ตอนที่ 27 คนเป็นแต่ดั่งศพเดินได้
“สองวันเก็บได้สองหยดหรือ ไม่เลวนี่นา”
หลี่เซวียนประหลาดใจไม่น้อย หยดเพลิงวิญญาณเช่นนี้ หากได้ใช้สม่ำเสมอ จะช่วยเร่งพลังให้ตนแข็งแกร่งขึ้นอย่างแน่นอน
พอได้ยินฉินเยว่บอกว่าสามารถเก็บได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ เขาจึงถามด้วยความอยากรู้ทันที “แล้ววิธีใดกัน ที่ทำให้มันเก็บเร็วขึ้น?”
“คือการใช้โลหิตของสัตว์ร้ายกลายพันธุ์ หากให้ลูกแก้วเพลิงดูดซับโลหิตของพวกมัน ก็จะเร่งความเร็วได้เจ้าค่ะ…ใช่แล้ว มันยังสามารถดูดโลหิตของอสูรยิ่งได้ผลดียิ่งกว่า”
ถ้อยคำนั้นเอ่ยจริงจัง โดยเฉพาะเมื่อกล่าวถึงอสูร ใบหน้าเล็กของนางก็เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
“อย่าได้ไปหาเรื่องอสูรเป็นอันขาด อันตรายเกินไป หากเป็นสัตว์ร้ายกลายพันธุ์ยังพอได้” หลี่เซวียนกำชับเสียงหนัก
อสูรในโลกนี้น่ากลัวยิ่งนัก อันตรายของมันเหนือกว่าสิ่งพิศวงเสียอีก เพราะอสูรดุร้ายบ้าคลั่ง ไม่ยอมจำนน ต่างจากสิ่งพิศวงที่ชอบซ่อนเร้นอยู่กับที่
แม้สิ่งพิศวงสังหารได้ยากกว่า แต่หากพูดถึงความสูญเสีย อสูรคือภัยแท้จริง บางตนใหญ่โตถึงขั้นฆ่าล้างเมืองล่มแคว้นได้ ไม่เกรงกลัวสิ่งใด
หากมิใช่เพราะมีเหล่าผู้ฝึกเซียนผู้ทรงพลังคอยปกป้อง มนุษย์ทั้งปวงคงกลายเป็นอาหารของอสูรไปนานแล้ว
ด้วยเหตุนี้เอง หลี่เซวียนจึงย้ำเตือนศิษย์น้อยอย่างหนักแน่น ว่าอสูรคือสิ่งที่ห้ามแตะต้องโดยเด็ดขาด
“ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะท่านอาจารย์ ข้าจะไม่ประมาท ไม่คิดไปหาเรื่องอสูรง่าย ๆ อีกทั้งยังมีซิ่งเอ๋อร์คอยปกป้อง ข้ามั่นใจว่าปลอดภัย”
ฉินเยว่ตอบด้วยความตั้งใจ แววตาน้อยยังเต็มไปด้วยความรับผิดชอบ
“เช่นนั้นก็ดี หากเจ้าต้องการล่าสัตว์ร้ายกลายพันธุ์ ก็ไปที่เขาเสี่ยวจู้ ที่นั่นภัยอันตรายต่ำ เหมาะแก่ผู้ฝึกกายต่ำกว่าชั้นห้า”
“อืม ข้าเองก็กะไว้เช่นนั้นแล้ว เขาเสี่ยวจู้เหมาะกับข้ามาก” เด็กน้อยพยักหน้าหงึก ๆ เอ่ยเสียงนุ่มนวล
“ก็ดี พยายามให้มาก”
“เจ้าค่ะ”
นางยิ้มกว้าง ดวงตากลมโตโค้งงอราวพระจันทร์เสี้ยว โบกมือน้อยลาหลี่เซวียน ก่อนจะกระโดดโลดเต้นจากไป
“…ถึงอย่างไร ข้าก็ควรส่งร่างแยกโลหิตขั้นยอดไปคุ้มกัน”
หลี่เซวียนพึมพำกับตนเอง
ร่างแยกโลหิตขั้นยอดเหล่านี้ ใช้โลหิตจริงร้อยหยดก่อร่างขึ้นมา มีพลังสืบทอดจากตนถึงห้าส่วน พลังมุมมองพระเจ้าของพวกมันยังมองได้ไกลห้าลี้ ย่อมพอคุ้มครองฉินเยว่ล่วงหน้าได้
คิดได้ดังนั้น เขาจึงส่งคำสั่งทันที ให้ร่างแยกขั้นยอดจำนวนหนึ่งแปลงกายออกเดินทาง แฝงตัวปกป้องศิษย์น้อยอย่างลับ ๆ
ครั้นเห็นเงาร่างแยกเหล่านั้นออกเดินในรูปโฉมต่าง ๆ กันไป หลี่เซวียนจึงค่อยเบาใจ แล้วหันสายตาไปยังเหมืองไป๋อวิ๋น
“หมอกขาวยังขยายตัวอีกแล้ว ใกล้เมืองไป๋อวิ๋นเข้าไปทุกที…เหตุใดทางการถึงส่งผู้ฝึกเซียนมาช้าขนาดนี้”
เขาขมวดคิ้วแน่น ความกังวลก่อตัวในใจ
“ไม่รอแล้ว ข้าจะส่งร่างแยกไปตรวจสอบเอง”
ว่าพลางเขาก็เรียกร่างแยกโลหิตสิบตนออกมา ส่งให้มุ่งหน้าสู่เหมือง
…
นอกประตูเมือง
ร่างแยกโลหิตทั้งสิบปลอมกายเป็นนักยุทธ์ต่างรูปโฉม เคลื่อนไปสองคนต่อกลุ่ม แยกออกเป็นห้าทิศ มุ่งหน้าสู่พื้นที่ต้องห้าม
เพียงย่างเข้าสู่หมอกขาว ก็มีความเย็นยะเยือกไหลบ่าซึมเข้าสู่หัวใจ ความหนาวนั้นมิใช่เพียงหนาวกาย หากเป็นความหนาวแปลกประหลาดที่กัดกินจิตวิญญาณ
ร่างแยกทุกตนล้วนรู้สึกขนลุกซู่ ความอำมหิตลี้ลับตีขึ้นมาจากก้นบึ้งใจ
“เจ้ารู้สึกหรือไม่…เหมือนมีใครมาจ้องเราอยู่” ร่างแยกผู้สวมหมวกผ้าสีเทาเอ่ยเสียงกดต่ำ
อีกฝ่ายคือร่างแยกผู้ใบหน้ามีแผลเป็น เขารีบเปิดมุมมองพระเจ้าออกตรวจสอบโดยรอบ ทว่าไม่พบสิ่งใดแม้แต่น้อย
“ไม่เห็นอะไรเลย ตั้งแต่ก้าวเข้ามาก็สอดส่องตลอด แต่ไร้สิ่งใดให้พบ” หมวกผ้าสีเทาส่ายหน้า แววตายิ่งเคร่งเครียด
“ลองมุ่งลึกเข้าไปเถิด ต้องรู้ให้ได้ว่าในเหมืองเกิดสิ่งใดขึ้น” ร่างแยกแผลเป็นขบกรามแน่นแล้วเร่งฝีเท้า
แต่ยังไม่ทันได้ไปไกลนัก พลันรู้สึกเหมือนข้อเท้าถูกใครบางคนคว้าไว้แน่น
สัมผัสนั้นเย็นเยียบจัด ราวมือเล็กของเด็กที่แข็งตายมานานแล้ว
เขารีบก้มลงมอง เห็นเพียงข้อเท้าโล่ง ๆ ทว่ามีโลหิตซึมไหลออกมาเป็นทาง
“อะไรกันนี่!”
เขารีบชักดาบออกฟาดฟันไปทั่ว ทว่ามีแต่ความว่างเปล่า ไม่เฉือนโดนสิ่งใด ซ้ำยังพลันรู้สึกปวดร้าวทั้งกาย เรี่ยวแรงเหือดหาย
“เจ็บหรือไม่…”
เสียงหนึ่งดังขึ้นใกล้หู ฟังแล้วคุ้นราวกับเสียงสหายร่วมทาง
เขาเงยหน้าขึ้น เห็นร่างแยกหมวกผ้าสีเทายืนอยู่ตรงหน้า ใบหน้าซีดเผือด คอหักเอียงผิดรูป ริมฝีปากยกยิ้มวิปลาส
ภาพนั้นคือสิ่งสุดท้ายที่ร่างแยกแผลเป็นได้เห็น ก่อนร่างล้มลง
ตึง!
ร่างนั้นล้มคว่ำ เลือดนองเต็มพื้น ดาบในมือยังชุ่มด้วยโลหิตของตนเอง
เสียงหยดเลือด “ติ๋ง…ติ๋ง…” ดังก้องท่ามกลางความเงียบสงัด ทุกอย่างเงียบเชียบเกินพรรณนา มีเพียงกลิ่นคาวคละคลุ้ง
อีกฟากหนึ่ง ร่างแยกหมวกผ้าสีเทายังยืนยิ้ม แววตาป่วยไข้ผิดธรรมชาติ ก้าวเท้าชักช้าเหมือนศพเดินได้ เดินไปเรื่อย ๆ ครึ่งชั่วยาม จนหมอกขาวเบาบางลง
เบื้องหน้าเผยให้เห็นเหมืองหินถล่ม กองหินแตกละเอียดเกลื่อนพื้น ในความมืดลึกภายในมีเสียงกรีดร้องโหยหวนโผล่ออกมา
ร่างแยกหมวกผ้าสีเทาเดินต่อเข้าไป กระทั่งในที่สุดก็เห็นเงาคนบิดเบี้ยวเบียดเสียดเต็มไปหมด
ทันใดนั้น ดวงตาแดงฉานนับไม่ถ้วนลืมโพลงขึ้นมา!
ยังไม่ทันกรีดร้องออกมา ความเจ็บแปลบรุนแรงแทงเข้ากลางอก สติพลันดับสิ้น ความมืดมิดปกคลุม
…
เมืองไป๋อวิ๋น
ในวิหารศึก
หลี่เซวียนลืมตาโพลง ความเคร่งเครียดสะท้อนในดวงตา
ร่างแยกทั้งสิบตนถูกฆ่าสิ้น ไม่เหลือแม้แต่ผู้เดียว
ข้อมูลที่ถ่ายทอดกลับมา ทำให้เขาเข้าใจแจ่มชัด—
เมื่อก้าวสู่หมอกขาว ร่างแยกแต่ละตนพลันบ้าคลั่ง คว้ามีดกระหน่ำฟันตนเอง โดยที่อีกฝ่ายกลับยืนดูเฉย ๆ แถมยังหัวเราะอย่างบิดเบี้ยว
เสมือนหุ่นเชิดไร้จิตใจ ถูกควบคุมให้ฆ่าตัวเอง ถูกควบคุมให้ก้าวเข้าสู่เหมืองอย่างไม่อาจต้าน
และเขายังได้เห็นภาพสุดท้าย—
ในความมืดของเหมือง เต็มไปด้วยมนุษย์บิดเบี้ยวนับไม่ถ้วน พวกนั้นมีทั้งคนงานเหมือง นักยุทธ์ ไปจนถึงขุนนางข้าราชการ ล้วนกลายเป็น “คนเป็นแต่ดั่งศพเดินได้” ใบหน้าพิกลผิดเหมือนอสูร
(จบตอน)