ตอนที่ 43: คนบางคนดวงเรื่องรักเยอะเกินไปแล้ว
แม้เมืองเล็กทางตอนใต้จะไม่มีฝนตก แต่ความหนาวกลับกัดกระดูกอย่างเหลือเชื่อ
หานเวินเวินคลุมตัวมิดในเสื้อกันหนาวหนาเตอะพร้อมผ้าพันคอ เดินมาคนเดียวในวันหยุดปีใหม่ มุ่งหน้าไปยังต้นไม้ใหญ่ประจำเทศกาลเชื่อมหัวใจ
ถึงแม้วันนี้จะไม่ใช่วันเทศกาล แต่บริเวณนี้ก็ยังมีผู้คนอยู่
บนต้นไม้ยังมีไฟประดับระยิบระยับ ใกล้ ๆ กันก็มีห้องเวรยามพร้อมคุณลุงเวรประจำการ
“คุณลุงคะ หนูขอหยิบป้ายไม้สักอันได้ไหม?” เธอเดินไปหยุดหน้าห้องเวรยาม
ลุงเวรหันมามอง ยิ้มพลางว่า “ปีใหม่นี่ยังจะมาหยิบป้ายอีก? ผูกด้ายแดงรึยังล่ะ?”
หานเวินเวินชูด้ายแดงในมือที่มีกระดาษผูกอยู่ สีสันสดใส เขียนคำอธิษฐานเหมือนกับตอนเด็กเป๊ะ ๆ ครั้งนี้เธอกลับมาเพื่อดูให้ชัด ๆ ว่าต้นไม้ต้นนี้จะมอบเนื้อคู่ที่แท้จริงให้เธออีกครั้งหรือไม่
เธอผูกด้ายแดงกับกิ่งไม้ต่อหน้าลุงเวร แล้วล้วงหยิบป้ายไม้ออกมาอีกแผ่น
ลุงเวรพูดเสียงชื่นชม “ต้นไม้นี่แม่นนะ ตอนนั้นที่ลุงขอไว้ ตัวอักษรที่ออกมาก็ตรงกับนามสกุลของป้าเป๊ะเลย”
“จริงเหรอคะ? แต่ว่าหนูเคยขอไว้ครั้งนึงแล้วนะคะ แต่ดันลืมไปว่าบนนั้นเขียนว่านามสกุลอะไร ก็เลยต้องกลับมาหยิบอีกที ไม่รู้จะยังแม่นอยู่มั้ย...”
“ถ้ามีวาสนา ยังไงก็ไม่คลาดกันหรอก”
เธอมองป้ายไม้ที่เพิ่งหยิบออกมา ลมหายใจอุ่น ๆ พ่นออกมาจากปากเพราะอากาศหนาวจัด แววตาสั่นไหวเล็กน้อย... เพราะคำที่สลักบนนั้นยังคงเป็นคำเดิมกับเมื่อครั้งก่อน—“หลิน”
เธอหัวเราะมุมปากเบา ๆ
ดูท่าแล้ว นายหลินเจิ้งหรานก็คือเนื้อคู่ของฉันจริง ๆ ล่ะมั้ง
แต่... แล้ว “ฉิงฉิง” ล่ะ?
หานเวินเวินโบกมือบ๊ายบายลุงเวร แล้วหมุนตัวกลับไปที่บ้านคุณน้าของเธอ
สองข้างถนนประดับประดาไปด้วยแสงไฟและโคมสีแดงสด คึกคักกันทั้งเมือง บ้านของคุณน้าหานเวินเวินก็แต่งไว้อย่างสวยงามเช่นกัน
แต่สิ่งที่แตกต่างคือ... บ้านอื่น ๆ เต็มไปด้วยสมาชิกในครอบครัว ส่วนเธอกลับต้องอยู่คนเดียว
ปีนี้คุณน้ากับแฟนใหม่ของเขาไปฉลองปีใหม่ที่บ้านฝ่ายหญิง เลยไม่ได้พาหานเวินเวินไปด้วย
เด็กสาวนั่งเหม่อบนขั้นบันได กอดป้ายไม้แนบอก
พึมพำเบา ๆ กับตัวเอง “ดูท่าหลินเจิ้งหรานจะดวงเรื่องสาว ๆ เยอะจริง ๆ แฮะ...”
เสียงท้องร้องดังกวนอารมณ์ เธอลุกขึ้นกลับเข้าบ้านไปหาอะไรกิน แล้วเตือนตัวเองอย่างหนักแน่น
“ปีหน้า... ต้องหาที่อยู่เองให้ได้ ถ้ายังอาศัยอยู่ที่นี่ต่อไป มีหวังโดนคุณน้าด่าตายแน่ ๆ”
พลันเสียงพลุปีใหม่แตกกระจายกลางท้องฟ้าเวลาเที่ยงคืนตรง แสงสีหลากหลายพุ่งขึ้นไปเปล่งประกายพร่างพราย
เวลาเดียวกันนั้นเอง มือถือของหลินเจิ้งหรานก็ส่งเสียงแจ้งเตือน เขาได้รับข้อความสามฉบับซ้อน
จากเจียงเสวี่ยลี่ จากเหอฉิง และจากหานเวินเวิน
“ไอ้บ๊อง ปีใหม่มีความสุขนะ!”
“หลินเจิ้งหราน สวัสดีปีใหม่”
“หลินเจิ้งหรานคุง สวัสดีปีใหม่ค่ะ~”
เขาพิมพ์ตอบกลับทั้งหมดในคราวเดียว
แล้ววันเวลาผ่านไปอีกครึ่งเดือน เปิดเทอมใหม่เริ่มต้นขึ้น หานเวินเวินกับเหอฉิงกลับมาจากบ้านทางใต้
กลุ่มสี่คนกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง บางทีเพราะเพิ่งผ่านช่วงปิดเทอมมา สองสาวที่ก่อนหน้านี้เหมือนจะมีพฤติกรรมแปลก ๆ ก็กลับมาดูปกติขึ้นเล็กน้อย
แต่ก็... ยังไม่ถึงกับเป็น “ปกติ”
หานเวินเวินยังคงรับหน้าที่เป็นผู้คุมกฎประจำตัวของเพื่อนซี้ ทำหน้าที่เป็น “ผู้พิทักษ์” ตลอด ไม่ว่าจะตอนจับกลุ่มทำกิจกรรมหรือตอนเรียนพละ
เธอจะนั่งเฝ้าอยู่ข้างหลินเจิ้งหรานเสมอ ป้องกันไม่ให้สาวอื่นเข้ามาวุ่นวาย
ทั้งสองเริ่มสนิทกันมากขึ้น และหานเวินเวินก็เริ่มผ่อนคลายมากขึ้นเวลาอยู่กับเขา
ตัวอย่างชัดเจนที่สุดคือวันหนึ่งที่อาจารย์ให้จับคู่ท่องบทเรียนกับเพื่อนข้างโต๊ะ
หานเวินเวินซึ่งเกรดไม่ค่อยดีถึงกับนึกไม่ออกแม้แต่คำเดียว
หลินเจิ้งหรานเลยรายงานอาจารย์ตรง ๆ ไปว่า “ครูครับ เธอไม่ได้ท่องมา”
พอหมดคาบ หานเวินเวินทำหน้าตุ๊บป่องใส่เขาอย่างโมโห ปากยื่นแก้มป่อง
“หลินเจิ้งหราน นายช่างใจร้าย ไม่มีน้ำใจเอาซะเลย ถ้าเป็นผู้ชายคนอื่นคงไม่บอกเรื่องแบบนี้กับครูหรอก!”
“แต่น่าเสียดาย ฉันไม่ใช่ผู้ชายคนอื่นนี่” เขาว่าพลางเสริม “อีกอย่าง เธอไม่ใช่เด็กผู้หญิงด้วย เธอเป็นสัตว์ตระกูลสุนัขชัด ๆ”
เธอเชิดหน้าอย่างเย่อหยิ่ง “ฮึ่ม!”
เมื่อก่อนเธอไม่มีทางทำตัวแบบนี้เลยจริง ๆ
แล้ววันเวลาก็ผ่านไปอีกสองเดือนในบรรยากาศแบบนี้ จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะมีการสอบจำลองในห้องเรียน หานเวินเวินได้คะแนนแย่มาก ติดอันดับท้ายสุดของห้อง
ครูประจำชั้นเรียกเธอเข้าไปคุยส่วนตัวในห้องพักครู
ใจความสำคัญคือ ถ้าเธอยังรักษาระดับผลการเรียนแบบนี้ต่อไป จะไม่มีทางได้เข้าเรียนระดับมัธยมปลายแน่นอน หวังว่าเธอจะจริงจังมากกว่านี้
บังเอิญหลินเจิ้งหรานเดินผ่านหน้าห้องพักครูพอดี เห็นเธอยืนอยู่หน้าห้องด้วยสีหน้าเหมือนไม่ทุกข์ร้อนอะไร
แต่ด้วยประสบการณ์ชีวิตที่ต่างจากคนวัยเดียวกัน หลินเจิ้งหรานมองแวบเดียวก็รู้ว่าเธอแค่เสแสร้ง ใจจริงมีเรื่องหนักใจไม่น้อย เพียงแค่เก็บซ่อนไว้ลึกเท่านั้น
ในคาบพละช่วงบ่ายวันเดียวกัน
หานเวินเวินนั่งอยู่ตรงริมสนามด้านหลังตะแกรงเหล็ก ข้าง ๆ หลินเจิ้งหราน เอาเสื้อนักเรียนคลุมตัก แล้วย่องหยิบมือถือออกมาเล่นซ่อน ๆ
หลินเจิ้งหรานมองตรงไปข้างหน้า พูดขึ้นว่า “ช่วงนี้เจ้าเด็กซื่อบื้อคนนั้นเลิกทำเรื่องเพี้ยน ๆ ใส่ฉันแล้ว สงสัยว่าไอเดียที่เธอคิดให้จะหมดแล้วล่ะสิ?”
หานเวินเวินชะงักไปนิด แล้วเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มเจื่อน ๆ “โอ๊ะ? หลินเจิ้งหรานคุงรู้ด้วยเหรอ?”
“เธอคิดดูสิ พฤติกรรมประหลาดพวกนั้น ดูยังไงก็ไม่ใช่เรื่องที่คิดได้เอง ถ้าไม่ใช่เพราะมีคนแนะนำ คงไม่หลุดโลกขนาดนั้น ทั้งคำพูดกับการกระทำมันไม่สัมพันธ์กันเลย”
จิ้งจอกน้อยในร่างคนหยุดเล่นมือถือ มองหน้าเขาอย่างจนปัญญา
“ตอนแรกฉันก็นึกว่า แผนที่วางไว้ให้ฉิงฉิงน่ะ จะช่วยให้เธอกับนายคืบหน้าขึ้นได้บ้าง อย่างน้อยก็ควรจะจับมือกันได้สักที แต่ดูเหมือนจะไร้ผลโดยสิ้นเชิงเลยแฮะ แถมฉิงฉิงยังมาบ่นอีกว่าช่วงนี้นายดุเธอหนักกว่าเดิมอีก ความสัมพันธ์เหมือนจะถอยหลังแทนซะงั้น”
หลินเจิ้งหรานถอนใจ ไม่อยากพูดอะไรให้มากความ ทั้งคู่ต่างนั่งมองสนามหญ้าเขียวขจี เบื้องหน้าเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของเพื่อนนักเรียนที่วิ่งเล่นกันอยู่
เธอจู่ ๆ ก็พูดขึ้นว่า
“ชีวิตในโรงเรียนแบบนี้มันดีนะ ตอนเด็กฉันเคยเกลียดการเรียนมากเลย รู้สึกอึดอัดไปหมด แต่หลังจากได้รู้จักฉิงฉิง ฉันก็เริ่มเข้าใจว่าการมาโรงเรียนมันสนุกยังไง เพราะเธอคือเพื่อนคนแรกของฉันเลยล่ะ”
หลินเจิ้งหรานหันไปมองเธอ “พูดจาซึ้งซะงั้น?”
หานเวินเวินยิ้มตาหยี “ก็ฉันเป็นแฟนในข่าวลือของนายไง~ แน่นอนว่าต้องเข้าใจจิตใจนายบ้างนิดหน่อย อย่างตอนนี้ ฉันเดาได้เลยว่านายกำลังคิดว่า—‘ยัยจิ้งจอกนี่กำลังวางแผนอะไรอีกวะ?’ ใช่มะ?”
หลินเจิ้งหรานเบ้ปาก
เธอหรี่ตามองอย่างมีเลศนัย แล้วจู่ ๆ ก็กอดเข่าขึ้นมากอดตัวเอง พูดขึ้นลอย ๆ เหมือนไม่จริงจังนัก
“ที่จริงแล้ว ผลการเรียนของฉันแบบนี้ คงไม่ได้ไปต่อ ม.ปลายหรอก ฉันเลยอยากใช้เวลาช่วงปีสุดท้ายนี้ ช่วยให้นายกับฉิงฉิงได้คบกันให้สำเร็จ นี่แหละคือเหตุผลจริง ๆ ของฉัน”
เธอมองโรงเรียนเบื้องหน้าพลางพูดอย่างแผ่วเบา “เพราะหลังจบม.ต้น... ฉันคงไม่ได้เจอฉิงฉิงอีกแล้ว”
เธอเว้นวรรคไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อ “ก็คงไม่ได้เจอนายอีกเหมือนกัน หลินเจิ้งหรานคุง”
“เวินเวิน? เมื่อกี้เธอพูดอะไรนะ?!”
เสียงจากหลังรั้วเหล็กดังขึ้นทันใด
เหอฉิงที่กะจะเดินมาทักระหว่างคาบพละ ได้ยินประโยคนั้นเข้าเต็ม ๆ ถึงกับยืนนิ่งอึ้ง
หานเวินเวินสะดุ้งเฮือก รีบหันไปมองด้วยสีหน้าตื่นตกใจ เหมือนกลัวว่าอีกฝ่ายจะจับความหมายของคำพูดตนออก
“ฉิงฉิง?!”
จบตอน