ตอนที่ 29 : จอมจักรพรรดิ์แห่งชิงชิวเข้ามาโอบกอด กู่เซิงเกองงงันไปเลย

  “พี่หญิงพูดเล่นเสียแล้ว หอบู้เทียนลิ่งเชวี่ยเปิดประตูต้อนรับแขกจากทั่วสารทิศ ต่อให้พี่หญิงเป็นเทพธิดาบู้เทียน ก็ย่อมไม่มีสิทธิ์ขับไล่แขกออกไปกระมัง”

  ต่อถ้อยคำขับไล่ของเทพธิดาบู้เทียน จวินเมิ่งชิงเพียงยกมือปิดปากหัวเราะ เบิกตาแย้มงาม

  นางไม่เชื่อว่าซีเหยาจะกล้าทำเรื่องเสื่อมเสียต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้

  เพราะนางรู้ดีว่า เทพธิดาบู้เทียนหวงแหนชื่อเสียงของตนยิ่งนัก

  ซีเหยาฟังแล้ว แม้ไม่อยากให้จวินเมิ่งชิงอยู่ต่อ แต่เพราะเกรงหน้าตา จึงไม่อาจระเบิดโทสะไล่นางออกไปต่อหน้าทุกผู้คนได้

  เมื่อเห็นว่าเพียงถ้อยคำไล่ก็ไม่ทำให้นางจิ้งจอกหน้าด้านผู้นี้ยอมไป ซีเหยาไม่อยากให้การสนทนาเต๋าถูกขัดขวางอีก จึงเปลี่ยนวิธีใหม่

  “นักบุญหญิงแห่งเจี๋ยเทียน หากเจ้าปรารถนาจะเข้าร่วมสนทนาด้วย ข้าก็มิได้ห้าม เพียงแต่ต้องมีผู้ใดในที่นี้สักคนยินยอมเอ่ยวาจาแทนเจ้า ข้าก็จักไม่ขัดข้อง”

  ดูผิวเผินราวมอบโอกาสให้ หากแท้จริงแล้วคือการบีบให้ทุกคนต้องเลือกข้าง

  เพราะทั้งหอบู้เทียนและสำนักเจี๋ยเทียน ล้วนเป็นมหาสำนักสืบต่อมานับแสนปี รากฐานล้ำลึกเกินหยั่ง หากเทียบกันแล้ว ต่อให้เป็นสำนักเทียนคุน ยังนับว่าด้อยกว่าหน่อยหนึ่ง

  ตำนานเล่าว่าผู้ก่อตั้งทั้งสองสำนักเดิมคือพี่น้องฝาแฝด แต่เพราะแนวคิดแตกต่างจึงแยกทางกันเดิน และพัฒนาต่อมาจนกลายเป็น “ศัตรูแห่งเต๋า”

  หอบู้เทียนยึดถือการ “ปฏิบัติตามฟ้า” หากฟ้าดินประสบภัย พึงสละตนเพื่อเยียวยาโลก
  ฝ่ายสำนักเจี๋ยเทียนกลับยึดถือ “ฝืนชะตาฟ้า” หากฟ้าส่งภัยลงมา พึงลุกขึ้นสู้เพื่อคว้าโอกาสรอด

  สองแนวคิดดูขัดแย้ง แต่แก่นแท้แล้วมิได้แตกต่างมากนัก หากเพียงเพราะกาลเวลาหมื่นหมื่นปีทำให้ผู้คนบิดเบือนตีความแตกต่าง จนกลายเป็นขัดแย้งไม่สิ้นสุด

  ทุกยุคทุกสมัย เทพธิดา–เทพบุตรแห่งหอบู้เทียน ย่อมขัดแย้งกับนักบุญหญิงชายแห่งสำนักเจี๋ยเทียน เป็นอริกันไม่รู้จบ

  เมื่อถ้อยคำของซีเหยาสิ้นสุด ทุกคนในห้องต่างเงียบงันลงทันที

  พวกเขาล้วนเป็นยอดอัจฉริยะก็จริง แต่พลังอำนาจเบื้องหลังยังห่างไกลนัก จะให้ไปเลือกข้างขัดแย้งกับหอบู้เทียนเพียงเพราะสำนักเจี๋ยเทียน ย่อมไม่มีใครกล้า

  กู่เซิงเกอขมวดคิ้ว เขาฟังออกชัดว่านี่เป็นการบีบให้เหล่าคนรุ่นใหม่เลือกข้าง

  แต่เขานั้น—ข้อเสียอย่างหนึ่งก็คือ “ไม่กินของแข็ง” หากใครคิดบีบบังคับ ก็ยิ่งไม่ยอมตาม

  ยิ่งไปกว่านั้น จุดแข็งของเขาไม่ใช่ “ฆ่าข้ามขั้น” หากแต่เป็น “เล่นนอกกรอบไม่ตามใคร”

  ขณะที่ซีเหยาคิดว่าไม่มีใครยอมออกหน้าช่วยจวินเมิ่งชิง และตั้งใจจะเสียดสีให้อับอาย กู่เซิงเกอกลับเปิดปากขึ้น

  “สหายซีเหยา ในเมื่อสหายจวินก็มาเพื่อสนทนาเต๋าด้วย เช่นนั้นก็ให้นางอยู่เถิด ข้าเองยังอยากฟังคำสอนของสำนักเจี๋ยเทียน เพื่อนำมาสะท้อนกับหนทางแห่งข้า”

  เสียงราบเรียบดังสะท้อนก้องไปทั่วห้อง

  ทุกคนที่ได้ยินถึงกับอึ้ง แต่เมื่อคิดตามก็กลับมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา—เพราะเขาคือกู่เซิงเกอ ผู้มีคุณสมบัติจะกล้าพูดเช่นนั้น

  สายตาของซีเหยาพลันแข็งขึ้น ไม่คาดคิดเลยว่ากู่เซิงเกอจะออกปากช่วยนางจิ้งจอกผู้นี้

  ตามที่นางรู้มา สำนักเทียนคุนไม่เกี่ยวข้องกับสำนักเจี๋ยเทียน อีกทั้งกู่เซิงเกอกับจวินเมิ่งชิงก็มิใช่คนรู้จักกัน เหตุใดถึงช่วยเหลือ?

  หรือว่า…เขาเกิดความพอใจต่อนาง?

  ความคิดนี้แล่นวูบ แต่พลันก็ถูกนางสลัดทิ้งไป เพราะเชื่อมั่นว่ากู่เซิงเกอย่อมไม่ใช่คนที่จะถูกเสน่ห์หญิงจิ้งจอกหลอกล่อได้

  “หรือข้าเองที่บีบให้เขาเลือกข้าง จนทำให้เขาไม่พอใจ…” ซีเหยาคิดแล้วก็พลันรู้สึกผิดเล็กน้อย

  แท้จริง งานสนทนาเต๋าครานี้ นางหมายจะผูกไมตรีกับกู่เซิงเกอ แต่กลับกลายเป็นกีดกันตนเองเสียแล้ว!

  ขณะนั้น จวินเมิ่งชิงที่ได้ยินกู่เซิงเกอกล่าวแทนตน ใบตางามดั่งหยาดน้ำค้างก็พลันเปล่งประกายสดใส รอยยิ้มเต็มไปด้วยความเบิกบาน

  นางทอดสายตามองบุรุษชุดขาวตรงหน้าเต็มหัวใจ แววตาหยาดเยิ้มแทบละลาย

  “หึ…นังจิ้งจอกไร้ยางอาย!” ซีเหยาเห็นดังนั้นก็ได้แต่พ่นลมหายใจฮึดฮัดในใจ

  “โทษของเจ้าทั้งหมด ข้าต้องมาเสียคะแนนต่อกู่เซิงเกอเพราะเจ้านี่แหละ!”

  แม้ในใจจะกรุ่นโทสะ แต่ภายนอกนางยังคงยิ้มอ่อนว่า ในเมื่อผู้สืบทอดแห่งสำนักเทียนคุนเอ่ยปากแล้ว

ซีเหยาย่อมไม่ขัดใจ มาเถิด จงจัดที่นั่งให้นักบุญหญิงเจี๋ยเทียน”

  “ไม่ต้อง!” จวินเมิ่งชิงสวนทันที “ข้ามีที่นั่งอยู่แล้ว”

  เอ่ยจบ นางก้าวขาเรียวยาวอวบอิ่ม เดินนวยนาดตรงมายังกู่เซิงเกอ

  “อืม?”

  กู่เซิงเกอถึงกับขมวดคิ้วด้วยความงุนงง—นางคิดจะทำอะไรอีก?

  ไม่นะ! เล่นแรงถึงเพียงนี้เลยหรือ!

  ท่ามกลางสายตาผู้คนมากมาย จวินเมิ่งชิงกลับโผตัวลงนั่งบนตักกู่เซิงเกออย่างไม่อายอาย ร่างอรชรซุกซบเข้ากับอกเขาดุจลูกสุนัขจิ้งจอกน้อย แถมยังพาดเรียวขางดงามบนตักเขาอีก

  ดวงหน้ามีเสน่ห์ยั่วยวนกลับเผยความอบอุ่นคุ้นเคย ราวได้กลับสู่บ้านเกิด

  ภาพนี้ทำเอาทุกผู้คนตกตะลึงไปตามกัน แม้แต่กู่เซิงเกอเองก็ถึงกับตะลึงอ้าปากค้าง

  เซียนกระบี่สุราเห็นเช่นนั้นก็แทบตบหน้าผากเสียดาย—“รู้อย่างนี้ข้าก็ออกปากไปก่อนแล้วสิ! เสียของจริง ๆ! แต่ก็นะ…สุราอร่อยยังสำคัญกว่า”

  กู่เซิงเกอก้มลงมองหญิงจิ้งจอกที่แนบอยู่ในอ้อมอก ยิ่งงงหนักกว่าเดิม

  “นี่มันเรื่องอะไรอีกเล่า! ข้าแค่พูดประโยคเดียวเองนะ! ถึงขั้นมาซุกอกกันเลยรึ!”

  ด้านข้าง จื้อกุยถึงกับกัดฟันกรอด ร่างน้อยสั่นสะท้านด้วยโทสะ—“บัดซบ! สตรีจิ้งจอกจากที่ใด กล้าทำตัวสนิทชิดเชื้อกับเจ้านาย!”

  แต่จวินเมิ่งชิงหาได้สนใจสายตาคนอื่นไม่ นางเพียงสูดกลิ่นอายรอบกายกู่เซิงเกอ คล้ายแมวที่ได้พบสะระแหน่ มึนเมาเคลิบเคลิ้มอยู่ในนั้น

  “อืม…กลิ่นนี้ ข้าคุ้นเคยเหลือเกิน… ผู้มีพระคุณ…ในที่สุด ข้าก็ได้พบท่านอีกครั้งแล้ว…”

  กู่เซิงเกอได้ยินถ้อยคำพึมพำก็ยิ่งงุนงงกว่าเดิม

  “ผู้มึพระคุณ? หรือว่าข้าเคยช่วยนางมาก่อน?”

  ในขณะเดียวกัน ซีเหยาเห็นจวินเมิ่งชิงโผเข้าซุกอกเช่นนั้น ใบหน้าหลังผ้าคลุมถึงกับจับความเย็นยะเยือก

  “นังจิ้งจอกไร้ยางอาย! อย่าคิดเลยว่าจะเอากู่เซิงเกอไปจากข้าได้!”

  “ตราบใดที่ข้ายังอยู่ อย่าหวังว่าสำนักเจี๋ยเทียนของเจ้าจะได้ใจเขาแม้แต่น้อย!”

  นางกัดฟันกรอด ก่อนเปล่งเสียงกังวานก้อง
  “จวินเมิ่งชิง จงเลิกใช้เล่ห์กลจิ้งจอกเถิด! กู่เซิงเกอคือยอดอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน มิใช่ของเล่นให้เจ้ามาลบหลู่ หากเจ้าต้องการอยู่เพื่อสนทนาเต๋า ก็รีบลงจากตัวเขาเดี๋ยวนี้!”

  แต่จวินเมิ่งชิงกลับไม่แม้แต่จะเงยหน้า ดวงหน้าแนบอกเขาแน่น นัยน์ตาเย้ายวนทอดขึ้นเพียงเล็กน้อย ตอบด้วยเสียงหวานเฉียบ

  “หึ…แล้วเจ้าจะทำไมเล่า? ข้าชอบอยู่ในอ้อมอกผู้มึพระคุณ หากเจ้ามีความสามารถ—ก็ลองดึงข้าลงไปสิ!”

ตอนก่อน

จบบทที่ ตอนที่ 29 : จอมจักรพรรดิ์แห่งชิงชิวเข้ามาโอบกอด กู่เซิงเกองงงันไปเลย

ตอนถัดไป