ตอนที่ 66 สองหางม้ากับจินตนาการบันลือโลก
ระหว่างที่กำลังอ่านหนังสือ หลินเจิ้งหรานลุกลงจากเตียงไปหยิบยาทารักษาอาการฟกช้ำจากในบ้าน ขณะที่เหอฉิงยังไม่รู้เลยว่าจะทำยังไงดี
พอเขากลับมา เธอก็ได้ยินเขาถามว่า “ว่าแต่ตอนนี้เธอยังเจ็บเท้าอยู่ไหม?”
เหอฉิงนอนอยู่บนเตียง พอได้ยินถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ ทำหน้ามึน ๆ แล้วตอบ “อืม... เหมือนไม่เจ็บแล้วแฮะ? หายตั้งแต่เมื่อไหร่นะ?”
เธอมองหลินเจิ้งหรานที่เดินเข้ามาใกล้ทันที แล้วก็รีบโบกไม้โบกมือพลางแก้ตัวว่า
“อย่าคิดว่าฉันโกหกนะ! ฉันไม่ได้หลอกให้นายอุ้มเพื่อจะได้มาอยู่ที่นี่จริง ๆ! ตอนนั้นมันเจ็บมากจริง ๆ! แต่พอเข้ามาในบ้านนายแล้ว มันก็ไม่เจ็บแล้วจริง ๆ จนฉันลืมไปเลย นายต้องเชื่อฉันนะ! ฉันเคยสัญญาแล้วว่าจะไม่โกหกนายอีก!”
หลินเจิ้งหรานปรายตามองเธอนิดหนึ่ง ก่อนจะเปิดผ้าห่มดูที่ข้อเท้าของเธอ
“อธิบายอะไร? ฉันก็ไม่ได้ว่าไม่เชื่อนี่ เอาเท้ามาฉันดูหน่อย”
เขานั่งยอง ๆ อยู่ที่ปลายเตียง สังเกตดูข้อเท้า ซึ่งก่อนหน้านี้ถึงจะไม่มีบาดแผลแต่ก็มีรอยแดงอยู่ ตอนนี้แทบจะมองไม่เห็นอะไรแล้ว
“ถ้าหายไวขนาดนี้ ฉันว่าน่าจะเป็นเพราะตอนแรกโดนลมเย็นเลยทำให้เจ็บขึ้นมา พออาบน้ำอุ่น ข้อเท้าอบอุ่นขึ้นก็เลยดีขึ้น”
เหอฉิงฟังครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งนั้นมัวแต่มองเขาที่กำลังตรวจดูข้อเท้าของเธอ
เธอรู้สึกเขินมากกก~
ก็เพราะเวินเวินเคยบอกว่า หนุ่ม ๆ บางคนให้ความสำคัญกับเท้าของผู้หญิงมาก บางคนถึงขั้นชอบเท้ามากกว่าส่วนอื่นเลยด้วยซ้ำ
บางคนถึงกับชอบ...จับเล่น
หลินเจิ้งหรานบีบยาออกมานิดหนึ่งอย่างตั้งใจ
“ไหน ๆ ก็ไม่เจ็บแล้ว ฉันทายาให้นิดหน่อยก็แล้วกัน ที่เหลือเธอต้องระวังเองนะ โดยเฉพาะวันฝนตก อย่าออกไปวิ่งเล่นมั่วซั่ว”
เหอฉิงเหม่อลอยไปอีกครั้ง
หลินเจิ้งหรานพูดซ้ำ “ได้ยินไหม?”
เธอสะดุ้งกลับมา “ได้ยินแล้ว! จำไว้แล้ว!”
เธอเม้มปาก มองเขากำลังใช้นิ้วแตะยาทาให้ที่เท้า แล้วก็เริ่มสงสัยขึ้นมาเบา ๆ ว่า...ผู้ชายคนนี้ชอบส่วนไหนของผู้หญิงมากที่สุดนะ?
มือ? เท้า? ดวงตา? จมูก? ปาก? หรือว่าที่อื่น...
พอเสื้อผ้าที่ซักเสร็จเรียบร้อย เหอฉิงก็ล็อกประตูห้องแล้วเปลี่ยนชุดใหม่ดูเรียบร้อยสะอาดเอี่ยม แล้วหลินเจิ้งหรานก็เดินไปส่งเธอที่หน้าคอนโด
มาถึงประตูหน้าหมู่บ้าน หลินเจิ้งหรานถาม “เธอมีเงินพอเรียกรถกลับไหม?”
เหอฉิงตอบ “ไม่เป็นไร ฉันเดินกลับก็ได้ ไม่ไกลเท่าไหร่”
หลินเจิ้งหรานล้วงเงินใบใหญ่ใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋า ช่วงนี้หลินเจิ้งหรานก็หาเงินได้ไม่น้อยจากตอนที่เวินเวินขายของ
“เอาไปเรียกรถกลับ จะได้ไม่เจ็บเท้าอีก”
เหอฉิงตาโต “เงินเยอะขนาดนี้...” หลินเจิ้งหรานว่า “ค่อยคืนทีหลังก็ได้”
เธอจึงยื่นมือไปรับเงินไว้ พูดเสียงเบา ๆ อย่างเกรงใจ “งั้น...ฉันจะรอให้ถึงการแข่งขันเทควันโดปีหน้า พอได้รางวัลค่อยเอาเงินจากรางวัลมาคืนให้นะ”
ระหว่างที่ทั้งสองพูดคุยกันอยู่ ไม่มีใครสังเกตเลยว่า มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งมัดผมหางม้าคู่ ใส่เสื้อกันหนาวสีชมพู กำลังเดินช้า ๆ มาทางนี้ โดยซ่อนมือไว้ข้างหลัง
เธอคือเจียงเสวี่ยลี่
เธอก้มหน้าคิดถึงเรื่องเมื่อวานบ่ายบนสะพานที่บังเอิญเจอกับเหอฉิงพอดี ทั้งสองยื่นของให้หลินเจิ้งหรานพร้อมกัน มันทั้งเขิน ทั้งอาย ทั้งอึดอัด
พอนึกขึ้นมาก็อยากจะเอาหน้าซุกหมอนตลอดเวลา
ตอนกลับบ้านกับเหอฉิงเมื่อวาน ในรถแท็กซี่เธอได้ยินเสียงเขาพูดเบา ๆ ว่าจะมาหาตอนบ่ายวันนี้
แต่เจียงเสวี่ยลี่นั่งรออยู่ที่บ้านครึ่งวันก็ไม่มีใครมา
ก็เลยตัดสินใจออกมาเอง
แล้วพอเดินมาถึงหน้าหมู่บ้าน เธอก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่กับเด็กผู้หญิงอีกคน
ถึงเธอจะจำคนผิดได้บ้างบางที แต่มีอยู่คนเดียวที่จำผิดไม่ได้เด็ดขาด—หลินเจิ้งหราน
ส่วนเด็กผู้หญิงมัดหางม้าคนที่ยืนอยู่ด้วยนั่น...คือเหอฉิงใช่ไหม!?
เจียงเสวี่ยลี่ตกใจจนรีบหลบเข้าไปหลังมุมกำแพง แอบมองเงียบ ๆ ว่าทั้งสองคนทำอะไรกันอยู่
ไอ้บ้า ทำไมอยู่กับเหอฉิงล่ะ?
หรือว่า...กำลังคุยกันเรื่องเมื่อวาน?
แล้วทำไมทั้งสองคนถึงเพิ่งเดินออกมาจากบ้านด้วยกัน?
“รอดูก่อน...” คำว่า “ก่อน” ยังพูดไม่ทันจบ เธอก็เห็นผ้าพันคอสุดหรูบนคอหลินเจิ้งหราน
ฝั่งนู้น เหอฉิงพูดลาหลินเจิ้งหรานแล้ว “งั้นฉันไปก่อนนะ เจอกันอาทิตย์หน้า”
“อืม เดินทางปลอดภัย ถึงห้องแล้วส่งข้อความมาบอกด้วย”
เหอฉิงมองดูผ้าพันคอเขา แล้วยื่นมือไปจัดทรงให้เบา ๆ
ภาพนี้ เจียงเสวี่ยลี่ก็เห็นด้วยเต็มสองตา
ดวงตาของเธอสั่นระริก
“ผ้าพันคอนั่น...หรือว่าจะเป็นของขวัญจากเหอฉิงจริง ๆ? เมื่อวานเธอถือกล่องใหญ่มาก ดูแล้วน่าจะใส่อะไรแบบนี้ได้พอดีเลย...”
ถ้ามันคือผ้าพันคอ แล้วถ้าเหอฉิงให้ไปแล้วจริง ๆ
นั่นก็หมายความว่า...
เธอให้ของขวัญไปแล้ว!
แล้วหลินเจิ้งหรานก็รับมันด้วย!
ทันใดนั้นเอง เหอฉิงก็ก้มลงเห็นเชือกรองเท้าหลุดพอดี จึงนั่งลงผูกเชือก
สายตาเจียงเสวี่ยลี่เบิกกว้าง เพราะจากมุมของเธอ...มันดูเหมือนฉากคุกเข่าขอแต่งงานชัด ๆ!
“เหอฉิงกำลังคุกเข่าขอแต่งงานเขาเหรอ?! สารภาพรักเหรอ?!”
มันเหมือนกับในฝันของเธอไม่มีผิด!
เธอเห็นเหอฉิงเงยหน้าขึ้นพูดกับหลินเจิ้งหรานอะไรบางอย่าง แม้จะไม่ได้ยินเพราะเสียงเบา แต่เธอก็สามารถจินตนาการได้
“หลินเจิ้งหราน แต่งงานกับฉันเถอะนะ เพราะงั้นฉันเลยคุกเข่าขอเธอแต่งงาน เธอจะยอมเป็นสามีของฉันไหม?”
เหอฉิงพูดต่อ “ถ้าเธอยอม ก็ช่วยจับมือฉันไว้หน่อยได้ไหม?”
เจียงเสวี่ยลี่กัดริมฝีปากแน่น มือกำเสื้อแน่นด้วยความตื่นเต้น
แล้วเธอก็เห็นกับตาว่า หลินเจิ้งหรานยื่นมือไปดึงเหอฉิงขึ้นมา!
จากนั้นเหอฉิงก็หน้าแดงพูดว่า “ตอนนี้ฉันดีใจมากเลยล่ะ ฉันขอกลับหอพักไปสงบใจก่อน อีกไม่กี่วันเราไปจดทะเบียนสมรสกันนะ” เธอโบกมือลา
หลินเจิ้งหรานก็พยักหน้า “ตกลง อีกไม่กี่วันฉันจะไปกับเธอ เดินทางปลอดภัยนะ ที่รัก~”
...แน่นอน ทั้งหมดนั่นเป็นแค่จินตนาการของเธอล้วน ๆ
ที่จริงแล้ว ความจริงคือ เหอฉิงแค่นั่งยอง ๆ ผูกเชือกรองเท้า แล้วก็ตรวจดูข้อเท้าที่เคยเจ็บก่อนหน้านี้ด้วยการใช้นิ้วกดเบา ๆ ก่อนจะเงยหน้าบอกหลินเจิ้งหรานว่า
“ดูเหมือนจะไม่เจ็บแล้วแฮะ”
หลินเจิ้งหรานยื่นมือมาดึงเธอขึ้น “ไม่เจ็บก็ต้องระวังไว้อยู่ดี ถ้าเจ็บอีกต้องไปหาหมอเข้าใจไหม? ช่วงนี้ก็ระวังหน่อย”
เหอฉิงพยักหน้า
“งั้นฉันไปก่อนนะ” เธอโบกมือลาเขาเบา ๆ
หลินเจิ้งหรานก็พยักหน้าตอบ “อืม เดินทางปลอดภัยนะ”
เหอฉิงจึงเดินจากไปช้า ๆ หันกลับมามองเขาเป็นระยะก่อนจะไปถึงถนนใหญ่แล้วเรียกรถแท็กซี่กลับ
พอขึ้นรถได้ เธอก็ยังลดกระจกลงมาโบกมือให้หลินเจิ้งหรานอีก
หลังจากส่งเหอฉิงเสร็จ หลินเจิ้งหรานก็เตรียมจะเดินไปบ้านเจียงเสวี่ยลี่ เพราะวันนี้บ่ายสตูดิโอของเธอมีการซ้อมเล็ก ๆ แล้วก็เรื่องเมื่อวานที่ยังค้างอยู่
แต่ทันทีที่หันไป เขาก็เห็นว่าที่มุมกำแพงนั่น มีหน้ากลม ๆ สีชมพูกับหางม้าคู่ที่ห้อยตามแรงโน้มถ่วงของโลก โผล่ออกมานิดหนึ่ง
เขาจำได้ทันทีว่าเป็นใคร
“เจียงเสวี่ยลี่? เธอแอบอยู่ตรงนั้นทำไม?”
พอโดนเรียก เจียงเสวี่ยลี่ที่ตั้งใจจะแอบหลบหนี กลับเก็บอารมณ์ไม่อยู่แล้ว ไม่อยากเสแสร้งอีกต่อไป
เธอเดินออกมาด้วยดวงตาเอ่อด้วยน้ำตา กำมือเล็กแน่น ตะโกนสุดเสียงทั้งที่หลับตาแน่นว่า
“เจ้าหัวหมู! ไอ้บ้า! ไอ้คนโง่! นายมันคนผิดคำพูด! ทำไมถึงไปรับคำขอแต่งงานของคนอื่นแบบนั้นได้?!”
เธอเม้มปากแน่น รู้สึกน้อยใจและเหมือนโดนหักหลัง เสียงก็เริ่มสั่นเครือ
“นายเคยบอกว่าจะเป็นเจ้าบ่าวของฉันไม่ใช่เหรอ?! ถ้านายไม่แต่งกับฉัน แล้วฉันจะแต่งกับใครได้อีก! ใครจะยอมรับฉันล่ะ!”
พูดจบ เธอก็หันหลังจะวิ่งหนี มือปิดตา น้ำตาไหลพรากเหมือนเขื่อนแตก
“ฮือออ~ ฉันเกลียดคนที่ผิดคำพูดที่สุดเลย~”
แต่ระหว่างที่วิ่งผ่านหลินเจิ้งหราน เขาก็คว้าแขนเธอไว้ พลางพูดอย่างหมดคำว่า
“เธอเป็นอะไรอีกล่ะเนี่ย? ขอแต่งงานอะไรกัน? ใครขอใคร? แล้วฉันไปผิดคำพูดตรงไหน? อธิบายให้เคลียร์ก่อนจะหนีก็ได้ไหม?”
จบตอน