ตอนที่ 13 เรือนเล็ก
ราตรีคลืบคลาน เสียงจักจั่นแว่วก้องระงม
เปลวไฟกองฟืนแตกเปรี๊ยะ ๆ ล่อฝูงผีเสื้อกลางคืนให้โผนพุ่งเข้าหาไม่หยุด
เว่ยเฉิงหยิบขวดน้ำหอมกันยุงขึ้นมา โรยบนกายตนเล็กน้อย แล้วยังช่วยทาให้อาหนิงอีกด้วย เด็กหญิงชอบกลิ่นสดชื่นหอมเย็นนี้นัก สูดจมูกฟุดฟิดไม่หยุด คล้ายลูกหมูน้อยหาอาหารอยู่มิผิดเพี้ยน
จางจ้งจิ่งต่อให้เห็นเว่ยเฉิงหยิบของประหลาดออกมาบ่อยครั้งก็ชินตา เพียงแต่ถามด้วยความสงสัยถึงส่วนผสมของน้ำหอมกันยุง
เว่ยเฉิงจึงกล่าวคร่าว ๆ ว่าต้องใช้สมุนไพรหลายชนิด รวมทั้งมีสิ่งหนึ่งเรียกว่า “สุราแรง” เป็นตัวตั้งต้น—สิ่งนี้กลั่นได้ยากนัก ดีกว่าเหล้าธรรมดาหลายเท่า
ครั้นมีของที่ตระกูลเว่ยส่งมาบังหน้า ต่อให้เขาหยิบสิ่งใดออกมาก็อ้างได้ว่ามาจากบ้านตน เพียงต้องลบคราบสมัยใหม่ออกเสีย ขวดแก้วนั้นโบราณก็เคยมีน้ำคริสตัลจึงไม่ผิดแผกอะไร
จางจ้งจิ่งจ้องขวดที่เว่ยเฉิงฉีกฉลากออกแล้วอย่างครุ่นคิด เงียบงันราวกับเข้าสมาธิ เว่ยเฉิงกับอาหนิงก็ไม่กวน ต่างก้มหน้ากินซุปไก่ที่ต้มไว้
เพื่อเอาใจอาหนิง คืนนี้เว่ยเฉิงทำซุปไก่หอมมัน กินกับเจิ้งปิ่งที่เหลือจากมื้อกลางวัน อีกทั้งยังทำกับแกล้มเป็นผักสดลวกคลุกน้ำปรุง ใช้เฟิร์นป่าและผักแมวป่าอ่อน ๆ ที่หาง่ายในเขามาเสริม
อาหนิงกินจนแก้มพอง มือกอดน่องไก่ใหญ่ด้วยความสุขล้น
เว่ยเฉิงเองเห็นสองวันมานี้กินเนื้อมากเกินไป จึงตั้งใจคืนนี้จะกินผักให้คลายมันเลี่ยน หาได้หิวกระหายเนื้อดังชาวบ้านที่อดอยากไม่
กำลังนั่งกินไม่ทันไร เสียงเซิงโถวก็ดังขึ้นมาจากเชิงเขา แล้วมีชายฉกรรจ์สี่คนหามประตูรั้วที่เพิ่งทำเสร็จขึ้นมา
ประตูรั้วนั้นเรียบง่ายนัก ใช้ไม้ซุงโตเท่าขาเป็นแกน ทำกรอบ แล้วใช้กิ่งไม้เรียงเป็นแผงประตู มุงหญ้าแฝกด้านบนเป็นกันสาด
เรือนของเว่ยเฉิงขาดเพียงสิ่งนี้มานาน ครั้นเซิงโถวชวนชาวบ้านไปช่วยกันทำทั้งวันจึงสำเร็จ ครั้นเสร็จก็รีบหามขึ้นมา หวังได้เอาหน้า
พอเห็นเว่ยเฉิง เขารีบโค้งตัวรายงาน “คุณชาย ประตูทำเสร็จแล้ว จะติดตั้งเลยหรือไม่?”
เว่ยเฉิงพยักหน้า พลางเอ่ยถาม “เจ้ากินข้าวหรือยัง?”
เซิงโถวเหลือบมองซุปไก่ตรงหน้าอาหนิง น้ำลายแทบสอ แต่ก็แข็งใจตอบ “กินเนื้ออิ่มแล้วเมื่อยามบ่าย ไม่หิวแล้วขอรับ”
เว่ยเฉิงหันไปบอกอาหนิง “ไปตามห่าวเหนียงมาเถิด ให้ช่วยทำเจิ้งปิ่งเพิ่มสักหม้อ”
อาหนิงรีบรับคำ ปากยังงับน่องไก่ มือก็โบกไปพลางวิ่งลงเขาไปพลาง เด็กหญิงอยากอวดพี่สาวห่าวเหนียงเต็มทีว่าตนมีกลิ่นหอมติดตัว—คำใหม่ที่เพิ่งเรียนว่า “หอมฟุ้ง”
เซิงโถวกับพวกได้ยินว่าจะมีเจิ้งปิ่งกินฟรีอีกมื้อก็ลอบดีใจนัก
ครั้นติดตั้งประตูเสร็จ เซิงโถวก็ยื่นแผ่นไม้มาเสนอ “คุณชาย ประตูนี้ควรมีป้ายด้วย ข้าได้ไม้แผ่นหนึ่งมา จะให้สลักอักษรใดหรือไม่?”
เมื่อชายฉกรรจ์ยกไม้เข้ามา เว่ยเฉิงกับจางจ้งจิ่งต่างตะลึงไปพร้อมกัน
เว่ยเฉิงอุทาน “ไม้จันทน์หอม!”
จางจ้งจิ่งก็ร้อง “ไม้ชิงหลง!”
ทั้งสองสบตากัน เว่ยเฉิงจึงอธิบาย “ไม้ชิงหลงก็คือไม้จันทน์หอมชนิดหนึ่ง หาได้ยากยิ่ง เล่ากันว่ามีเพียงในแดนตะวันตกเท่านั้น ไม่นึกเลยว่าจะพบที่นี่”
จางจ้งจิ่งพยักหน้ารับ “มิผิด ของนี้มิใช่เพียงล้ำค่า ยังเป็นยาสำคัญด้วย”
เซิงโถวหัวเราะอาย ๆ “แท้จริงข้าได้มาจากกองคาราวานตะวันตกเมื่อสองปีก่อน ตอนนั้นช่วยพวกเขาพ้นป่า เขาก็ตอบแทนด้วยแผ่นไม้นี้ เห็นหอมดีก็เลยใช้ทำเป็นกระดานนอน ฮา ฮา”
ชาวบ้านอีกคนเสริม “จริงแท้ เซิงโถวช่วยชีวิตพวกนั้น แต่กลับได้เพียงไม้แผ่นเดียว!”
ที่แท้ เซิงโถวไม่รู้ค่าของไม้จันทน์หอมนี้ ใช้มันทำเป็นไม้กระดานนอนมาตลอด ครานี้กลับคิดจะมอบให้เว่ยเฉิงทำป้ายขอบประตู
เว่ยเฉิงได้ฟังก็ทั้งขำทั้งเวทนา รีบอธิบายถึงคุณค่าหายากของไม้ แต่เซิงโถวกลับว่า “หากมันดีนักก็ยิ่งสมควรยกให้คุณชาย ข้าเองมิรู้จะขายใคร”
เว่ยเฉิงคิดจะปฏิเสธ แต่จางจ้งจิ่งส่ายหน้า “ของกำนัลตอบแทน หาใช่เรื่องเสียหาย”
เว่ยเฉิงจึงไม่ดื้อรั้นอีก คิดไว้ในใจว่าคราวหลังจักมอบคันธนูและมีดดี ๆ แทนตอบ จะเป็นสิ่งถูกใจเซิงโถวกว่า
เขาจึงนั่งคิดอยู่ครู่ ก่อนหยิบพู่กันกระดาษออกมา เขียนคำว่า “เรือนเล็ก” ลงบนกระดาษด้วยลายมือแบบเหรินอวี้—ลายโปรดที่เคยฝึกฝนมาแต่สมัยเรียน
จางจ้งจิ่งก้มดูแล้วพยักหน้า “ลายมืองามแท้”
เซิงโถวกับพวกแม้อ่านไม่ออก แต่เห็นว่าเป็นตัวอักษรก็งดงามยิ่ง ล้วนสรรเสริญออกมา
เว่ยเฉิงยิ้ม “คืนนี้ดึกแล้ว พรุ่งนี้เจ้าจึงค่อยสลักลงป้ายไม้เถิด เอากระดาษปิดทาบตามรอยก็พอ”
เซิงโถวรีบรับปาก “ท่านวางใจเถิด ข้าแม้อ่านไม่ออก แต่เคยแกะสลักอักษรบ่อยนัก เช่น…จารึกบนหลุมศพ—”
“แค่ก ๆ ๆ!” จางจ้งจิ่งรีบขัดขึ้น
เว่ยเฉิงทำหน้ามึนงง ได้แต่ส่ายหน้าไม่อยากต่อความ
ไม่นาน ห่าวเหนียงก็ขึ้นมาพร้อมเสี่ยวเอ๋อ รีบช่วยกันทำเจิ้งปิ่งเพิ่ม ส่วนอาหนิงไม่เห็นกลับมา คงวิ่งไปอวดเพื่อน ๆ ว่าตนตัวหอมสดชื่นอยู่นั่นเอง
ระหว่างที่ทุกคนช่วยกัน เว่ยเฉิงมองประตูใหม่ในลาน ใจพลันรู้สึกประหลาดราวกับพบที่พึ่งพิงเสียที
แต่เดิมชีวิตในโลกปัจจุบัน เขาเป็นเพียงคนเดียวดาย หลังเลิกรากับคู่หมั้น ครอบครัวก็ว่างเปล่า บัดนี้กลับมีบ้าน มีสหาย มีหมู่บ้าน และสมุนไพรไม่สิ้นสุดในภูเขา อากาศสดใส ฟ้าโปร่งงาม
เขาแหงนมองจันทร์เต็มดวง พลันตั้งปณิธานในใจ
—เขาจะอยู่ที่นี่ จะพาชาวบ้านสร้างชีวิตดุจแดนสวรรค์เร้นกาย
และทั้งหมดนี้…จะเริ่มต้นจาก เรือนเล็ก หลังนี้!
(จบตอน)