บทที่ 8 สกุลเงินแดนร้าง
บทที่ 8 สกุลเงินแดนร้าง
อาจินใช้แผ่นเหล็กเล็กๆ กระทบกับหิน จุดไฟใส่แผ่นไม้บางๆ แล้วก่อกองไฟ
เขาใช้หม้อดินตักน้ำ ใส่เห็ดแห้งลงไป แล้วก็ตามด้วยของที่เหมือนเนื้อตากแห้งชิ้นเล็กๆ สองสามชิ้น ปิดฝาเริ่มต้มตุ๋น
พอไฟลุกสว่าง ในถ้ำก็อบอุ่นขึ้น
โจวอี้สังเกตเห็นว่า การระบายอากาศตรงหลุมไฟดีกว่าที่คิด ดูเหมือนข้างนอกจะมีกระแสลมบางอย่างช่วยดูดควันจากที่นี่ออกไป ในห้องเลยไม่รู้สึกสำลักควัน
"นายท่าน"
เด็กหนุ่มอาจินกระซิบ "ผมไม่ได้บอกคนในเมืองเรื่องของท่านนะครับ ไม่ได้บอกใครสักคน เว้นแต่ท่านจะให้ผมพูด ไม่อย่างนั้นผมจะไม่พูดพล่อยๆ แม้แต่คำเดียว นานๆ ทีก็มีคนต่างถิ่นผ่านมาพัก แล้วก็แลกเปลี่ยนของกับพวกเรา ดังนั้นทุกคนคงคิดว่า ท่านแค่แวะมาพักค้างคืนชั่วคราว"
ในเรื่องการเอาชีวิตรอด เขาแสดงออกได้อย่างเชี่ยวชาญและรอบคอบ
โจวอี้ถามเขา "ตอนเข้ามา ฉันเห็นว่าที่นี่มีแต่คนรุ่นราวคราวเดียวกับนาย ไม่ค่อยเห็นคนสูงอายุเลย?"
"ผู้อาวุโส ส่วนใหญ่ต้องมีความสามารถเฉพาะตัวถึงจะมีชีวิตอยู่จนแก่ขนาดนั้นได้ พวกเขาไม่อยากอยู่ที่นี่หรอกครับ ไปหากินที่ชุมชนอื่นที่ใหญ่กว่าดีกว่า หรือไม่ก็เข้าไปในเมืองกันหมด"
"ที่นี่ถ้าบาดเจ็บโอกาสตายสูงมาก เพราะไม่มีหมอและยาดีๆ คนอายุเยอะๆ อยู่ดีๆ ก็ตายไปดื้อๆ พ่อผมก็เป็นแบบนั้น วันหนึ่งผมตื่นมา ปลุกพ่อไม่ตื่น ไม่รู้ว่าตายไปได้ยังไง"
อาจินนั่งขัดสมาธิบนพื้น ไม่ได้ถือสาเรื่องความตาย เขาพูดด้วยสีหน้าผ่อนคลายว่า "อย่างพวกเราที่ประสบการณ์ยังไม่โชกโชน โดยเฉพาะช่างเก็บกวาด แบบผม มีเกลื่อนไปหมด ที่ดีๆ เขาไม่เอาพวกเราหรอกครับ แล้วก็ไม่อนุญาตให้คนต่างถิ่นแบบพวกเราเข้าไปตั้งรกรากด้วย"
"ขอแค่เพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์เป็น มีวิชาชีพสองอย่างนี้ ถ้าประสบการณ์เยอะก็ไปทำงานได้ คนที่มีความสามารถเขาไปทางนี้กันหมด ไปชุมชนอื่น ชีวิตความเป็นอยู่ที่นั่นจะดีกว่าหน่อย"
"ผมชอบเก็บของมาตั้งแต่เด็ก แต่ทำแบบนี้มันกินไม่อิ่มบ่อยๆ ก็คิดอยู่ว่าจะไปเรียนวิชาชีพที่มีคนต้องการ แล้วก็อดทนไป ไม่มีทางเลือกครับ เดี๋ยวนี้กินจุขึ้นเรื่อยๆ หิวจนนอนไม่หลับ..."
เขากำลังพูดอยู่ ม่านหญ้าที่ประตูก็ถูกเลิกขึ้น
เด็กหนุ่มตัวสูงที่ห้อยสร้อยกระดูกที่คอมุดเข้ามา "อาจิน ฉันขอแลกกับนาย หมวกใบนั้นนายจะเอากี่เห็ด?"
พอเห็นคนแปลกหน้าอยู่ข้างใน แขกไม่ได้รับเชิญก็ร้องอุทาน
เขาขยับปากพะงาบๆ อยู่ครู่หนึ่ง ดูทำตัวไม่ถูกเมื่อเจอคนแปลกหน้า
อาจินลุกขึ้นยืน "ไม่แลก"
"แลกเถอะน่า"
อีกฝ่ายยังพยายามหว่านล้อม "ฉันให้ 100 เห็ด!"
"ไม่แลก"
เด็กหนุ่มสร้อยกระดูกกัดฟัน ล้วงเอากริชกระดูกที่ลับจนคมกริบออกมา "แถมอันนี้ให้อีก"
อาจินส่ายหน้า
อีกฝ่ายเดินคอตกออกไป
การค้าขายที่นี่ตรงไปตรงมาดี
โจวอี้หันไปหาอาจิน "เมืองเม่ากู่ใช้ระบบแลกเปลี่ยนสิ่งของเหรอ?"
เด็กหนุ่มตอบรับ "ก็มีครับ แต่หลักๆ จะใช้เห็ด เป็นสื่อกลาง"
เห็ดคือสกุลเงินแข็งของที่นี่ ไม่ใช่แค่ที่เมืองเม่ากู่ แม้แต่ในเมืองใหญ่ก็เหมือนกัน
เห็ดแห้งที่มีคุณค่าทางอาหาร สามารถเก็บรักษาได้นาน และน้ำหนักเบา พกพาสะดวก เวลาจะใช้แค่เอาไปต้มน้ำกิน หรือโรยเกลือกินเปล่าๆ ก็ได้
หน่วยเงินตราสากลพื้นฐานก็คือ "เห็ด"
1 เห็ด คือเห็ดแห้ง 1 ดอก
เช่น ไม่อยากเดินไปตักน้ำที่แม่น้ำในโอเอซิสไกลๆ จ้างคนอื่นไปตักน้ำหนึ่งถัง ก็ต้องจ่าย 10 เห็ด
เมื่อกี้เด็กหนุ่มสร้อยกระดูกเสนอราคาให้หมวกแก๊ป 100 เห็ด ก็ซื้อเสื้อผ้าเก่าๆ ได้ตัวหนึ่งแล้ว
ผลผลิตหลักของเมืองเม่ากู่คือเห็ดถ้ำ ชาวบ้านจะเพาะเลี้ยงเส้นใยของเห็ดชนิดนี้ ปกติจะเลี้ยงในถ้ำเฉพาะ ใส่ไม้ผุและใบไม้ลงไป รักษาความชื้น แล้วดูแลไปหลายเดือน จนสุดท้ายโตเป็นเห็ด
มือใหม่แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะเลี้ยงเห็ดเองคนเดียว ต้องให้ปรมาจารย์สอน เริ่มจากเป็นลูกมือฝึกหัด ผ่านไปหลายปีถึงจะเรียนรู้วิชาปลูกจนสำเร็จ คนงานชำนาญการที่มีทักษะเกษตรกรรม ก็เป็นบุคลากรที่ขาดแคลนและเป็นที่ต้องการในทุกที่
นอกจากเห็ดถ้ำแล้ว อาหารหลักอีกอย่างที่คนท้องถิ่นกินกันคือหนอนเม่ากู่
"เม่ากู่คือหนอนชนิดหนึ่ง และเป็นที่มาของชื่อชุมชนนี้ครับ" อาจินเปิดตะกร้าสาน หยิบหนอนตัวนิ่มไร้ขนผิวสีน้ำตาลออกมาตัวหนึ่ง
มันยาวประมาณ 20 เซนติเมตร ส่วนหัวเป็นสีดำ รูปร่างคล้ายไส้เดือนยักษ์
"หนอนเม่ากู่โตในดิน ให้มันกินเศษเห็ดกับก้านเห็ดที่กินไม่ได้ มันก็จะโต"
อาจินลูบหนอนในมือแล้วพูดว่า "แบบสดเอามาย่างกิน หนังจะนุ่มหนึบ ข้างในก็ให้ความรู้สึกใกล้เคียงเนื้อ ราคาหนอนเป็นๆ จะแพงกว่า ปกติจะแลกเปลี่ยนกันเป็นหนอนตากแห้ง พูดง่ายๆ ก็คือเม่ากู่ที่ตายแล้ว แต่กินแล้วก็ให้พลังงานเหมือนกัน"
"ในเรื่องราคา หนอนตากแห้ง 1 ส่วน ต้องใช้เห็ดแห้งหนัก 5 ส่วนถึงจะแลกได้ หนอนเป็นๆ ยิ่งแพงเข้าไปอีก แถมยิ่งตัวยาวตัวอ้วน ราคายิ่งแพง"
"เดี๋ยวผมจะย่างให้กินเลย นายท่านต้องลองชิมดูนะครับ นี่เป็นอาหารเลิศรสของเมืองเม่ากู่ ถึงจะเทียบกับเนื้อสดไม่ได้ แต่ก็ดีที่สุดในที่นี่แล้ว"
เด็กหนุ่มหยิบไม้เสียบเล็กๆ ออกมาเตรียมจะจัดการหนอน แต่โจวอี้รีบเบรกไว้ทันควัน
เทียบกับไส้เดือนยักษ์ย่างแล้ว เขาชอบสเต็กชิ้นโตมากกว่า
โจวอี้ลองชิมซุปเห็ด ใส่แค่เกลือนิดหน่อย รสชาติจืดชืดสุดๆ
เหตุนี้ทำให้เขาเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า คนเมืองเม่ากู่ลำบากกันจริงๆ เห็ดกับหนอนคืออาหารหลักในชีวิตประจำวันของพวกเขา เพื่อหลบเลี่ยงความดุร้ายของเผ่ากลืนแสง พวกเขาจึงปรับเวลาชีวิตเป็นตื่นตอนอาทิตย์ตก นอนตอนอาทิตย์ขึ้น ทำให้ไม่สามารถทำการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ขนานใหญ่บนพื้นดินได้ ทำได้แค่ดิ้นรนเอาชีวิตรอดในพื้นที่และเวลาอันคับแคบนี้
ในอดีตมนุษย์คือผู้ปกครองโลก ควบคุมและเปลี่ยนแปลงภูเขาแม่น้ำทะเล ตอนนี้มนุษย์ยุคใหม่ตกต่ำจนกลายเป็นแค่มดปลวกในห่วงโซ่อาหารตามธรรมชาติ ไม่หิวตายก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว
โจวอี้นวดหว่างคิ้ว
เดิมทีคิดว่าเจอสังคมมนุษย์ยุคใหม่ จะได้กินข้าวปลาอาหารสดใหม่ที่ห่างหายไปนาน ที่ไหนได้ พวกเขาแทบจะถอยหลังลงคลองไปเป็นมนุษย์ถ้ำกันหมดแล้ว
การกอบกู้เกียรติยศของมนุษยชาติ คงต้องให้มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์อย่างเขาลงมือเอง
โจวอี้มองไปที่อาจิน "ในเมื่อตอนนี้นายไม่มีงานทำ ฉันจ้างนาย นายคาดหวังค่าตอบแทน เท่าไหร่?"
"คาดหวัง? อะไรนะครับ?"
"ก็คือนายต้องการค่าตอบแทนเท่าไหร่"
"นี่ผมเรียกได้ด้วยเหรอครับ?" อีกฝ่ายทำหน้าตกใจสุดขีด
"..."
โจวอี้พูดว่า "กินอยู่ฟรี มีความปลอดภัยรับรอง ให้เนื้อนายเดือนละ 1 กิโลกรัม"
"กินอยู่ฟรี?"
อาจินดูเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่าง ถูมือถามเสียงเบา "ท่านหมายความว่า ของกินท่านให้ ผมไปพักอยู่ที่กองไฟของท่านเหรอครับ?"
"จะเข้าใจแบบนั้นก็ได้"
"นายท่าน งั้นผมต้องทำอะไรครับ?"
"สร้างบ้าน"
พอมารับภารกิจนี้ อาจินก็มีความมั่นใจขึ้นมาทันที ตบหน้าอกผางพูดว่า "เรื่องอื่นไม่คุย แต่ขุดถ้ำผมน่ะมีฝีมือนะครับ ตรงกองไฟนั่นผมจะขุดถ้ำที่ได้มาตรฐานสวยงามให้ท่านเลย รับรองเป็นบ้านที่ยอดเยี่ยม"
ก่อนจากมาโจวอี้กำชับเขา ให้เก็บข้าวของแล้วมารายงานตัวคืนพรุ่งนี้
พอกลับถึงชายหาด โจวอี้ก็ออกคำสั่งทันที ปูซามูไรแต่ละตัวคลานออกมาจากหมอกแสงของทะเลมรณะ เริ่มทำงานกันอย่างเป็นระเบียบ