ตอนที่ 62 เหอฉิงกับกล่องผ้าพันคอ

  ช่วงพักเที่ยงในหอพักนักเรียนหญิงมัธยมต้น เหอฉิงรีบพับผ้าพันคออย่างประณีตแล้วเก็บลงกล่องของขวัญที่ตกแต่งอย่างสวยงาม

  เธอกอดกล่องนั้นไว้ในอ้อมอกตลอดทั้งช่วงเช้า ไม่ยอมวางลงแม้แต่นิดเดียว กลัวว่ามันจะตกหล่นหรือหายไปโดยไม่รู้ตัว

  แถมยังถอนหายใจลึก ๆ อยู่ตลอด ดูเหมือนกำลังประหม่าอย่างสุดขีด

  หานเวินเวินถือถุงอาหารที่เพิ่งซื้อจากนอกโรงเรียนเข้ามา “ฉันกลับมาแล้ว! ยังอุตส่าห์ซื้อเนื้อปิ้งเสียบไม้ที่เหอฉิงชอบกินมาด้วยนะ~”

  เหอฉิงนั่งอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าเก้อเขิน “ขอบใจนะเวินเวิน พรุ่งนี้เที่ยงฉันจะออกไปซื้อข้าวเองบ้าง”

  หานเวินเวินยิ้มพลางวางกล่องข้าวไว้บนโต๊ะพับ “เรื่องแค่นี้ไม่เห็นจะเหนื่อยตรงไหนเลย วันนี้เธอกำลังจะทำภารกิจใหญ่สุด ๆ ในฐานะเพื่อนสนิท ฉันเลยมากินข้าวล่วงหน้าเฉลิมฉลองไงล่ะ!”

  เหอฉิงก้มหน้าด้วยความเขิน หานเวินเวินยื่นตะเกียบให้เธอ เธอจึงยอมวางกล่องของขวัญไว้ข้างตัวช้า ๆ แต่พอวางได้ไม่กี่วินาที หน้าก็ซีดลงทันตา

  หานเวินเวินกระพริบตา “เธอเป็นอะไรไปน่ะ?”

  เหอฉิงตัวสั่น ตอบเสียงเบา “เวินเวิน เธอว่าถ้าฉันสารภาพรัก เขาจะตอบว่ายังไงเหรอ? ฉัน...ฉันกลัวจังเลย...”

  หานเวินเวินแกะตะเกียบแล้วอมปลายไว้ “จะว่าไงดีล่ะ ฉันก็ตอบไม่ได้เหมือนกันนี่นา ก็หลินเจิ้งหรานไม่เหมือนผู้ชายทั่วไปเลยนี่นา แต่มีเรื่องหนึ่งที่ฉันมั่นใจสุด ๆ เลยนะ” เธอยิ้มแล้วพูดต่อ

  “คือหลังจากวันนี้ ความสัมพันธ์ของเหอฉิงกับหลินเจิ้งหรานต้องพัฒนาขึ้นแน่นอน!”

  เหอฉิงพยักหน้าช้า ๆ

  สองเพื่อนสาวนั่งดื่มเครื่องดื่ม กินมื้อเที่ยงกันอย่างเงียบ ๆ

  อีกด้านหนึ่ง เจียงเสวี่ยลี่กับแม่ไปรับยายกลับมาบ้าน ยายนั่งลงบนโซฟาแล้วถามถึงเรื่องการเข้าร่วมสตูดิโอเด็กดาวรุ่ง

  เธอจับมือนุ่ม ๆ ของหลานไว้แน่น “ลี่ลี่โตขึ้นเยอะเลย เก่งขนาดนี้ ยายว่าอีกหน่อยอาจจะได้เห็นหลานบนทีวีก็ได้นะ!”

  เจียงเสวี่ยลี่ยืนอยู่ตรงหน้ายาย ถูกชมจนรู้สึกเขินอาย

  ยายถามต่อ “แต่ถ้าร้องเพลงก็คงต้องเดินทางไปที่ไกล ๆ ใช่ไหม? หลานทำได้เหรอ? ไม่กลัวบ้างเหรอ?”

  เจียงเสวี่ยลี่ตอบตรง ๆ ด้วยน้ำเสียงจริงใจ “หนูยังไม่เคยเดินทางไกลเลยยาย แต่ปีหน้าจะมีการแข่งขันจัดขึ้นในเมืองพอดี โชคดีที่หนูมีเพื่อนร่วมชั้นที่ดีมาก ๆ คนนึง เขาอยู่เป็นเพื่อนหนูทุกวัน ช่วยฝึกให้ตลอด พอเขาอยู่ด้วย หนูก็ไม่กลัวเลยสักนิด”

  ยายนั่งมองสีหน้าและแววตาของหลานตอนพูดถึงเพื่อนชายคนนั้น ก็พอเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว เธอยิ้มแล้วพยักหน้า “ยายเข้าใจแล้ว ดูท่าเด็กคนนั้นจะดีกับหลานมากเลยนะ”

  เจียงเสวี่ยลี่พยักหน้ารับทันที “ใช่ค่ะ เขาดีกับหนูมาก แล้วก็เก่งมาก ๆ ด้วย! ก่อนหน้านี้ที่หนูเคยพูดว่ามีเพื่อนคนหนึ่งเก่งสุด ๆ ก็คือเขานั่นแหละ!”

  ยายมองหลานสาวอย่างเอ็นดู “ลี่ลี่ของยายเก่งที่สุดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเรื่องอะไร ยายเชื่อว่าหลานทำได้หมดเลยนะ เชื่อใจหมดใจเลย”

  เจียงเสวี่ยลี่พยักหน้า ยิ้มกว้าง “ขอบคุณค่ะยาย”

  เธอกอดยายแน่นด้วยความรัก

  ตอนบ่ายสามโมง สองสาวน้อยออกเดินทางจากที่พักของตัวเอง เจียงเสวี่ยลี่ถือใบปลิวของสวนสัตว์ ส่วนเหอฉิงกอดกล่องของขวัญไว้แน่น แล้วบอกลายายกับเพื่อนสนิท พร้อมมุ่งหน้าไปยังสะพานที่มีนกพิราบอยู่เป็นประจำ

  ในเวลาเดียวกัน หลินเจิ้งหรานก็ออกจากบ้าน โดยถือข้าวสารหนึ่งถุงตั้งใจจะไปให้อาหารนกก่อนเวลา

  เขาเป็นคนไปถึงก่อน เพราะบ้านอยู่ใกล้ที่สุด

  ฝูงนกพิราบที่เหมือนรู้ว่ามีอาหารบินกรูกันเข้ามา

  หลินเจิ้งหรานโปรยเมล็ดข้าวลงบนพื้น แล้วก็โดนนกแย่งไปจนหมด

  ฝั่งหนึ่งของถนน เหอฉิงที่นั่งรถแท็กซี่มากอดกล่องของขวัญแน่น พอลงจากรถก็มองไปเห็นหลินเจิ้งหรานยืนอยู่ใต้สะพานแล้ว

  “หลินเจิ้งหราน?!”

  เธอตกใจมาก ทั้งที่เธอมาก่อนเวลาตั้งชั่วโมง

  รีบวิ่งพรวดพราดไปทางนั้นทันที

  อีกฝั่ง เจียงเสวี่ยลี่เดินมาเรื่อย ๆ จากบ้าน ผมหางม้าคู่สะบัดตามจังหวะการเดินอันกระวนกระวายของเธอ

  พอเห็นร่างคนที่กำลังให้อาหารนกอยู่ใต้สะพาน สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นยิ้มตื่นเต้นทันที “ไอ้บ้า? มาเร็วจังเลยนะ!”

  เธอรีบเร่งฝีเท้า วิ่งลงไปหาด้วยเช่นกัน

  ทั้งสองคนตะโกนเรียกในเวลาเดียวกัน พวกเธอตะโกนออกมาพร้อมกัน

  “หลินเจิ้งหราน! มาทำไมเร็วนักล่ะ?”

  “ไอ้บ้า! มากี่โมงกันเนี่ย?!”

  ก่อนตะโกนออกไป ทั้งคู่ไม่คิดเลยว่าจะเจออีกฝ่าย แล้วพอหันมาเห็นกันก็เบิกตากว้างมองตาค้าง

  ฝีเท้าชะงัก แล้วหยุดลงทันที

  เจียงเสวี่ยลี่มองกล่องของขวัญในมือของเหอฉิง ส่วนเหอฉิงก็มองใบปลิวในมือของเจียงเสวี่ยลี่

  ทั้งสองต่างก็ถือของแน่นขึ้น

  หลินเจิ้งหรานหันมาเพราะได้ยินเสียง แล้วเห็นทั้งสองยืนมองกัน

  สะพานทั้งสะพานเหมือนถูกคลุมด้วยบรรยากาศกระอักกระอ่วนอย่างฉับพลัน

  เจียงเสวี่ยลี่มองกล่องในมือเหอฉิงตาไม่กะพริบ แม้ไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ในนั้น แต่ก็ดูออกว่าเป็นของสำคัญมากแน่ ๆ เหอฉิง...มาสารภาพรักแน่เลยใช่ไหม?

  เหอฉิงก็มองใบปลิวในมือของเธอ กลืนน้ำลายอย่างตื่นตระหนก

  ทำไมเจียงเสวี่ยลี่ถึงมาอยู่ที่นี่...หรือว่าจะมาสารภาพเหมือนกัน?!

  สองสาวน้อยหน้าแดงหูแดง หันไปมองหลินเจิ้งหรานพร้อมกัน

  คนหนึ่งประหม่าจนพูดไม่ออกต่อหน้าคนอื่น

  อีกคนก็ปากแข็งขี้อาย ไม่รู้จะเริ่มยังไง

  หลินเจิ้งหรานพูดขึ้นว่า “พวกเธอยืนเหม่ออะไรกันอยู่?”

  ทั้งสองคนหน้าแดงยิ่งกว่าเดิมจนควันแทบออกหู ระเบิดอายกันทั้งคู่

  นกพิราบที่ไม่รู้สถานการณ์ส่งเสียง “กู๊กกู๊” บางตัวกระพือปีกบินขึ้น ฟูงขนนกขาวปลิวว่อนในอากาศต่อหน้าทั้งสามคน

  ขณะเดียวกัน ที่หอพักหญิง หานเวินเวินนั่งอยู่ข้างเตียง ลูบริมฝีปากของตัวเองตรงจุดที่เคยหอมหน้าผากใครบางคน

  ใบหน้าเต็มไปด้วยความเขินอาย...และหึงเบา ๆ



  บ่ายวันนั้นเกิดฝนตกหนัก เด็กสาวทั้งสองคนที่เปียกโชกนั่งอยู่ในรถแท็กซี่คันเดียวกัน เหอฉิงกับเจียงเสวี่ยลี่ใบหน้าแดงก่ำ ไม่พูดอะไรสักคำ

  ไม่ว่าหลินเจิ้งหรานจะถามอะไร พวกเธอก็เอาแต่ก้มหน้า เงียบราวกับเป็นใบ้ไปแล้ว

  วันรุ่งขึ้น ฝนหยุดตก แต่พื้นถนนยังคงเปียกชื้น

  เช้าวันนั้นอากาศถือว่าดีทีเดียว เหอฉิงกอดกล่องผ้าพันคอไว้แน่น เดินทอดน่องอย่างช้า ๆ อยู่ข้างถนน

  เมื่อวานบ่ายเธอไม่ได้มอบของขวัญให้เลย ทั้งเจียงเสวี่ยลี่และฝนที่ตกกระหน่ำ ทำให้แผนทั้งหมดของเธอพังไม่เป็นท่า

  บังเอิญเธอเห็นลูกสุนัขพันธุ์โกลเด้นตัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่ง ติดอยู่ในฝาท่อระบายน้ำที่พังอยู่ข้างถนน เธอรีบเดินเข้าไปใกล้ พูดปลอบเบา ๆ ว่า “อย่ากัดฉันนะ เดี๋ยวฉันจะช่วยเอาขาเธอออกมาให้เอง”

  เจ้าลูกหมาโกลเด้นครางเบา ๆ เหมือนฟังรู้เรื่อง มันนอนนิ่ง ๆ อยู่กับพื้น หางเล็ก ๆ ก็สะบัดเบา ๆ

  เหอฉิงจึงค่อย ๆ ย่อตัวลง ข้างหนึ่งกอดกล่องผ้าพันคอไว้อย่างแน่นหนา อีกมือยื่นไปช่วยดึงขาหมาน้อยออกมา

  แต่เพราะใช้มือเพียงข้างเดียว และเธอก็ไม่ยอมวางกล่องของขวัญลงกับพื้น จึงออกแรงไม่สมดุล

  พอดึงออกมาได้ก็กลายเป็นว่าเธอล้มตูมไปนั่งแปะลงบนพื้นโคลนที่เปียกชุ่ม

  น้ำโคลนกระเด็นเปื้อนไปทั่วแม้แต่เจ้าหมาน้อยก็เปียกไปหมด

  เธอร้องออกมาด้วยความตกใจ ลุกขึ้นยืนแล้วหันไปมองเปื้อนบนก้นตัวเอง ปัดอยู่หลายทีก็ไม่ได้ช่วยให้สะอาดขึ้น กลับดูเลอะเทอะยิ่งกว่าเดิม

  เจ้าหมาน้อยเองก็โดนน้ำโคลนสาดจนเปียกไปหมด พอมันสำนึกได้ว่าเป็นฝ่ายทำให้เธอเปื้อน ก็รีบส่ายตัวแรง ๆ ทำให้น้ำโคลนกระจายใส่เธออีกระลอก

  เหอฉิงร้องอุทาน หลับตาแน่นกอดกล่องของขวัญไว้แนบอก

  โคลนกระเด็นเปื้อนตามเนื้อตัวเธอไม่เว้นแม้แต่กล่องของขวัญ

  เจ้าหมาน้อยทำหน้าเหมือนรู้สึกผิด ส่งเสียงครางเบา ๆ อย่างขอโทษ ไม่กล้าเข้าไปใกล้เธอ ราวกับอยากจะบอกว่า “ฉันไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ นะ”

  เหอฉิงไม่พูดอะไร รีบเปิดกล่องขึ้นดูของข้างในก่อน โชคดีที่ผ้าพันคอยังอยู่ในสภาพดี ไม่เปื้อนเลยแม้แต่น้อย

  เธอถอนหายใจโล่งอก แล้วปิดฝากล่องลงอีกครั้ง หันไปยิ้มให้เจ้าหมา “ไม่เป็นไรหรอก ยังไงก้นฉันก็เลอะอยู่ดี ยังไงก็ต้องซักอยู่แล้ว เธอรีบกลับบ้านล่ะ อย่าตกท่ออีกนะ ระวังตัวด้วยล่ะ!”

  เจ้าหมาน้อยครางตอบเบา ๆ สองสามครั้ง พอเห็นว่าเหอฉิงเดินจากไปแล้ว ก็ยังคงนั่งมองตามเธออยู่ห่าง ๆ

  เหอฉิงที่เปื้อนโคลนไปทั้งตัวเดินผ่านประตูหน้าโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่ง ที่นั่นคือโรงเรียนที่เธอกับหลินเจิ้งหรานเคยเรียนด้วยกัน ความทรงจำแสนหวานย้อนกลับมาในหัว เธอมองอยู่พักหนึ่งแล้วเดินต่อไปยังแม่น้ำสายเล็ก ๆ ที่ไม่ไกล

  ที่ริมแม่น้ำมีม้านั่งยาว เธอเอากระดาษทิชชูรองก่อนจะนั่งลง เพราะไม่อยากทำเบาะเปื้อน

  เธอมองดูโคลนเต็มเสื้อผ้าตัวเองแล้วก็อดรู้สึกแย่ไม่ได้

  “ฉันก็รู้อยู่แล้วว่าเธอจะอยู่ที่นี่ เมื่อวานตอนที่ฉันไปส่งพวกเธอกลับบ้าน เธอไม่ได้ยินที่ฉันพูดเลยเหรอ?”

  สีหน้ากลัดกลุ้มของเหอฉิงเปลี่ยนทันที เธอหันไปทางต้นเสียงซึ่งคุ้นเคยสุด ๆ “หละ...หลินเจิ้งหราน?”

  หลินเจิ้งหรานมายืนอยู่ข้างเธอไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร เขามองร่างเธอที่เปื้อนโคลนตั้งแต่หัวจรดเท้า โดยเฉพาะตรงก้นแล้วถามงง ๆ ว่า “เธอไปเล่นโคลนที่ไหนมารึไง?”

  เหอฉิงตกใจ รีบลุกขึ้นยืน หน้าตาตื่นพร้อมกอดกล่องไว้แน่น “ฉัน...ฉันไปช่วยลูกหมาแล้วเผลอล้มลงไปน่ะ นายมาอยู่ที่นี่ได้ไง? แล้วเรื่องที่พูดถึงเมื่อวานคืออะไรเหรอ? ฉันไม่รู้เรื่องเลย”

  หลินเจิ้งหรานถอนหายใจ คิดถึงเรื่องเมื่อวานตอนฝนตกหนักที่เขาเรียกรถให้เจียงเสวี่ยลี่กับเหอฉิง

  แต่ตลอดทาง สองสาวหน้าแดงก่ำ เขาเรียกเท่าไหร่ก็ไม่ตอบ นั่งนิ่งราวกับกลายเป็นหุ่นไปแล้ว เหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่างทั้งคู่

  หลินเจิ้งหรานยกมือขึ้น เหอฉิงนึกว่าเขาจะเคาะหัว รีบหลับตาปี๋

  แต่หลินเจิ้งหรานแค่วางมือลอยค้างไว้ พอเธอลืมตาขึ้นดู เขาจึงตบลงไปเบา ๆ

  เหอฉิงร้อง “อ๊ะ!” ออกมา

  หลินเจิ้งหรานพูดขึ้นว่า “ไปบ้านฉันไปอาบน้ำก่อน แล้วอีกอย่าง เธอไม่ใช่มีเรื่องอยากพูดกับฉันเหรอ?”



จบตอน



ตอนก่อน

จบบทที่ ตอนที่ 62 เหอฉิงกับกล่องผ้าพันคอ

ตอนถัดไป