ตอนที่ 43 : “ต้องใช้เงินแล้วสิ!”
อีกด้านหนึ่ง
ถังจวิ้นเซียงฟังเสียงตัดสายจากโทรศัพท์แล้วถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก
นี่มันปฏิเสธเร็วไปไหม!
เขาอดสงสัยไม่ได้ ว่าจางเซียนไม่ได้ยินว่าเขาชื่อถังจวิ้นเซียง หรือไม่ได้ยินว่าเขามาจากหรงซู่เอนเตอร์กันแน่?
ในสายตาของถังจวิ้นเซียง ทั้งชื่อเสียงของเขาเองและชื่อบริษัทหรงซู่เอนเตอร์ ล้วนควรจะเป็นแม่เหล็กดึงดูดใจนักดนตรีทั้งนั้น!
ต่อให้ช่วงหลังเขาไม่มีผลงานฮิตเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ยังเป็น “รุ่นใหญ่ในวงการเพลง” นะ!
ไม่น่าเชื่อว่าจะไม่ให้เกียรติกันเลยแม้แต่นิด
ยิ่งไปกว่านั้น หรงซู่เอนเตอร์ก็เป็นบริษัทบันเทิงเบอร์ต้น ๆ ของประเทศ ใครโดนเรียกตัวไปทำงาน ควรจะกระโดดคว้าโอกาสไว้ไม่ใช่เหรอ?
แต่ผลคือโดนตัดสายทิ้งแบบไม่เหลือเยื่อใย—คนสมัยนี้มันช่างไร้มารยาทเกินไปแล้ว!
ถังจวิ้นเซียงบ่นอยู่ในใจ แต่บ่นก็ส่วนบ่น งานก็ต้องทำอยู่ดี
ถ้าเขาสามารถดึง “Sixth Sense” เข้าบริษัทได้ล่ะก็ นั่นคือความดีความชอบมหาศาลแน่นอน
เอาล่ะ บางทีอีกฝ่ายอาจฟังไม่ชัดก็ได้ เพลง 《มีศักดิ์ศรี》 กำลังดังระเบิดแบบนี้ คงมีหลายคนติดต่อไปหามันพร้อมกันแน่ ๆ
คิดได้ดังนั้น เขาจึงกดโทรศัพท์หาจางเซียนอีกครั้ง
แต่เสียง “ตื๊ด ๆ” เพียงครั้งเดียวก็ตัดสายไป …ลองอีกสองรอบก็ยังเป็นเหมือนเดิม เขาถึงเพิ่งรู้สึกตัว—เขาโดนบล็อกไปแล้ว!
“เสี่ยวอวี่ เอามือถือเธอมาให้ฉันหน่อย”
ถังจวิ้นเซียงเรียกผู้ช่วยเข้ามา ใช้โทรศัพท์อีกเครื่องโทรหาจางเซียนอีกครั้ง คราวนี้ต่อสายได้ตามปกติ
…
ตอนนั้นเอง จางเซียนกำลังขับรถ พา “จางเจาจี้” ไปช็อปปิ้งที่ห้างดัง SKP กลางปักกิ่ง
ก็แหม—หาเงินได้แล้ว มันก็ต้องเอาไปใช้บ้างสิ!
พอมือถือเชื่อมกับบลูทูธในรถ เขาก็กดรับสายทันที
“สวัสดีครับ อาจารย์ Sixth Sense ผมถังจวิ้นเซียงเอง! เมื่อกี้อาจารย์อาจฟังไม่ชัด เลยอยากจะย้ำอีกครั้ง…”
คราวนี้เขาเน้นเสียงตรงชื่อของตัวเองเป็นพิเศษ กลัวอีกฝ่ายจะฟังไม่ออก ไม่ยอมให้เกียรติเขาในฐานะนักดนตรีชื่อดัง
“ก็คุณนั่นแหละ ที่โทรมาชวนฉันไปทำงานใช่ไหม?”
จางเซียนถอนหายใจ คนบ้าอะไรวะ ดันโทรมาตามตื๊อเหมือนกาวตราช้าง ทั้งที่บล็อกไปแล้ว ยังอุตส่าห์หาเบอร์ใหม่มาโทรอีก
“ใช่ ๆ ผมเองครับ!”
“ผมเป็นผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์เพลงของหรงซู่เอนเตอร์ อาจารย์คงเคยได้ยินชื่อบริษัทเรานะครับ ตอนนี้ผมขอเชิญชวนอย่างจริงใจให้อาจารย์เข้าร่วมกับบริษัทเรา มาทำงานด้วยกัน…”
ตื๊ด ตื๊ด ตื๊ด—
ยังไม่ทันพูดจบ สายก็ถูกตัดอีกครั้ง เหมือนเผลอไปกดคำต้องห้ามเข้า!
“ให้ตายสิวะ!!”
ถังจวิ้นเซียงถึงกับเดือด เขาก็ยังเป็นถึงนักดนตรีรุ่นใหญ่ หัวหน้าฝ่ายสร้างสรรค์เพลงของหรงซู่เอนเตอร์นะ โดนตัดสายแบบนี้มันเกินไปแล้ว!
รอบแรกเขายังพอคิดปลอบใจตัวเองว่าคนฟังไม่ชัด รอบนี้เขาย้ำทุกอย่างชัดแจ๋วแล้ว จะบอกว่าไม่เข้าใจก็ไม่ได้
สรุปก็คือ—อีกฝ่ายมัน “ไม่ให้เกียรติ” เขาเลยต่างหาก!
“บัดซบเอ๊ย! นึกว่าตัวเองดังแล้วจะทำอะไรก็ได้หรือไง!”
ด้วยความหัวร้อน เขาขว้างโทรศัพท์ลงโต๊ะเสียงดังโครม …แต่เผลอออกแรงมากไปหน่อย เครื่องแตกกระจายทันที
ผู้ช่วยเสี่ยวอวี่ยืนอยู่ข้าง ๆ ถึงกับตาค้าง “ผอ.ถัง…นั่นมือถือฉันนะ”
“เอ่อ…”
ถังจวิ้นเซียงพึ่งนึกได้ รีบโบกมือกลบเกลื่อน “ไปซื้อเครื่องใหม่เลย เดี๋ยวฉันโอนเงินคืนให้”
เสี่ยวอวี่หน้าบานทันที รีบหยิบมือถือที่แตกแล้วออกไป ทั้งขอบคุณทั้งยิ้มแก้มปริ …ในใจยังอดคิดไม่ได้ว่า “อาจารย์ Sixth Sense ช่างเป็นคนดีจริง ๆ!”
…
อีกด้านหนึ่ง
จางเซียนที่ขับรถอยู่สบถเสียงดัง “บ้าชะมัด! วันดี ๆ ดันมาพูดเรื่องน่ากลัวให้ฉันฟัง!”
“บอกให้ไปทำงานเนี่ยนะ ไม่ใช่พูดเรื่องน่ากลัวแล้วจะเรียกว่าอะไร!”
แน่นอน เหตุผลที่เขาไม่อยากทำงานก็เรื่องหนึ่ง แต่อีกเหตุผลคือ—บริษัทนั้นดันเป็นหรงซู่เอนเตอร์!
ก็คือบริษัทเก่าของแฟนสาวฉู่โหย่วหรงนั่นเอง เขาจะไปเข้าข้างศัตรูได้ยังไง!
“เสี่ยวเซียน! มีมารยาทหน่อยสิ”
จางเจาจี้ที่นั่งเบาะข้าง ๆ รีบทำหน้าดุ
“ก็เขามาพูดเรื่องน่ากลัวกับฉันก่อนนี่นา!”
“เขาพูดเรื่องน่ากลัวตรงไหน?”
“ก็บังคับให้ฉันไปทำงานน่ะสิ!”
จางเซียนยักไหล่ “ถ้าฉันต้องไปทำงาน ใครจะอยู่บ้านคอยดูแลเธอ?”
“ฉันไม่ต้องการให้เธอดูแลหรอกนะ!”
“งั้นพูดใหม่—ใครจะพาเธอไปกิน KFC ใครจะซื้อชานมให้เธอล่ะ?”
“อ๋อออ อย่างนี้นี่เอง!”
จางเจาจี้พยักหน้าหนักแน่นทันที “งั้นเขาก็เลวจริง ๆ นั่นแหละ!”
ว่าแล้วเธอก็ยิ้มออกมา เพราะตั้งแต่จางเซียนอยู่บ้านกับเธอ เธอก็ได้กินชานม กินเฟรนช์ฟราย กินพิซซ่าแทบทุกวัน
…
จางเซียนขับรถมาจอดที่ลานจอดใต้ดินของ SKP แล้วพาจางเจาจี้ขึ้นไปเดินเล่นในห้าง
ครั้งก่อนเขาเคยแค่เดินเล่นกับเพื่อนเฉย ๆ ไม่ได้ตั้งใจซื้ออะไร เพราะยังไม่ใช่ “ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย”
แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว—เขามีเงิน!
ในบัญชีเขานอนรออยู่กว่าสิบล้านหยวน …ใช่แล้ว ตอนนี้เขาคือเศรษฐีเงินล้านเต็มตัว!
“เสี่ยวเซียน ขอชานมแก้วหนึ่งได้ไหม?”
เดินผ่านร้านชานม จางเจาจี้ทำตาละห้อย
“ไม่ใช่หนึ่งสิ เอาไปเลยสองแก้ว—มือซ้ายแก้วหนึ่ง มือขวาแก้วหนึ่ง!”
จางเซียนโบกมือสั่งแบบใจป้ำ ให้เธอเลือกเองตามสบาย
“เย้!”
ใบหน้าของจางเจาจี้เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ไร้เดียงสาเหมือนเด็กน้อย
ก็ใช่นั่นแหละ เพราะตอนนี้ความคิดของเธอก็ยังเป็นเหมือนเด็กจริง ๆ ง่าย ๆ แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว
บางครั้งจางเซียนก็คิดว่า การที่คนเราคิดแบบเด็ก ๆ ตลอดไปก็อาจจะดีเหมือนกันนะ อย่างน้อยก็มีความสุขง่าย ไม่ต้องแบกปัญหาอะไร ชานมแก้วเดียวก็ยิ้มได้ทั้งวัน
ไม่นาน จางเจาจี้ก็ได้ชานมสองแก้วเต็มไม้เต็มมือ เธอดูดแก้วนึงที อีกแก้วนึงที ใบหน้ามีแต่รอยยิ้มพอใจ
สายตาจางเซียนกวาดไปทั่วร้านแบรนด์เนม ก่อนจะพาเธอเดินตรงเข้าไปในร้าน LV
แม้ยี่ห้อ “LV” จะมีของปลอมว่อนเต็มตลาด แต่ก็ยังถือว่าเหมาะกับภาพลักษณ์ “เศรษฐีใหม่” แบบเขาที่สุดแล้ว
ที่จริงเขาไม่ได้ตั้งใจจะซื้อให้ตัวเอง แต่คิดจะซื้อของฝากให้พ่อกับพี่สาวทั้งห้าคน
ก็เพราะตลอดมาพ่อกับพี่สาวต้องเหนื่อยลำบากเพราะเขามามาก ถึงเวลาที่เขาจะตอบแทนแล้ว
สมัยเรียนมหาลัย เขาเคยใช้ไม้ตาย “พี่ อยู่ไหม?” เพื่อขอเงินจากพี่ ๆ มาไม่น้อย
ตอนนี้ถึงคราวต้อง “กลับมาดูแลพี่สาว” บ้างแล้ว
พนักงานร้าน LV ไม่ได้แสดงท่าทีเหยียดหยามเขาเลย—พวกพนักงานร้านแบรนด์เนมแบบนี้ผ่านการเทรนมาอย่างดี ต่อให้ดูถูกข้างใน ก็ยังต้องยิ้มอ่อนใส่ทุกคนอยู่ดี
“อืม…เอาอันนี้ อันนี้ แล้วก็อันนี้…”
จางเซียนชี้กระเป๋าไปสี่ใบรวด ตั้งใจจะซื้อให้พี่สาวทั้งสี่คน (ยกเว้นจางเจาจี้)
ในบรรดาพี่สาว มีเพียงพี่สาวคนโตที่พอมีปัญญาซื้อกระเป๋า LV เองได้ แต่ก็คงไม่กล้าฟุ่มเฟือยแบบนั้น ส่วนพี่คนที่สองที่ไปเป็นตัวประกอบที่เมืองเหิงเตี้ยน, พี่คนที่สี่ที่เป็นเด็กฝึกงานทนาย และพี่คนที่ห้าที่เรียนต่อปริญญาโท—ชีวิตการเงินของพวกเธอล้วนตึงมือทั้งนั้น กระเป๋าแพงขนาดนี้ไม่มีทางซื้อเองแน่นอน