ตอนที่ 10 ย้ายโรงเรียน

  ตอนเย็นหลังเลิกเรียน เหอฉิงมีแม่มารับกลับบ้าน

  เด็กหญิงตัวน้อยสะพายกระเป๋าใบเล็กเดินกลับมาถึงบ้าน เดิมทีตั้งใจว่าจะรีบไปถามหลินเจิ้งหรานให้รู้เรื่องข่าวลือซะหน่อย ทว่าเมื่อเดินผ่านหน้าห้องน้ำ ดันเหลือบไปเห็นหวีที่วางอยู่โดยบังเอิญ

  เหอฉิงขยับเก้าอี้ตัวเล็กไปวางใต้โต๊ะเครื่องแป้ง แล้วปีนขึ้นไปยืน

  เธอหยิบหวีขึ้นมา สางผมหน้าม้าที่กระเซิงกับผมหางม้าให้เรียบร้อยตรงสวย

  พอเห็นในกระจกแล้วพอใจ เธอจึงเดินไปที่ครัว บอกแม่ว่า “แม่คะ หนูมีเรื่องอยากไปถามพี่เจิ้งหราน หนูจะไปหาเขานะ”

  แม่ของเธอในครัวกำลังเลือกของในตู้เย็น หันมาตอบรับง่าย ๆ “ได้สิ เดี๋ยวแม่ทำอาหารเสร็จจะไปเรียกหนูนะ”

  แต่ยังไม่ทันไรก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมา แม่ของเธอหยิบมือถือขึ้นมาดูเบอร์แล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็รีบกดรับสาย “แม่เหรอ? ดึกขนาดนี้โทรมามีอะไรเหรอคะ?”

  ผ่านไปแค่ไม่กี่วินาที สีหน้าของแม่ก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว “ไม่เป็นไรใช่ไหมคะ? ต้องให้หนูกลับไปพาไปโรงพยาบาลไหม? ค่ะ ค่ะ งั้นหนูจะพาเหอฉิงไปด้วย”

  เหอฉิงที่กำลังจะออกจากบ้านโดนแม่เรียกไว้ “เหอฉิง เดี๋ยวก่อน!”

  เด็กหญิงหันกลับมาอย่างสงสัย “มีอะไรเหรอคะ แม่?”

  แม่ของเธอปิดตู้เย็น แกะผ้ากันเปื้อนออก “อย่าเพิ่งไปหาพี่เจิ้งหรานเลยนะ ยายไม่สบาย เราต้องกลับไปเยี่ยมยายกันก่อน คืนนี้ไปบ้านยายนะ เดี๋ยวแม่จะโทรไปลางานโรงเรียนให้”

  “ยายไม่สบายเหรอคะ? อาการหนักไหม?” เหอฉิงหน้าตาตื่นตกใจ

  แม่รีบเดินไปเก็บเสื้อผ้าในห้องนอน “ยายบอกว่าไม่มีแรง ลุกไม่ไหว แล้วก็อยากเจอหนูมาก ๆ เลยอยากให้เรากลับไปเยี่ยมกัน”

  เหอฉิงดูออกว่าแม่มีสีหน้าไม่ดี บรรยากาศดูเคร่งเครียด เธอเลยไม่กล้าถามอะไรต่อ ได้แต่เหลือบมองไปทางบ้านของหลินเจิ้งหรานอย่างเสียดาย ก่อนจะเก็บของแล้วตามแม่กลับไปเยี่ยมยาย

  ระหว่างทางกลับบ้านเกิด เหอฉิงเห็นแม่โทรศัพท์ไม่หยุด ทั้งโทรลางาน โทรหาญาติ โทรถามโรงพยาบาล

  เธอนั่งเบาะหน้า มองออกไปนอกหน้าต่างที่มืดสนิทด้วยสายตาเหม่อลอย

  ดวงตาใสซื่อกระพริบถี่ ๆ แม้ยังเด็กแต่กลับมีเรื่องให้คิดในหัวเต็มไปหมด

  โชคดีที่สุดท้ายมันก็เป็นแค่เรื่องตกใจเปล่า พอถึงเช้าอีกวัน เหอฉิงเห็นแม่ในโรงพยาบาล น้ำตาคลอแต่ปากกลับยิ้มออกมา

  พยาบาลอธิบายว่า “ไม่มีอะไรน่าห่วงนะคะ อาการไม่หนัก เป็นแค่โรคคนแก่ทั่วไป อาจต้องไปเยี่ยมทุกสัปดาห์กันไว้ก่อน เผื่อจะมีอะไรฉุกเฉิน”

  แม่พยักหน้า “ค่ะ เข้าใจแล้ว ขอบคุณค่ะ”

  พยาบาลจากไป เหอฉิงเห็นแม่ถอนหายใจโล่งอก แล้วหันไปยิ้มให้ยายที่กำลังลูบหัวเธออย่างเอ็นดู

  “เหอฉิง? ตั้งครึ่งปีแล้วนะที่ไม่ได้มาเยี่ยมยาย คิดถึงยายไหมลูก?”

  เหอฉิงพยักหน้าแรง “คิดถึงค่ะ!”

  ยายยิ้มอ่อนโยน “ได้ยินแม่บอกว่าเหอฉิงกำลังเรียนเทควันโด แถมเก่งมากด้วย? วันหลังแสดงให้ยายดูหน่อยได้ไหม?”

  “ได้ค่ะ! เดี๋ยวยายออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่ หนูจะโชว์ให้ดูเลย!”

  แม่ของเธอยังคงดุยายไปด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองปนห่วง “แม่คะ แม่ล้มแล้วทำไมไม่บอกหนูล่ะ? ต้องรอให้ลุกไม่ไหวก่อนเหรอถึงจะโทรหา?”

  ยายหัวเราะเบา ๆ “ก็แม่คิดว่าไม่มีอะไรไง ใคร ๆ ก็ล้มได้ทั้งนั้น แค่ไม่คิดว่าคนแก่ล้มแล้วจะต้องเข้าโรงพยาบาลขนาดนี้”

  แม่ถอนหายใจหนัก ๆ แล้วเหมือนจะร้องไห้ “พ่อก็จากไปตั้งแต่ฉันยังเด็ก เหลือก็แค่แม่กับเหอฉิงนี่แหละ ถ้าแม่เป็นอะไรไป ฉันจะอยู่ยังไง”

  เหอฉิงหยิบกระดาษทิชชู่มาเช็ดน้ำตาให้แม่อย่างน่าเอ็นดู “แม่อย่าร้องไห้นะคะ”

  แม่ยิ้มทั้งน้ำตา ลูบหัวลูกสาว “เหอฉิงของแม่ น่ารักที่สุดเลย”

  ยายเองก็ยังยิ้ม “ร้องทำไมกันล่ะ เห็นไหมว่ายังแข็งแรงดีอยู่เลย ยังไม่ตายง่าย ๆ หรอกจ้ะ”

  แม่หัวเราะทั้งน้ำตา มองหน้าแม่ตัวเองแล้วก็หัวเราะไปด้วย

  เหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง

  แม้ครั้งนี้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ทุกคนก็รู้ดีว่าสุขภาพของคนแก่มีแต่จะแย่ลงทุกวัน จำเป็นต้องมีคนดูแล

  แม่ของเหอฉิงจึงตัดสินใจไม่ลังเล จะลาออกจากงาน กลับไปอยู่บ้านเกิด หางานพิเศษที่ไม่ต้องออกจากบ้านเพื่อจะได้ดูแลแม่ได้

  และเหอฉิงเองก็ต้องย้ายโรงเรียนไปด้วย

  เหอฉิงเข้าใจดีว่าทำไมแม่ต้องทำแบบนี้ เธอไม่ได้ขัดขืนเลยแม้แต่น้อย แต่พอได้ยินแม่โทรไปแจ้งโรงเรียนขอย้ายออก น้ำตาก็ยังไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

  ไม่ใช่เพราะไม่อยากเปลี่ยนโรงเรียน แต่เพราะไม่อยากจากพี่เจิ้งหรานที่อยู่ข้างบ้านมาตั้งแต่อนุบาล

  แม่กอดเธอแน่น “เหอฉิง แม่รู้ว่าหนูไม่อยากห่างจากพี่เจิ้งหราน แต่ว่ายายต้องมีคนดูแล เราต้องกลับไปนะ”

  เหอฉิงซุกหน้าในอกแม่ พึมพำเสียงเบา “แม่...เราจะได้กลับมาที่นี่อีกใช่ไหม?”

  “ได้สิจ๊ะ ถ้าหนูอยากกลับมา ตอนเข้ามัธยมก็กลับมาเรียนที่นี่ได้อีก ยังไงก็ยังได้เจอกับพี่เจิ้งหรานอีกแน่นอน แค่ก่อนหน้านั้นเราต้องห่างกันไปสักพักนะ”

  เหอฉิงกำเสื้อแม่ไว้แน่น แล้วค่อย ๆ คลายมือออก น้ำเสียงแผ่วเบา “งั้น...แล้วเราจะย้ายไปเมื่อไหร่คะ?”

  “อีกหนึ่งเดือนจ้ะ หนูใช้เวลานี้ไปบอกลาพี่เจิ้งหรานนะ บอกเขาไว้เลยว่าโตขึ้นเราค่อยเจอกันใหม่”

  แม่ลูบผมลูกสาว พลางมองออกไปยังเมืองที่อาศัยอยู่มาหลายปี สีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย

  “หรือหนูจะคุยกับพี่เจิ้งหรานผ่านวิดีโอคอลบ้างก็ได้นะ ทุกอย่างเป็นไปได้หมดเลย”

  ในสายตาของผู้ใหญ่ มิตรภาพวัยเด็กมักเป็นสิ่งที่ชั่วคราว แค่ไม่กี่ปีผ่านไปก็ลืมกันหมดแล้ว อาจจำได้แค่ว่าเคยมีเพื่อนคนหนึ่ง แต่หน้าตาเป็นยังไงกลับจำไม่ได้แล้ว

  แต่เหอฉิงเป็นเด็กพิเศษ ในหัวใจของเธอ หลินเจิ้งหรานมีน้ำหนักที่ไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได้

  แม่ของเธอจะกลับมาไหมยังไม่รู้ แต่เหอฉิง...ต้องกลับมาแน่นอน

  ...

  อีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา

  หลินเจิ้งหรานนอนอ่านหนังสืออยู่บนเตียง เสียงของระบบดังขึ้นในหัว บอกว่ากำลังฝึกตน ระดับทะลวงขึ้นถึงเลเวล 20 แล้ว และความสามารถที่สองก็ปรากฏขึ้นมา

  【การฝึกฝนทวีคูณ — เจ้าในเส้นทางแห่งโชคฝึกฝนจนชำนาญ ต่อไปนี้ตราบใดที่เป็นศิษย์ที่เจ้าฝึกสอนด้วยตนเอง ทุกคนจะได้ผลการเรียนรู้และการฝึกฝนเป็นสองเท่า】

  【หมายเหตุ — ต้องเป็นเจ้าฝึกสอนด้วยตัวเองเท่านั้น หากอีกฝ่ายฝึกคนเดียว ความสามารถนี้จะไม่ทำงาน】

  “เหอะ...นี่มันเริ่มจะกลายเป็นเกมสร้างสำนักเต็มขั้นแล้วนะ”

  หลินเจิ้งหรานนึกขำ “ถ้าแบบนี้ล่ะก็ ลูกศิษย์ฉันจะได้ฝึกเร็วขึ้นสองเท่า ฉันเองก็ได้ค่าประสบการณ์จากการฝึกของพวกเขาเป็นสองเท่าอีก...แบบนี้ก็เท่ากับได้ผลตอบแทนทบไปทบมาสี่เท่าเลยสิเนี่ย!”

  เสียงระบบดังขึ้นอีกครั้ง

  【เซียนสาวเหอมาเยี่ยมท่านอีกแล้ว ดูเหมือนครั้งนี้จะมีเรื่องสำคัญอยากมาขอความช่วยเหลือ】

  ในวินาทีนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นจริง ๆ

(จบตอนที่ 10)



ตอนก่อน

จบบทที่ ตอนที่ 10 ย้ายโรงเรียน

ตอนถัดไป