ตอนที่ 50 ศิษย์พี่ใหญ่ผู้ไร้หัวใจ
ร่างแยกโลหิตหมายเลข 3000 ลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาคมกริบกวาดมองเด็กหนุ่มตรงหน้า
เด็กหนุ่มนุ่งห่มเพียงผ้าหยาบเก่าขาด ผิวคล้ำเข้ม มองดูก็รู้ว่าเป็นลูกชาวบ้านยากจน
ทว่าหน้าตากลับหล่อเหลา คิ้วเข้มดวงตาโต โครงหน้าเด่นชัด อีกทั้งร่างกายยืนตรงสง่าผ่าเผย
โดยเฉพาะนัยน์ตาดำสนิทคู่คมนั้น ให้ความรู้สึกหนักแน่นไม่ยอมพ่ายแพ้
“เย่ฝานรึ?” ร่างแยกเอ่ยถามเสียงทุ้ม
“ใช่แล้วศิษย์พี่ใหญ่ ข้านามเย่ฝาน” เย่ฝานประสานมือเอ่ยตอบ ร่างยังคงยืนตรงไม่ไหวเอน
“ศิษย์พี่ใหญ่ เย่ฝานผู้นี้ไม่เลวเลยนะ เมื่อครู่ยังช่วยข้าทำงานเล็กน้อย จะให้เขาเข้าร่วมสำนักหมัดเหล็กได้หรือไม่?” ศิษย์พี่รองเอ่ยขอร้อง
“ได้”
ร่างแยกพยักหน้าเล็กน้อย แววตาคมกล้ากวาดมองเย่ฝานอีกครั้ง
“ต่อไปงานผ่าฟืน ตักน้ำ มอบให้เจ้า ทุกวันทำสองชั่วยาม สำนักจะเลี้ยงดูทั้งกินอยู่ แลกกับการให้เจ้าเรียนวิชาโดยไม่ต้องเสียเงินทอง”
“เลี้ยงดูทั้งกินอยู่ แถมยังเรียนวิชาได้โดยไม่ต้องเสียค่าศึกษา เพียงทำงานวันละสองชั่วยาม?”
เย่ฝานได้ฟังแล้วถึงกับตะลึง มิใช่ว่าเงื่อนไขเลวร้าย แต่กลับดีกว่าที่คิดไว้มาก
ก่อนหน้านี้เขาเคยไปสมัครตามสำนักต่าง ๆ ล้วนปฏิเสธไม่ก็เสนอเงื่อนไขโหดร้ายเกินไป
คาดไม่ถึงเลยว่า ศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักหมัดเหล็ก จะให้ข้อแลกเปลี่ยนดีกว่าที่คิดไว้มากเช่นนี้
เย่ฝานผู้ประหลาดใจ จึงรีบประสานมือเอ่ยขอบคุณ “ข้ายินดีรับ ขอบคุณศิษย์พี่ใหญ่”
“ศิษย์พี่รอง เจ้าไปจัดที่พักให้เย่ฝาน”
ร่างแยกไม่เอ่ยอะไรอีก หลับตาลง นั่งขัดสมาธิหมุนเวียนโลหิตต่อ
“เย่ฝานศิษย์น้อง ตามข้ามาเถอะ ตั้งแต่นี้เจ้าก็เป็นศิษย์น้องของพวกเราแล้ว” ศิษย์พี่รองยิ้มพาเย่ฝานไปจัดที่พัก
ไม่นานนัก เสียงร้องใสแว่วดังมาแต่ไกล คล้ายเสียงน้องศิษย์หญิงน้อย
ร่างแยกลืมตาขึ้นอีกครั้ง เปิดมุมมองพระเจ้า กวาดมองออกไป
พลันพบว่าน้องศิษย์หญิงน้อยผู้เจ้าเนื้อ กำลังยืนอาย ๆ มองเย่ฝาน ทั้งสองสบตากันนิ่งอยู่อย่างนั้น
“น้องศิษย์หญิงน้อยคือบุตรีเจ้าสำนัก ทุกคนในสำนักต่างรักใคร่ดูแล…เย่ฝานเพิ่งเข้ามาก็เจอกับนาง เช่นนี้แล้วมิใช่ว่าเขาคือผู้แบกชะตาฟ้าหรอกหรือ”
ร่างแยกค่อย ๆ หลับตาลงอีกครั้ง แล้วส่งข้อมูลนี้กลับไปยังร่างแท้
…
นครไป๋อวิ๋น
หลี่เซวียนยืนอยู่หน้าร้านโอสถไป๋อวิ๋น มองดูร่างแยกกำลังยุ่งอยู่ภายใน
เมื่อเร็ว ๆ นี้การปรุงโอสถบางคราล้มเหลว ได้โอสถต่ำและกลาง ซึ่งล้วนมีพิษโอสถเจือปน
โอสถเช่นนี้หลี่เซวียนย่อมไม่กลืนกินอีกแล้ว จึงตัดสินใจเปิดร้านโอสถไว้ขายโอสถที่ล้มเหลว
อย่างไรเสีย โอสถที่แพร่หลายในท้องตลาดก็เป็นโอสถเช่นนี้อยู่แล้ว ผู้คนต่างรู้ดีว่ามีพิษโอสถ แต่ก็ยังกลืนกินกันเป็นปกติ คล้ายตัวเขาในอดีตเช่นกัน
บัดนี้เมื่อกลายเป็นปรมาจารย์ปรุงโอสถโลหิตแล้ว โอสถที่เขากินล้วนเป็นชั้นสูง บางครายังได้ลิ้มโอสถชั้นยอดด้วยซ้ำ ย่อมไม่แตะต้องโอสถต่ำอีกต่อไป
นี่จึงเป็นสาเหตุที่เขานำโอสถล้มเหลวออกขาย
ครั้นนั้นเอง เสียงผู้ช่วยน้อยพลันดังขึ้นในห้วงสมอง
【ติ๊ง! ร่างแยกโลหิตหมายเลข 3000 ของท่าน พบเด็กหนุ่มผู้มีแววเป็นชะตาฟ้า นามเย่ฝาน อยู่ที่นครเถี่ยสือ ในสำนักหมัดเหล็ก】
“เย่ฝานรึ?”
คิ้วหลี่เซวียนยกสูงขึ้นทันใด แววตาเต็มไปด้วยความสนใจ
ชื่อนี้มิใช่ชื่อธรรมดา ตัวอักษรแต่ละตัวล้วนแฝงความหมายหนักหน่วง เพียงได้ยินก็ทำให้รู้สึกต่างไปจากผู้อื่นแล้ว
เขาจึงคิดไว้ในใจ—จำเป็นต้องไปนครเถี่ยสือด้วยตนเอง เพื่อดูว่าเด็กหนุ่มผู้นี้คือผู้แบกชะตาฟ้าจริงหรือไม่ หากเป็นจริงแล้วไซร้ ต้องรับไว้เป็นศิษย์ให้จงได้
“ก่อนอื่น ต้องจัดการงานบ้านเสียก่อน แล้วเร่งปรุงโอสถอีกชุด เผื่อขาดแคลนโอสถจะกระทบการฝึกของฉินเยว่กับซ่งเสี่ยวเหม่ย”
หลี่เซวียนหมุนกายกลับเรือนหลิว ก้าวเข้าสู่ห้องปรุงโอสถ เริ่มปรุงอย่างไม่หยุดยั้ง
…
สามวันให้หลัง
เขาปรุงโอสถได้เป็นจำนวนมาก นำโอสถที่ล้มเหลวไปวางขายที่ร้าน ส่วนโอสถชั้นสูงและชั้นยอดเก็บไว้เอง แบ่งส่วนหนึ่งส่งให้ศิษย์ทั้งหลาย
แม้แต่ลู่ฉางเซิงเอง เขาก็ไม่ลืมจัดส่งโอสถไปให้
เมื่อจัดการทุกสิ่งเรียบร้อยแล้ว หลี่เซวียนก็ออกเดินทางจากนครไป๋อวิ๋น พาร่างแยกโลหิตสามสิบตน ควบม้าสูงใหญ่ มุ่งหน้าสู่นครเถี่ยสือ
…
นครเถี่ยสือ
บนถนนที่พลุกพล่าน
เย่ฝานแบกหอบของพะรุงพะรัง เดินตามน้องศิษย์หญิงน้อยไปมาท่ามกลางผู้คนพลุกพล่าน
ตลอดสามวันที่ผ่านมา การเรียนวิชาของเขาก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว อีกเพียงไม่ก็ก้าวก็จะบรรลุฝึกกายขั้นแรกแล้ว
แต่ก็ถูกน้องศิษย์หญิงน้อยดึงตัวออกมาเที่ยวเล่น จึงจำต้องตามนางไป
“เย่ฝาน ๆ ดูสิ ที่ร้านนี้มีชุดใหม่ออกแล้ว!”
น้องศิษย์หญิงน้อยเห็นป้ายประกาศสินค้าใหม่ก็ลากเขาเข้าไปในร้านเสื้อผ้า
“โอ้โห งามนัก!”
นางตื่นเต้นราวเด็กหญิงเห็นของเล่นใหม่ ดวงตาพราวระยิบจ้องเสื้อผ้าหลากสี
เย่ฝานเพียงนั่งพักอยู่ด้านข้าง ใจครุ่นคิดถึงชีวิตในสำนักตลอดสามวัน
ทุกคนในสำนักล้วนดีกับเขา บรรยากาศอบอุ่นเสมือนบ้าน ทำให้เขารู้สึกเป็นสุขนัก
ทว่าลึกในใจก็ยังมีความกังวล
ด้วยความช่างสังเกตของเขา เพียงสบตากับผู้ใดก็พอจะมองออกถึงนิสัยใจคอ
คนในสำนักทุกคน เขาล้วนอ่านได้หมด มีเพียงศิษย์พี่ใหญ่เท่านั้น ที่สายตาเย็นชาเกินเปรียบ
ยามสบตากับศิษย์พี่ใหญ่ เขามักรู้สึกถึงความว่างเปล่าไร้หัวใจ ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวอารมณ์ใด ๆ
ดวงตาเย็นชาดุจนี้ หาได้มีในคนปกติ หากแต่ปรากฏในผู้ไร้หัวใจเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น เย่ฝานยังสังเกตว่า—บนใบหน้าศิษย์พี่ใหญ่นั้นมีร่องรอยแปลกประหลาด คล้ายใช้สิ่งใดปกปิดรูปลักษณ์แท้จริงเอาไว้
สิ่งนี้ยิ่งตอกย้ำความสงสัยในใจของเขา
“น้องศิษย์หญิงน้อย เจ้าคิดว่าศิษย์พี่ใหญ่เป็นคนเช่นไร?” เย่ฝานหันไปถามเสียงเบา
“ศิษย์พี่ใหญ่รึ? ท่านเป็นคนดีนัก พรสวรรค์สูงส่งนัก เพียงไม่นานก็ถึงฝึกกายขั้นสี่แล้ว
ครั้งหนึ่งศิษย์พี่ใหญ่ยังเคยปราบฆาตกรผู้ร้ายกาจกลางถนน เพียงหมัดเดียวก็สังหารได้ แถมยังช่วยชีวิตเด็กคนหนึ่งไว้ ทำให้ชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่ว”
น้องศิษย์หญิงเอ่ยด้วยแววตาเต็มไปด้วยความชื่นชม
“หมัดเดียวสังหารศัตรูในระดับเดียวกันได้…เก่งถึงเพียงนั้นเชียวหรือ!”
เย่ฝานถึงกับตะลึงพรึงเพริด หมัดเดียวสังหารศัตรูได้ นั่นเท่ากับพลังรบเทียบเท่าฝึกกายขั้นห้าเลยทีเดียว
“ใช่แล้ว บิดาของข้ายังเอ่ยว่าศิษย์พี่ใหญ่มีแรงเทพกำเนิดติดตัว จึงแข็งแกร่งปานนั้น คนที่มาเรียนวิชาที่นี่ ก็เพราะเลื่อมใสศรัทธาศิษย์พี่ใหญ่ทั้งสิ้น”
นางเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเปี่ยมด้วยความขอบคุณ
“เช่นนั้นรึ…”
เย่ฝานขมวดคิ้วแน่นยิ่งกว่าเดิม รู้สึกว่าทุกสิ่งขัดกันไปหมด
ศิษย์พี่ใหญ่ที่ดีเลิศเช่นนี้ เหตุใดในแววตากลับเย็นชาไร้อารมณ์ หรือว่าที่แท้เขาปกปิดสิ่งใดเอาไว้?
บางที…ศิษย์พี่ใหญ่อาจมิใช่คนดีจริง แต่กำลังใช้ภาพลักษณ์เพื่อกลบเกลื่อนความลับอันมืดดำ
“ต้องหาโอกาสสืบให้ได้ ว่าศิษย์พี่ใหญ่ซ่อนความลับอะไรไว้กันแน่…หรือว่าเบื้องหลังเขากำลังวางแผนเรื่องราวใหญ่โตใด ๆ อยู่”
เย่ฝานพึมพำอยู่ในใจ ความสงสัยก่อตัวหนาแน่นยิ่งขึ้น
…
(จบตอน)