คำเชิญที่ปฏิเสธไม่ได้

เส้นทางสู่ยอดเขาหลักของสำนักชิงหยุนนั้นปูด้วยหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ สองข้างทางเต็มไปด้วยพันธุ์ไม้วิญญาณหายากที่ส่งกลิ่นหอมจรุงใจ บรรยากาศเงียบสงบและศักดิ์สิทธิ์ แตกต่างจากเขตศิษย์สายนอกที่วุ่นวายราวกับคนละโลก

แต่สำหรับหลินอี้ที่กำลังเดินขึ้นบันไดพันขั้นอยู่ในขณะนี้ บรรยากาศรอบตัวกลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายของการฆ่าฟัน

อ้วนจางเดินตามหลังมาต้อยๆ เหงื่อไหลท่วมตัวไม่ใช่เพราะความเหนื่อย แต่เพราะความกลัว

"ลูกพี่... ข้าได้ยินมาว่าหอผู้อาวุโสสูงสุดฝ่ายใน เป็นสถานที่ที่กฎสำนักเอื้อมไปไม่ถึง ถ้าเขาคิดจะจัดการเราที่นั่น..."

"อย่าปอดแหกน่าเจ้าอ้วน"

หลินอี้เดินเอามือไพล่หลัง สีหน้าเรียบเฉย

"ยิ่งอยู่สูง ลมยิ่งแรง ยิ่งเป็นผู้อาวุโส ยิ่งต้องรักษาหน้าตา เขาไม่กล้าลงมือโจ่งแจ้งหรอก อย่างมากก็แค่ข่มขู่"

เมื่อทั้งคู่ก้าวพ้นบันไดขั้นสุดท้าย ลานกว้างหน้าตำหนักใหญ่ก็ปรากฏแก่สายตา

ตำหนักทรงจีนโบราณหลังมหึมาตั้งตระหง่านอยู่ริมหน้าผา ป้ายชื่อเขียนด้วยตัวอักษรทองคำว่าตำหนักเมฆาคล้อย

ที่หน้าประตู มีชายหนุ่มในชุดสีครามยืนรออยู่พร้อมรอยยิ้มเย็นยะเยือก

จางเหว่ย

"มาถึงเร็วกว่าที่คิดนะ ศิษย์น้องหลิน"

จางเหว่ยเอ่ยทักทาย รัศมีพลังในตัวเขาดูมั่นคงขึ้นกว่าเมื่อคืน และแผลตามตัวก็หายสนิทแล้ว

"ข้านึกว่าเจ้าจะหนีหางจุกตูดไปแล้วซะอีก"

"หนี?"

หลินอี้เลิกคิ้ว

"ทำไมข้าต้องหนีหมาขี้แพ้ที่วิ่งกลับบ้านไปฟ้องอาจารย์ด้วยล่ะ?"

จางเหว่ยหน้าตึงเปรี๊ยะ แววตาฉายแววอำมหิตวูบหนึ่ง แต่เขาก็รีบระงับอารมณ์

"เชิญ... ท่านอาจารย์รออยู่ด้านใน"

จางเหว่ยผายมือ แล้วเดินนำเข้าไป

หลินอี้หันไปพยักหน้าให้อ้วนจางรออยู่ข้างนอก ก่อนจะก้าวเท้าตามเข้าไปในถ้ำเสือ

ภายในตำหนักตกแต่งอย่างหรูหราแต่ดูเคร่งขรึม ตรงกลางห้องโถงมีชายชราผมขาวเครายาวในชุดคลุมสีม่วงนั่งหลับตาอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลัก

ทันทีที่หลินอี้ก้าวเข้ามา บรรยากาศในห้องก็หนักอึ้งขึ้นฉับพลัน

ครืนนน...

แรงกดดันวิญญาณมหาศาลพุ่งเข้ากระแทกใส่ร่างของหลินอี้ราวกับภูเขาทั้งลูกถล่มลงมา!

นี่คือการต้อนรับน้องใหม่ฉบับผู้อาวุโสสูงสุด

[คำเตือน! ตรวจพบแรงกดดันวิญญาณระดับก่อกำเนิด ขั้น 5]

[ระบบกำลังคำนวณค่าต้านทาน...]

[ผลลัพธ์: ต้านทานได้ 80 เปอร์เซ็นต์ ด้วยระดับพลังปัจจุบันและกายาที่ผ่านการชำระล้าง]

หลินอี้เซไปเล็กน้อย กระดูกลั่นกรอบแกรบ แต่เขากัดฟันเกร็งพลังปราณขั้น 9 ต้านทานไว้ แล้วค่อยๆ ยืดตัวขึ้นมายืนหลังตรง

"สวัสดีครับท่านผู้อาวุโส..."

หลินอี้กล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงปกติ

"แอร์ในห้องนี้เปิดแรงไปหน่อยนะครับ เย็นยะเยือกเชียว"

ชายชราลืมตาขึ้น นัยน์ตาคมกริบดุจเหยี่ยวจ้องมองหลินอี้ด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย

"รวบรวมลมปราณขั้น 9?"

ผู้อาวุโสสูงสุดจางเทียนหลงเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ

"มิน่าล่ะ... ถึงกล้าต่อกรกับหลานชายของข้า ความก้าวหน้าเร็วผิดปกติเช่นนี้ หากไม่ใช่อัจฉริยะ ก็คงเป็นเพราะใช้วิชามาร"

"วิชามารอีกแล้ว?"

หลินอี้ถอนหายใจ เดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ว่างฝั่งตรงข้ามโดยไม่ต้องรอคำเชิญ แล้วรินชาดื่มเองหน้าตาเฉย

"ท่านผู้อาวุโส... ข้อหานี้ตกไปแล้วในศาลเมื่อเดือนก่อน ท่านความจำเสื่อมหรือเปล่า?"

ปัง!

จางเทียนหลงตบที่วางแขนเก้าอี้จนแหลกละเอียด

"บังอาจ! ใครอนุญาตให้เจ้านั่ง!"

"ข้าเมื่อย"

หลินอี้วางถ้วยชาลง

"เข้าเรื่องเถอะ ท่านเรียกข้ามาทำไม? จะมาขอโทษเรื่องที่หลานชายท่านพยายามฆ่าข้าเมื่อคืน หรือจะมาขอซื้อยาสูตรพิเศษของข้า?"

"ปากเก่งสมคำร่ำลือ"

จางเทียนหลงแสยะยิ้ม

"ข้าเรียกเจ้ามาเพื่อยื่นข้อเสนอ... ส่งมอบกิจการร้านยาของเจ้า และสูตรยาทั้งหมดมาให้ตระกูลจาง แล้วข้าจะยอมมองข้ามเรื่องที่เจ้าทำร้ายจางเหว่ย และจะรับเจ้าเป็นศิษย์สายใน"

จางเหว่ยที่ยืนอยู่ข้างๆ ยิ้มเยาะรอสมน้ำหน้า

หลินอี้หัวเราะลั่น

"ฮ่าๆๆๆ! ตลกคาเฟ่ชัดๆ! ปล้นกันหน้าด้านๆ เลยเหรอครับ?"

เขาจ้องหน้าผู้อาวุโสสูงสุด

"ข้าขอปฏิเสธ! และข้าขอเตือนท่านด้วยว่า... อย่ามายุ่งกับข้าอีก ไม่งั้นข้าจะแฉเรื่องที่จางเหว่ยจ้างนักฆ่าสำนักดาบโลหิต และเรื่องที่ท่านใช้อำนาจในทางมิชอบ ให้เจ้าสำนักรู้!"

"เจ้าสำนัก?"

จางเทียนหลงหัวเราะเสียงต่ำ

"เจ้าคิดว่าเจ้าสำนักจะเชื่อศิษย์สายนอกอย่างเจ้า หรือเชื่อข้าที่เป็นเสาหลักของสำนัก? ...อีกอย่าง เจ้าไม่มีหลักฐาน"

"หลักฐาน?"

หลินอี้ชูหินบันทึกภาพที่เพิ่งซื้อจากระบบเมื่อกี้ขึ้นมา

"การสนทนาเมื่อกี้... ถูกบันทึกไว้หมดแล้ว ระบบภาพและเสียงคมชัด 4K"

จางเทียนหลงและจางเหว่ยหน้าเปลี่ยนสีทันที

"เจ้า!!"

จางเหว่ยชักดาบโลหิตออกมา เตรียมจะพุ่งเข้ามาแย่ง

"หยุด!"

จางเทียนหลงยกมือห้ามหลานชาย เขาจ้องมองหลินอี้ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่สายตาที่มองมดปลวก แต่เป็นสายตาที่มองศัตรูที่อันตราย

"ฉลาดมาก... ข้าประเมินเจ้าต่ำไป"

จางเทียนหลงลุกขึ้นยืน เดินเข้ามาหาหลินอี้

"ในเมื่อเจ้าต้องการเล่นตามกฎ... ข้าก็จะจัดให้"

เขาโยนป้ายหยกสีเลือดลงบนโต๊ะตรงหน้าหลินอี้

"อีก 7 วันข้างหน้า จะมีการประลองคัดเลือกศิษย์เอกประจำปี... ข้าในนามของผู้อาวุโสสูงสุด ขอใช้สิทธิ์ท้าดวลเป็นตายระหว่างเจ้า กับ จางเหว่ย!"

"ประลองเป็นตาย?"

หลินอี้หยิบป้ายหยกขึ้นมาดู

"ผู้ชนะจะได้ทุกอย่าง... ชีวิต ทรัพย์สิน และเกียรติยศ ส่วนผู้แพ้... ต้องทิ้งชีวิตไว้บนเวที"

จางเทียนหลงยิ้มเหี้ยม

"เจ้ากล้ารับคำท้าไหม? หรือจะเป็นเต่าหดหัวแล้วรอให้ข้าหาเรื่องจับผิดเจ้าทีละเล็กทีละน้อยจนเจ้าอยู่ในสำนักไม่ได้?"

นี่คือการบีบบังคับทางอ้อม ถ้าไม่รับ ก็จะถูกกลั่นแกล้งจนอยู่ไม่ได้ แต่ถ้ารับ ก็ต้องเสี่ยงชีวิตสู้กับคนที่มีระดับพลังเหนือกว่าและมีอาจารย์หนุนหลัง

หลินอี้มองหน้าจางเหว่ยที่ยืนเลียริมฝีปากรอคอยคำตอบ

"ได้..."

หลินอี้กำป้ายหยกแน่นจนแตกละเอียดเป็นผงคามือ

"ข้ารับคำท้า!"

เขาปัดผงหยกออกจากมือ แล้วลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับสองอาจารย์ศิษย์

"อีก 7 วัน... เตรียมโลงศพไว้รอได้เลย ไม่สิ... เตรียมไว้สองโลงนะ เผื่อศิษย์พี่จางเหว่ยเหงา"

หลินอี้หันหลังเดินออกจากตำหนักไปโดยไม่หันกลับมามอง ทิ้งให้จางเทียนหลงมองตามด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา

"อาจารย์... ทำไมไม่ให้ข้าฆ่ามันตอนนี้เลย?"

จางเหว่ยถามอย่างหัวเสีย

"ฆ่ามันตอนนี้ก็มีแต่ข้อครหา"

จางเทียนหลงตอบเสียงเย็น

"ฆ่ามันบนเวทีประลองอย่างถูกต้อง... คือการเชือดไก่ให้ลิงดู ให้ทุกคนในสำนักรู้ว่า จุดจบของคนที่กล้าลองดีกับตระกูลจาง คือความตาย!"

เขายื่นขวดโหลที่มีเม็ดยาสีดำทมิฬส่งให้จางเหว่ย

"เอานี่ไป... ยาเม็ดมารโลหิต มันจะช่วยให้เจ้าทะลวงสู่ระดับก่อกำเนิดที่แท้จริงได้ภายใน 3 วัน... แลกกับอายุขัย 10 ปี"

จางเหว่ยรับยามาด้วยมือที่สั่นเทา แต่แววตามุ่งมั่น

"เพื่อฆ่ามัน... ข้ายอมแลกทุกอย่าง!"

สงครามครั้งสุดท้ายในสำนักชิงหยุน... ถูกกำหนดวันเวลาแล้ว!

ตอนก่อน

จบบทที่ คำเชิญที่ปฏิเสธไม่ได้

ตอนถัดไป