแสดงละคร
“นี่มันอะไรกันฟะ...พวกเจ้ามาจากไหนกันแน่?”
หนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านั้น...
ในโลกแห่งเซียนนามว่า 'โลกแห่งชะตา' (โลกเฉียนคุน)
เก้าผู้ยิ่งใหญ่ทะลวงความว่างเปล่า กระทำการบินทะยานขึ้นสู่สวรรค์ สร้างความสั่นสะเทือนให้กับทั่วทั้งแดน
เก้าผู้ยิ่งใหญ่ประกอบด้วย:
เซียนหญิงแห่งคุนหลุน จากดินแดนศักดิ์สิทธิ์คุนหลุน
มารแห่งห้วงลึก จากแดนปีศาจ
พระพุทธเจ้าซูมี่ แห่งศาสนาพุทธอมตะ
เซียนกระบี่นิรนาม จากอาณาเขตแห่งดาบ
ปราชญ์แห่งเขาเวิ่นเต่า
จักรพรรดิเขียว แห่งเผ่างูเหิน
จักรพรรดิแห่งต้าเซี่ย จากราชวงศ์อมตะ
ราชินีงูนาคา แห่งท้องทะเลลึก
จักรพรรดิสุริยัน แห่งเหล่าสัตว์เทพ
...
พวกเขาล้วนเป็นยอดฝีมือในรอบหมื่นปี บรรลุวิถีจนถึงขีดสุดของโลกนี้
แม้เหล่าผู้ฝึกเซียนก่อนหน้านี้จะเคยส่งเสียงเตือนจากช่องทางบินสู่สวรรค์ว่า “ห้ามทะลวง!” พวกเขาก็ไม่หวั่น
ในวันนี้ พวกเขาต่างนัดหมายกันเพื่อทะยานพร้อมกันทั้งหมด จะได้มีพลังสนับสนุนกัน
วันที่พวกเขาขึ้นสู่ฟ้า ถือเป็นวันที่สำคัญที่สุดของโลกแห่งชะตา
ไม่รู้ว่ามีกี่ตระกูลผู้มีอำนาจ สำนักใหญ่ ราชวงศ์เก่า ต่างจับตามอง 'แท่นทะยาน' ใจกลางแดน
เก้าผู้ยิ่งใหญ่ปรากฏตัวตามนัด
แต่ละคนมีพลังเปี่ยมล้นจนทำให้ผู้คนต่างตัวสั่นด้วยความเคารพ
“นี่แหละคือพลังของผู้ที่กำลังจะขึ้นสวรรค์?”
“น่ากลัวเกินไปแล้ว!”
“ข้าเมื่อไหร่จะไปถึงขั้นนั้นบ้างนะ...”
ผู้คนมองร่างทั้งเก้าบนแท่นราวกับกำลังมองดวงตะวัน
เพียงคำพูดหรือหนึ่งท่วงท่าของพวกเขา ก็สามารถเปลี่ยนกฎแห่งสวรรค์
บางคนเพียงแค่เห็นแวบเดียวก็เกิดดวงตาแห่งปัญญา สำเร็จขั้นได้ทันที
ผู้ฝึกตนในแดนต่างยิ่งรู้สึกถึงความน่าเกรงขามของทั้งเก้าผู้ยิ่งใหญ่
“บางที...พวกเขาคงถึงขั้นที่สามารถสังหารเซียนได้แล้ว!”
“โลกนี้คงไม่อาจรองรับพวกเขาได้อีกต่อไป แม้ในแดนสวรรค์ พวกเขาก็ยังอาจกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งฟากฟ้า!”
เหล่าผู้สูงวัยร่ำไห้ด้วยความตื้นตัน
“ข้ากับจักรพรรดิเขียวเคยต่อสู้พิสูจน์วิถีกันมาแล้ว สามวันสามคืน สนามรบครอบคลุมฟ้าดินทั้งเก้า ท้ายที่สุดข้าแพ้เขาแบบเฉียดฉิว แต่ตอนนี้...เขาคงแค่ดีดนิ้ว ข้าก็ไม่อาจทานได้อีกต่อไป” ราชันเฒ่าจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์เอ่ย
พวกเขาเชื่อมั่นว่า เก้าผู้ยิ่งใหญ่ไร้เทียมทาน
ในแดนล่างไม่มีสิ่งใดก้าวข้ามพวกเขาได้อีก
การรวมตัวกันครั้งนี้ หากไปถึงแดนสวรรค์ก็คงเขย่าฟ้า คว่ำดิน บุกทะลวงทุกศัตรู กลายเป็นตำนานแห่งความเป็นอมตะ
“แต่ว่า...พวกเขาเก่งถึงขั้นนี้แล้ว ยังจะขึ้นสวรรค์ให้ลำบากอีกทำไม?”
“เจ้าคงไม่เข้าใจ...ผู้แข็งแกร่งย่อมต้องการฝ่าไปให้เหนือกว่า ยิ่งขึ้นไปสูง ยิ่งมีศัตรูเหนือกว่ารออยู่... ทางเดียวคือต้องทะยานขึ้น!”
“เจ้าพูดถึง...สิ่งมีชีวิตแห่งความโกลาหล?”
“เงียบ! อย่าเอ่ยถึงอีก!”
“เข้าใจแล้ว!”
...
“เปิด!”
เก้าผู้ยิ่งใหญ่โบกมือเบา ๆ ฟ้าก็แตกออก เป็นช่องว่างอันลึกลับที่ปกคลุมด้วยพลังแห่งความโกลาหลไร้กฎเกณฑ์
ทั้งเก้าพยักหน้า พร้อมมองกลับมายังผืนแผ่นดินเป็นครั้งสุดท้าย แล้วพุ่งตัวเข้าไปในประตูแห่งสวรรค์
“ขอน้อมส่งจักรพรรดิเขียว!”
“ขอน้อมส่งองค์หญิงเซียน!”
“ขอน้อมส่งจักรพรรดิใหญ่!”
ผู้ฝึกตนนับไม่ถ้วนต่างร้องส่ง หลายสายโลหิตร่ำไห้ปานจะขาดใจ
แต่ในใจก็เปี่ยมด้วยความหวัง ว่าสักวันพวกเขาจะได้เห็นเหล่าบรรพชนกลับมาในฐานะผู้ยิ่งใหญ่แห่งแดนสวรรค์ ปูทางสู่ความไร้พ่าย ปราบศัตรูแห่งฟากฟ้า!
แน่นอน ด้วยพลังระดับนี้ อีกทั้งยังรวมตัวกันถึงเก้าคน แบบนี้ต่อให้ไปโลกไหน ก็ไม่ใช่แค่สุดยอด แต่คือกลุ่ม ‘คนโคตรโหด’ ระดับจักรวาล
เมื่อถึงวันหวนคืนโลกเดิม...ฉากนั้นจะเป็นเช่นไรนะ?
ทว่า...
……
……