ตอนที่ 65 แสงเยือกเย็นพุ่งถึง ก่อนที่…
“คุณชายขอรับ ทำไมหอคอยนี้ต้องเอียงออกด้านนอกเล่า แบบนี้ไม่อันตรายหรือ หออาจพังลงได้ทุกเมื่อเลยนะขอรับ?”
ลุงดาบใหญ่รับผิดชอบการสร้างเรือนด้านใน ส่วนเว่ยเฉิงมอบหมายให้อู่ซานถงดูแลงานหอคอยชั้นนอก เวลานั้นทุกคนล้อมดูแบบแปลน อู่ซานถงจึงเอ่ยความข้องใจขึ้นมา
เว่ยเฉิงจึงกล่าวว่า “ไม่ต้องกังวลเรื่องพัง จุดศูนย์ถ่วงของหอยังอยู่ด้านใน ตราบเท่าที่คนที่ยืนสุดปลายไม่เกินห้าร้อยคน หอนี้ย่อมไม่มีวันล้ม”
หอคอยที่เว่ยเฉิงออกแบบยื่นออกไปด้านนอก เพื่อให้ได้มุมมองยามรับศึก เห็นผาชันว่ามีผู้ใดลอบไต่ขึ้นมาหรือไม่ ทรวดทรงโดยรวมคล้ายชายคาที่ยื่นออกไป งานก่อสร้างมีความยากอยู่บ้าง แต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้
เปรียบเหมือนเรียงบล็อกไม้ ขนาดเท่า ๆ กัน ชั้นบนยื่นออกจากชั้นล่างหนึ่งในสาม โดยคงศูนย์ถ่วงไว้ด้านหลัง ไล่เช่นนี้ไปเรื่อย ๆ แล้วถมอิฐหินพยุงฐานหลัง หอคอยย่อมคงศูนย์ถ่วงไว้บนพื้น ส่วนที่ลอยย่อมไม่ถล่ม
เว่ยเฉิงอธิบายอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหยิบอิฐมาสาธิตต่อหน้าทุกคน จึงคลายความกังวลของอู่ซานถงกับพวก
การสร้างหอคอยเร่งด่วนยิ่ง เว่ยเฉิงเองก็ไม่รู้ว่าฐานที่มั่นนี้จะถูกเปิดโปงเมื่อใด
แต่คาดว่าไม่นาน เพราะเขาคิดจะช่วยตระกูลเว่ยติดอาวุธทหารห้าพัน มีเสื้อเกราะกันแทง หอก และหน้าไม้ พยายามให้แล้วเสร็จภายในปลายปี ปีหน้าต่อให้สถานการณ์เป็นเช่นไร เหล่าวีรบุรุษทั่วแผ่นดินย่อมลุกขึ้นชิงอำนาจ ตระกูลเว่ยจึงต้องมีกำลังป้องกันตน
เสื้อเกราะกันแทงเขาจัดหาซื้อได้เอง ส่วนหอกมอบให้ชาวบ้านหมู่บ้านห่าวเป็นผู้ตีขึ้น สำหรับหน้าไม้เขาได้ส่งแบบไปให้ตระกูลเว่ย หากทำไม่ได้จริง ๆ ก็คงต้องสั่งซื้อเอง ซึ่งเสี่ยงต่อการเปิดเผยมากกว่า
ด้วยเหตุนี้เขาจึงต้องเร่งสร้างค่ายป้องกัน ครั้นถึงคราล้อมด้วยทัพนับหมื่น ก็ยังรับมือได้อย่างใจเย็น
พอสั่งอู่ซานถงกับพวกเสร็จ เว่ยเฉิงก็พาห่าวเจาไปยังโรงอิฐ
บัดนี้โรงอิฐขยายขึ้นหลายเท่า เพิ่มเตาเผาอีกหกเตา เผาอิฐได้วันละราวสองหมื่นก้อน
เหล่าสตรีแบ่งงานเป็นสัดส่วน คนหาบน้ำก็หาบน้ำ คนขนดินก็ขนดิน คลุกโคลนโปรยเถ้า เทหล่อพิมพ์ ตากแห้ง เผา ไหลลื่นเป็นสายการผลิต งานของแต่ละคนเป็นระเบียบเรียบร้อย
เห็นเว่ยเฉิงมา ป้าม่านฮวาที่กำลังเตรียมกับข้าวในโรงครัวก็วิ่งออกมาต้อนรับ
“คุณชายเจ้าคะ เสบียงคงไม่พอแล้วเจ้าค่ะ คนกินเพิ่งเพิ่มขึ้นอีกหลายร้อย ปริมาณที่ใช้แต่ละวันน่าตกใจจริง ๆ”
เว่ยเฉิงคาดไว้ล่วงหน้าแล้ว จึงปลอบว่า “ป้าม่านฮวาไม่ต้องห่วง พรุ่งนี้จะมีข้าวใหม่ส่งมาถึง”
ป้าม่านฮวาใจโล่ง รู้ว่าตระกูลเว่ยคงส่งเสบียงอีกอยู่ดี ช่วงนี้กำลังฤดูเก็บเกี่ยว ตระกูลเว่ยย่อมไม่ขาดข้าว
ในจดหมายที่เว่ยเฉิงส่งไปหา ยังมี ‘คำพยากรณ์’ สถานการณ์ราชสำนักกับแบบแปลนแนบไปด้วย เขายังระบุให้ส่งเสบียงมาเพิ่มเติม เพียงไม่ได้กำหนดจำนวนแน่ชัด
เว่ยเฉิงคิดไว้แล้ว คืนนี้จะลอบกลับไปสั่งซื้อข้าวสารกับแป้ง ครั้นแม้วันหน้าไม่มีเสบียงจากตระกูลเว่ย ก็ยังพึ่งพาตนเองได้
เพียงแต่หากจะกว้านซื้อครั้งใหญ่ ก็ต้องใช้เงินไม่น้อย ดูท่าว่ากล่องไม้ทองไหมคงต้องปล่อยออกขายเสียแล้ว
“แล้วช่างทองของตระกูลเว่ยเล่า เหตุใดยังไม่ส่งมาให้ข้า?”
เว่ยเฉิงหารู้ไม่ เวลานี้ตระกูลเว่ยกำลังสั่นสะเทือนครั้งมโหฬาร
ตั๋งโต๊ะไม่รู้ไปช่วยเหลือได้อย่างไร ทั้งเล่าเปียนจักรพรรดิหนุ่มและหลิวเสีย (อ๋องเฉินหลิว) แล้วอ้างชื่อคุ้มกันเสด็จ นำทัพเกราะเหล็กนับพันเข้าลั่วหยาง อาละวาดปล้นสะดม ชิงหญิงชาวบ้าน มิหนำซ้ำยังกวาดทรัพย์สินเงินทองมหาศาล
ต่อให้เป็นทรัพย์ของตระกูลใหญ่ก็ไม่เว้น กองทัพของตั๋งโต๊ะอาศัยกำลังคนมาก เห็นสิ่งใดก็มีอยู่คำเดียว—ปล้น!
คนตระกูลเว่ยเมื่อทราบข่าว ต่างมองหน้ากัน มีคนเอ่ยยินดีว่า “ไม่น่าแปลกแล้วว่าทำไมเฉิงเอ๋อร์ให้เราถอนจากลั่วหยาง ที่แท้เขาคำนวณถึงวันนี้ไว้แล้ว”
“ตั๋งโต๊ะอาจหาญถึงเพียงนี้ เขาไม่กลัวคนทั้งแผ่นดินจะก่อโทสะหรือไร?” มีผู้หนึ่งถามเสียงเย็น
เว่ยห่าวที่นั่งประจำที่หัวโต๊ะขมวดคิ้ว ยังนึกไม่ออกว่าเหตุใดเว่ยเฉิงจึงร่วมมือกับตั๋งโต๊ะ
ทว่าเว่ยเปี้ยนกลับฉายแววบางอย่าง คล้ายจับเค้าได้ว่า ร่วมมือกับตั๋งโต๊ะยังดีกว่าไปร่วมกับซุนเจียน
เพียงเขามิได้กล่าวออกมา เพราะการกระทำของตั๋งโต๊ะย่อมขัดใจคนหมู่มาก
เว่ยเปี้ยนลูบเครา ยิ้มน้อย ๆ ในใจ พลางครุ่นคิดว่า “เฉิงเอ๋อร์นี่ช่างเหนือชั้น ตั๋งโต๊ะโลภทะเยอทะยานโจ่งแจ้ง อย่างน้อยก็ตรงไปตรงมากว่าพวกยิ้มแย้มแทงข้างหลัง ไม่รู้ว่าเฉิงเอ๋อร์จะเดินหมากอย่างไรต่อ”
ขณะที่ตระกูลเว่ยกำลังถกเถียงกัน
เว่ยกงได้ขบวนรถลำเลียงเสบียง มุ่งหน้าเข้าสู่เขาลวี่เหลียงอย่างเอิกเกริก
เว่ยเฉิงทราบข่าวก็รีบลงจากเขาออกไปรับด้วยตนเอง
เว่ยกงยิ้มกล่าวว่า “พี่รอง เห็นทีเจ้าต้องสร้างยุ้งฉางใหญ่สักหลังแล้วล่ะ ท่านลุงให้ข้าขนข้าวเก่าปีก่อนมามอบเจ้าเสียทั้งหมด รวมแล้วหนึ่งหมื่นสือ ฮ่า ๆ”
“มากถึงเพียงนั้นเชียว?!” เว่ยเฉิงทั้งแปลกใจทั้งยินดี
เว่ยกงพยักหน้า “พอดีชาวไร่แต่ละแห่งเพิ่งส่งข้าวใหม่เข้าคลัง ข้าก็เลยให้ช่วยขนมาด้วย เจ้าจัดที่เก็บให้ดีเถิด ข้าวเท่านี้อยู่ได้หลายปีทีเดียว”
เว่ยเฉิงหัวเราะส่ายหน้า “อย่างมากก็สักปีครึ่ง คนของข้ามากนัก ให้พอหลายปีคงไม่ได้”
เว่ยเฉิงกล่าวต่อ “แล้วช่างทองที่ข้าขอไว้ล่ะ พามาหรือยัง?”
เว่ยกงพยักหน้า โบกมือเรียกทางด้านหลัง ทันใดนั้นมีชายวัยกลางคนถึงผู้เฒ่าราวสิบกว่าคนเดินออกมา
“คนเหล่านี้ล้วนเป็นช่างทองชั้นหนึ่งของเหอตง ผู้ที่นำหน้าชื่อท่านทองแก่ เคยเป็นช่างหลวง งานทองคำในวังหลวงกว่าครึ่งเป็นฝีมือเขา ที่เหลือก็ไม่ด้อย ทั้งแกะหยก แกะไม้ แกะหิน ต่างชำนาญ”
เว่ยเฉิงได้ยินก็ยิ้มจนปากแทบปิดไม่ลง
ขณะนั้นเอง ชายหนุ่มสองคนก้าวออกจากหมู่ชน คนหน้าสี่เหลี่ยมกรามใหญ่ถือกระบี่คม อีกคนกำยำถือคันธนูเขาควาย ทั้งคู่ประนมหมัดทำความเคารพ “สวี่ติ้ง (สวี่จู้) ขอคารวะคุณชาย”
เว่ยเฉิง “......”
วันที่สิบแปด เดือนแปด ดินแดนอวี้โจว
สามพี่น้องเล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ที่สังหารโตวยู้แล้ว บัดนี้กำลังหลบหนีการไล่ล่า
เวลานี้ทั้งสามหาได้สง่า ดังคราวร่วมสาบานอีกต่อไป ฝ่าฝุ่นฝืนหิว เร่ร่อนอิดโรย
เตียวหุยลูบริมฝีปากแตก เงยหน้าดูฟ้า “พี่ใหญ่ พี่รอง เราหยุดพักกันก่อนเถิด”
เล่าปี่หันมอง เห็นเตียวหุยตามหลังห่างไกล เขาแลสายนัยน์ตากับกวนอู แล้วถอนใจ
“เอาตามน้องสามเถิด เราหยุดพัก ข้าจะลองเข้าไปในป่าหาเหยื่อ เผื่อพอได้อะไรติดมือ”
เล่าปี่สีหน้าหม่น “ลำบากเจ้าด้วยพี่รอง ข้างหน้าเป็นดงไม้ คืนนี้เราพักที่นั่นเถิด”
ทั้งสามกำลังจะถึงป่ากึ่งทาง ก็พลันพื้นดินสะเทือน
ทั้งหมดตกใจ คิดว่าเป็นทัพตามมา จึงรีบซ่อนตัวในพุ่มไม้ ด้วยความหิวอ่อนล้าจนไร้เรี่ยวแรงสู้ มีแต่ต้องหลบ
เสียงสะเทือนใกล้เข้ามา แล้วกองทหารม้าขาวสะอาดทั้งกองก็ปรากฏต่อหน้า
เห็นแม่ทัพขี่นำ เล่าปี่ตาลุก รีบกระโดดพรวดออกจากพุ่มไม้
“ป๋อกุย! ป๋อกุย!”
“บังอาจ! ผู้ใด จงบอกชื่อให้ชัด!”
เล่าปี่ยังไม่ทันกล่าวต่อ เด็กหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งก็แทงหอกยาวพุ่งตรงเข้าใส่
หอกเย็นเฉียบพุ่งวาบมาก่อน กายตามมาดั่งมังกรพุ่ง เล่าปี่แทบเซล้ม ดีที่กวนอูฉวยตัวพี่ไว้ได้ กวัดดาบออกขวางคมหอกพอดี
“จื่อหลง หยุด!”
เด็กหนุ่มได้ยินก็ชักหอกกลับฉับไว หากแต่ไม่มีใครรู้ว่า ฝ่ามือเขาถลอกปวดแสบร้อน
ผู้พูดเป็นบุรุษวัยกลางคนรูปงาม แต่งศึกขาวสะอาด คาดกระบี่สามฉื้อที่เอว ท่วงท่าสง่างามยิ่ง
เขาขี่ม้าเข้ามา เห็นเล่าปี่ที่ยังตระหนก ก็เบิกตาเป็นประกาย “ท่านคือเล่าปี่ เล่าฮ่วนเต๋อใช่หรือไม่?”
เล่าปี่เห็นชายผู้นั้น แทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่ รีบพนมมือ “พี่ชายป๋อกุย ข้านี่แหละ!”
กงซุนจั้นไม่คาดว่าจะเจอสหายเก่าที่นี่ เห็นเล่าปี่ซอมซ่อก็ขมวดคิ้วถาม “ฮ่วนเต๋อเป็นอย่างไร ได้ยินว่าเจ้าทำความดีความชอบ ได้เป็นนายเขตอันซี เหตุใดถึงต้องระหกระเหินเช่นนี้”
เล่าปี่แลสองน้อง แล้วถอนใจยาว “เฮ้อ เรื่องยืดยาวนัก”
กงซุนจั้นเห็นท่า จึงว่า “เช่นนั้น ฮ่วนเต๋อ และสองท่านยอดวีรชน หากไม่รังเกียจก็ตามข้าไปเถิด อย่างอื่นไม่ว่า แต่เหล้าดีกับกับข้าวเลิศย่อมมีพร้อม”
เตียวหุยดีใจยิ่ง แต่เดิมเป็นลูกผู้ดี ไม่เคยลำบาก ครานี้รอนแรมหิวโหยจนผ่ายผอม เหล้าเนื้อสักมื้อช่างล้ำค่า
“ดีสิ พี่ใหญ่ ไปกับเขาเถิด!” เตียวหุยเอ่ยอย่างตื่นเต้น
กวนอูขมวดคิ้ว ดึงแขนน้องสามไว้ ไม่ให้เอ่ยพล่อย
เล่าปี่ขอโทษแทนนิสัยพลุ่งพล่านของเตียวหุย แล้วกล่าวว่า “น้ำใจของป๋อกุยข้าซาบซึ้งยิ่ง เพียงแต่ที่เราตกต่ำถึงเพียงนี้ ไม่มีที่มาที่ไป กลัวจะพาลให้ท่านเดือดร้อน”
กงซุนจั้นชะงักเล็กน้อย สายตาค้างอยู่ที่กวนอูชั่วครู่ ก่อนยิ้มกล่าวว่า “ฮ่า ๆ มิให้ปิดบัง ข้าบัดนี้เป็นแม่ทัพเฟิ่นอู่ ได้บรรดาศักดิ์เป็นจี้โหว ในแดนอวี้โจวนี้ถ้อยคำข้ายังพอศักดิ์สิทธิ์ หากฮ่วนเต๋อยินดี ตำแหน่งซือหม่าในกองรองของข้ายังว่าง เจ้าสามพี่น้องตามข้าไปสร้างความชอบเถิด”
เล่าปี่สะท้านในใจ มีทั้งริษยาและคับแค้นปะปน หากส่วนใหญ่คือความโล่งใจ เสียทีที่ไม่ต้องหลบหัวซุกหัวซุนอีก
ครั้นชั่งใจแล้ว เล่าปี่แสดงสีหน้าซาบซึ้ง คำนับว่า “ข้ากับน้องทั้งสอง ยินดีตามบัญชาท่านแม่ทัพ”
กงซุนจั้นเห็นได้แม่ทัพมือฉกรรจ์ (กวนอู) โดยง่าย ก็ปลื้มใจนัก จึงหันไปบอกเด็กหนุ่มว่า “จื่อหลง ได้ยินหรือไม่ เร็วสิ ไปแจ้งโรงครัว วันนี้ข้าจะร่ำสุรากับสามท่านยอดวีรชน”
เด็กหนุ่มชำเลืองมองกวนอู แววตากรุ่นท้าทาย พลางยกกำปั้นคารวะ “รับคำสั่ง!”
กงซุนจั้นจึงยิ้มบอกกวนอูว่า “อย่าถือสาเลย จื่อหลงเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เด็ก พบยอดฝีมือก็กระสันอยากประลอง แต่ต้องยอมรับว่า ผู้ใดทำให้จื่อหลงหน้าหงายได้ ย่อมเป็นผู้กล้าแท้จริง”
กวนอูยกหางตาขึ้นน้อย ๆ เหลือบมองกงซุนจั้นผู้จงใจผูกไมตรี เพียงพยักหน้า ไม่เอ่ยคำ
กงซุนจั้นเก้อเขินเล็กน้อย เหล่าทหารม้าติดตามข้างหลังก็พากันเหลือบมองกวนอูด้วยแววโกรธ
เล่าปี่เห็นท่า รีบเข้ามาสอดว่า “ใต้บังคับบัญชาท่านล้วนยอดคน ได้ยินว่าท่านมีทหารม้าติดตามถึงสามพัน คนเมื่อครู่คงเป็นหนึ่งในนั้นกระมัง ไม่น่าประหลาดใจเลยที่ยังหนุ่มยังแน่นแต่ฝีมือร้ายกาจ”
กงซุนจั้นส่ายหน้าอย่างจนใจ “จื่อหลงเป็นศิษย์คนโปรดของสหายข้า หาใช่ทหารติดตามไม่ เขาเพียงตามมาฝึกฝนเท่านั้น เฮ้อ”
“อ้า?” เล่าปี่ได้ยินก็ยิ้มเจื่อน ตนสำคัญว่าตาแหลม แม้เหล่าทหารม้าติดตามเบื้องหลังก็ฝีมือเยี่ยม หากเทียบกับเด็กหนุ่มเมื่อครู่ ก็ยังด้อยกว่าหน่อยหนึ่ง
คิดได้ว่าหนุ่มนั้นไม่ใช่คนของกงซุนจั้น เล่าปี่ก็เริ่มมีใจคิดอ่านขึ้นมา
...
สวี่จู้!
เว่ยเฉิงมองชายหนุ่มคิ้วเข้มตาโตตรงหน้า อยู่ชั่วอึดใจถึงตั้งสติได้
สวี่จู้กับพี่ใหญ่สวี่ติ้งก็ชะงักเช่นกัน รีบยกมือคารวะ “ใช่แล้วขอรับ ขอคารวะคุณชาย”
เว่ยเฉิงถามย้ำ “ตระกูลสวี่แห่งเฉียวเซี่ยนใช่หรือไม่?”
สวี่จู้เหลือบมองพี่ชาย แล้วพยักหน้า “ถูกต้อง พวกข้าสองพี่น้องเป็นชาวเฉียวเซี่ยน”
เว่ยเฉิงจ้องมองสวี่จู้ด้วยแววไม่อยากเชื่อ ใจคิด—ดีจริง คนคนนี้ใช่จะหาง่าย ที่แท้ยังคิดจะรับเตี้ยนเว่ยกับสวี่จู้พร้อมกัน แต่บัดนี้อีกฝ่ายยื่นมือมาเองเสียแล้ว
เว่ยเฉิงจึงถามด้วยความใคร่รู้ “แล้วสองท่านนี้เล่า?”
เว่ยกงที่ยืนข้าง ๆ จึงเอ่ยว่า “พี่รอง นี่เป็นคำสั่งท่านลุง เจ้าหลบอยู่กลางหุบเขาก็ดีอยู่หรอก หากแต่เรื่องความปลอดภัยยังน่าห่วง ท่านลุงมีพระคุณต่อชาวเฉียวเซี่ยน โป๋เอียนกับจ้งคังสองพี่น้องจึงมาคุ้มกันเจ้า”
สวี่ติ้งยกหมัดคารวะ “คุณชายวางใจเถิด สองพี่น้องเรารู้ดีว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ ขอจงรับพวกเราไว้ แม้ความสามารถอื่นไม่มี แต่กระบวนยุทธ์ทั้งกายย่อมคุ้มครองคุณชายได้”
เว่ยเฉิงได้สติ จึงว่า “ก็ดี เจ้าสองพี่น้องก็อยู่ที่นี่เถิด พอดีกับที่ข้าจะฝึกหน่วยคุ้มกัน”
สวี่จู้สองพี่น้องรับคำทันที
เว่ยกงเห็นภารกิจที่เว่ยเปี้ยนมอบหมายสำเร็จ จึงเอ่ยถามว่า “พี่รอง แล้วของที่เจ้ารับปากข้าล่ะ?”
เว่ยเฉิงชะงัก แล้วนึกขึ้นได้ จึงขมวดคิ้วว่า “ของที่ให้เจ้ายังทำไม่เสร็จ แต่ข้ามีหอกยาวเล่มหนึ่งดีไม่น้อย เจ้าอยากลองถือเล่นก่อนหรือไม่?”
“หอกยาวหรือ?” เว่ยกงออกอาการผิดหวังนิดหน่อย เขาชอบดาบมากกว่า—ดูสง่ากว่ากันมาก
เว่ยเฉิงกลับเหลือบมองสวี่จู้ ฉับพลันเกิดความคิด จึงยิ้มกล่าวว่า “ใช่ หอกนั้นชื่อ ‘หลงต่านเหลี่ยงอินชียง’ หนักเอาการ ข้าว่าคงเกินแรงเจ้า แม้แต่ที่นี่เห็นจะมีเพียงจ้งคังเท่านั้นที่พอขยับไหว แต่ก็ยังลำบาก”
เดิมทีสวี่จู้เห็นว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตน แต่ครั้นได้ยินเว่ยเฉิงกังขาแรงแขนของเขา ก็ทนไม่ได้ ยกหมัดคารวะว่า “คุณชาย ข้าน้อยกำลังวังชาเกินแต่เด็ก คันธนูสั้นในมือหนักหกสือ ใต้หล้านี้ไม่มีศัสตราใดที่ข้าเหวี่ยงไม่ไหว”
สวี่ติ้งยืนนิ่งมองเว่ยเฉิง เขารู้ดีว่าเว่ยเฉิงตั้งใจยั่วน้องชาย แต่ก็หาได้ห้าม เพราะลึก ๆ รู้สึกว่าเว่ยเฉิงคุ้นชื่อของน้องราวได้ยินมาก่อน การนี้เพียงทดสอบเท่านั้น
คิดถึงตรงนี้เขาก็สบายใจ เพียงทำภารกิจที่เว่ยเปี้ยนมอบหมายให้สำเร็จ ครอบครัวญาติมิตรย่อมอยู่อย่างไม่ลำบาก ถึงต้องตายอยู่ภายนอกก็ยอม
ส่วนการทดสอบของเว่ยเฉิง เขาหาได้ใส่ใจ ด้วยดังคำน้องชายกล่าว—ใต้หล้านี้ย่อมไม่มีศาสตราใดที่สวี่จู้เหวี่ยงไม่ไหว
(จบตอน)