บทที่ 10 แตะนิดเดียวก็แตก

บทที่ 10 แตะนิดเดียวก็แตก
โจวอี้จ้องมองไปที่รีโมทคอนโทรล
กลุ่มคนสามคนนั้นมีความอดทนสูง พวกเขารักษาระยะอยู่แค่นอกเขตลาดตระเวนของปูซามูไร พยายามหาเส้นทางอ้อมผ่านแนวป้องกัน
เมื่อพบว่าทำไม่ได้ พวกเขาก็หยุดนิ่ง
บนหน้าจอเห็นเพียงร่างคนสามร่าง ยกเว้นหัวหน้าที่เป็นผู้เสริมแกร่งซึ่งมีแสงสีแดงเข้มกว่าคนอื่น ก็ไม่มีลักษณะภายนอกอะไรพิเศษ
โจวอี้สั่งเปิดใช้งาน มุมมองวิหค
ทันใดนั้น ข้อความก็ลอยขึ้นมาเหนือศีรษะของผู้เสริมแกร่ง
—— มีมอนสเตอร์ระดับ E คุ้มกันอยู่ไม่น้อย คนคนนี้ไม่ธรรมดา ต้องระวัง
—— คนระดับนี้มาทำอะไรที่เมืองเม่ากู่อันกันดาร แถมยังลงมือสร้างค่ายพักแรม ยิ่งเป็นช่วงเวลานี้ด้วย คงมาเพื่อของสิ่งนั้นแน่ๆ
—— ต้องชิงลงมือก่อน อาศัยจังหวะที่มันยังตั้งหลักไม่มั่นคง นี่คือโอกาสที่ดีที่สุด ยังดีที่พกอาวุธรุ่นใหม่มาด้วย จัดการพวกมอนสเตอร์พวกนี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร
โจวอี้ขมวดคิ้ว
คนคนนี้ยังมีพรรคพวกหนุนหลัง
ความคิดของคนข้างกายผู้เสริมแกร่งดูเรียบง่ายกว่า
—— ง่วงชะมัด อยากรีบกลับไปนอนเร็วๆ
—— หัวหน้าทำไมยังไม่สั่งแยกย้าย วันนี้ไม่ออกปล้น วิ่งมาซะไกล จะไปก็ไม่ไป จะตีก็ไม่ตี... หัวหน้านับวันยิ่งปอดแหกขึ้นทุกที
แต่ความคิดของอีกคนหนึ่งดึงดูดความสนใจของโจวอี้เป็นอย่างมาก
—— อาจินกับคนต่างถิ่นคนนี้รู้จักกันได้ยังไง?
—— มันเป็นพวกหัวทึบ ไม่ใช่คนรู้จักพลิกแพลง ไม่งั้นคงเอามาเป็นสายให้พวกเราได้แล้ว
—— คราวที่แล้วมือไม่แม่นพอ หอกสั้นไม่ได้ปักเข้าจุดตาย วันนี้ต้องเก็บมันให้ได้ ไอ้เด็กนี่น่าจะเริ่มสงสัยฉันแล้ว...
สายตาของโจวอี้ฉายแววคมกริบ
คนคนนี้เป็นชาวเมืองเม่ากู่
โจวอี้รีบเรียกอาจินที่กำลังปูหญ้าให้บ้านตู้คอนเทนเนอร์มาสอบถามเบื้องลึกเบื้องหลังทันที
เด็กหนุ่มที่เดิมทีกำลังตื่นเต้นกับการได้อยู่บ้านใหม่ สีหน้าหมองลงทันที "ผมรู้อยู่ครับ ในเมืองมีคนของพวกโจรปล้นชิงแฝงตัวอยู่"
"ถ้ำที่ตั้งเมืองเม่ากู่นั้น พวกเผ่ากลืนแสงจะไม่เข้าไปก็จริง แต่พวกโจรปล้นชิงก็ไม่เคยบุกเข้าไปเลยสักครั้ง เรื่องนี้มันแปลกมาก"
"แค่พวกมันลงมือ ไม่ว่าจะจุดไฟรมควันปากถ้ำ หรือแค่ขู่แล้วปิดทางเข้าออก พวกเราก็ต้องหนีออกมาให้พวกมันปล้นอยู่ดี คนในเมืองไม่มีประสบการณ์ต่อสู้ ขาดแคลนอาวุธโลหะ สู้ไม่ได้เลยครับ"
"แต่เมืองไม่เคยถูกปล้นเลยสักครั้ง ทุกคนบอกว่า เพราะพวกเราจนเกินไป พวกโจรเลยขี้เกียจเสี่ยงบุกเข้ามา กลัวจะบาดเจ็บในถ้ำที่เต็มไปด้วยหินแหลมคม มันได้ไม่คุ้มเสีย"
"ตอนเด็กๆ ผมก็เชื่อแบบนั้น แต่หลังๆ ผมสังเกตเห็นว่า พอใครเก็บของดีๆ มาได้จากข้างนอก อย่างพวกทองแดงหรือเหล็กที่มีค่า หรืออัญมณี หนังสัตว์ที่แล่มาจากซากมอนสเตอร์ ไม่ทันไรก็จะถูกดักปล้นทันที ต่อให้ซ่อนไว้ ก็จะโดนพวกมันข่มขู่ให้ส่งออกมา"
ใบหน้าของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความขมขื่น "ครั้งนี้ผมโชคดีที่มาเจอนายท่าน ไม่งั้นผมคงตายไปแล้ว"
"มีพวกโจรซ่อนตัวอยู่ในเมืองเม่ากู่ หลายคนก็รู้ดีแก่ใจ ตอนนี้ทุกคนต่างระแวงกันเอง กลัวว่าอีกฝ่ายจะเป็นโจร"
โจวอี้เรียบเรียงข้อมูล
แก๊งโจรกลุ่มนี้ใช้กลยุทธ์ "เลี้ยงหมู" พวกมันจะไม่ฆ่าชาวเมืองเม่ากู่โดยตรง เก็บชุมชนใต้ดินในถ้ำหินปูนเอาไว้ พวกโจรต้องการให้คนที่นี่เป็นแรงงานฟรี ออกไปรวบรวมทรัพยากร แล้วพวกมันค่อยคัดกรองเอาของที่คุ้มค่าไป
พวกมันปล่อยให้คนท้องถิ่นอยู่ในสภาพที่พอยังชีพได้ แต่ก็ยากจนและมึนชาเกินกว่าจะหนีไปไหน
"คนที่ผมมั่นใจคนหนึ่งคือเจ้าฟันหลอ วันนั้นที่ท่านมาที่เมือง คนที่เข้ามาขอแลกหมวกที่ท่านให้ผม ก็คือเจ้าฟันหลอครับ"
อาจินขมวดคิ้วแน่น "ทุกครั้งที่ออกนอกเมืองตอนกลางคืน เจ้าฟันหลอมักจะหายตัวไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครรู้ว่าเขาไปไหน และน้อยคนนักจะเห็นร่องรอยของเขา"
"เขายังเคยมาหาผม ถามว่าสนใจไปทำงานเบ็ดเตล็ดหรือเดินเอกสารให้กลุ่มนักล่าไหม ทำงานสกปรกหน่อยแต่ต้องเก็บความลับให้มิดชิด ผมรู้สึกทะแม่งๆ เลยไม่ตกลง"
"มีครั้งหนึ่งผมไปเก็บมูลสัตว์แห้งริมแม่น้ำ เห็นเจ้าฟันหลอกำลังล้างมือ เขาไม่ทันสังเกตเห็นผม แค่ถอดเสื้อผ้าบนตัวออก เปลี่ยนชุดใหม่ แล้วฝังชุดเดิมไว้ใต้ก้อนหิน พอเขาไปแล้ว ผมแอบไปดู เห็นว่าบนเสื้อผ้าเปื้อนเลือดคนเต็มไปหมด แถมยังอุ่นๆ อยู่เลย"
"วันนั้นมีคนในเมืองถูกฆ่าตายคนหนึ่ง เขาว่ากันว่าไปงัดข้อกับโจร ไม่ยอมส่งของให้เลยโดนเก็บ หัวถูกโยนทิ้งไว้ที่ปากถ้ำ เพื่อเตือนคนในเมือง"
โจวอี้มั่นใจแล้วว่า ผู้เสริมแกร่งด้านนอกนั่น เจ้าฟันหลอก็เป็นคนพามา
เป้าหมายคือรีโมทคอนโทรลของเรดฟอลคอน
ในเมื่อเป็นศัตรู ก็ไม่มีอะไรต้องพูดกัน
ประสบการณ์โชกโชนในทะเลมรณะพิสูจน์แล้วว่า ความเมตตาใดๆ ต่อศัตรู จะกลายเป็นบูมเมอแรงที่ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองอย่างโหดร้าย
โจวอี้ออกคำสั่งกวาดล้างศัตรูให้สิ้นซาก
เหล่าปูซามูไรที่เตรียมพร้อมรบอยู่ในทะเลมรณะเคลื่อนพลออกไปอย่างรวดเร็ว เริ่มทำการอ้อมหลังอย่างเงียบเชียบ
บนหน้าจอ จุดสีเขียว 45 จุดกระจายวงล้อมโอบล้อมศัตรูด้วยความรวดเร็ว กว่าโจรทั้งสามจะรู้ตัวก็ตกอยู่ในวงล้อมการต่อสู้ระยะประชิดแล้ว การต่อสู้ดำเนินไปเพียง 1 นาที จุดสีแดงทั้งสามของฝ่ายศัตรูก็หายไป
โจวอี้ดูแล้วก็อดสงสัยไม่ได้
ทำไมผู้เสริมแกร่งถึงรู้สึกว่าความเก่งกาจพอๆ กับคนธรรมดาเลย แตะนิดเดียวก็แตกพ่าย?
เรดฟอลคอนขยายขอบเขตการตรวจจับ พบว่ารอบบริเวณไม่มีสิ่งมีชีวิตน่าสงสัยอื่นใด และยืนยันว่าศัตรูเสียชีวิตทั้งหมดแล้ว
โจวอี้จึงขี่จักรยานตรงเข้าไป
แสงไฟจากไฟฉายสาดส่อง เขาเห็นศพสภาพยับเยินสามศพนอนอยู่บนพื้น ล้วนถูกมีดทำครัวอาบยาพิษรุมฟันจนตาย โจรทั้งสามตายทั้งที่ยังโพกหน้าปิดตา เห็นเพียงแววตาหวาดกลัวที่เบิกค้างก่อนสิ้นใจ
โจวอี้เปิดผ้าคลุมหน้าพวกมันออก
เป็นไปตามคาด หนึ่งในนั้นคือเจ้าฟันหลอที่มีสร้อยกระดูกแขวนคอ หน้าซีดเผือด ริมฝีปากเผยอเล็กน้อย คนธรรมดาอีกคนเป็นเด็กหนุ่มหัวโล้น หน้าตาดูดุร้าย ไม่มีคิ้ว
ผู้เสริมแกร่งที่ตาย เป็นชายหนุ่มอายุราวๆ ยี่สิบกว่าปี ใบหน้าแข็งทื่อเต็มไปด้วยความตกตะลึง
ผมของเขาหวีเรียบแปล้ติดหนังศีรษะ ดูเหมือนใส่น้ำมัน สวมแจ็คเก็ตหนัง รองเท้าบูท และคลุมทับด้วยเสื้อโค้ทผ้ากระสอบสีน้ำตาล ในมือของคนคนนี้ยังกำปืนพกทองเหลืองไว้แน่น
มันเป็นปืนคาบศิลา ด้ามไม้ ตัวล็อคทองเหลือง ที่ต้องบรรจุดินปืนและกระสุนก่อนยิง เมื่อเจอการโจมตีกะทันหันจึงไม่มีโอกาสแม้แต่จะชักปืนขึ้นมายิง โดนมีดบินอาบยาพิษของปูซามูไรจัดการ ก็ถือเป็นเรื่องปกติ
โจวอี้ฉุกคิดขึ้นมา
ดูเหมือนยุคสมัยนี้ก็มีเทคโนโลยีการผลิตอาวุธปืนเหมือนกัน วิถีชีวิตแบบมนุษย์ถ้ำในเมืองเม่ากู่ น่าจะเป็นเพียงภาพสะท้อนส่วนหนึ่งของพื้นที่ยากจนล้าหลังเท่านั้น
ผู้เสริมแกร่งมีกระเป๋าหนังติดตัวมาด้วยใบหนึ่ง
โจวอี้ค้นเจอเหรียญตราทองแดง แผ่นกระดาษปึกหนึ่งที่เย็บติดกับกระดานรอง แท่งถ่านสำหรับเขียน ห่อผ้าชุบน้ำมันเล็กๆ ที่บรรจุในกล่องไม้ กระติกน้ำ หวี และแปรงสีฟันอันเก่าๆ
เขาเก็บของเหล่านี้ แล้วกลับไปที่ค่ายริมทะเล
ส่วนศพทั้งสามถูกปูซามูไรแบกขึ้นแล้วโยนลงทะเลมรณะ
แสงมรณะจะย่อยสลายซากศพอย่างรวดเร็ว ให้กลับคืนสู่ธรรมชาติ

นั่งอยู่บนโซฟาหนังนุ่มในบ้านหลังใหม่ โจวอี้เปิดโคมไฟ แสงสว่างดีกว่า แต่เปลืองแบตเตอรี่ ต้องใช้แบบประหยัดหน่อย
ใต้แสงไฟ เขาหยิบปืนพกคาบศิลาที่ยึดมาได้ออกมาดู
บนตัวปืนมีตราประทับรูปตัว Y และข้างๆ มีหมายเลขซีเรียล 「19941」
สำหรับเรื่องปืน ความรู้ของโจวอี้จำกัดอยู่แค่ในทีวีและเกม ครั้งเดียวที่เคยจับของจริงคือตอนฝึกทหาร น่าเสียดายที่ตอนนั้นครูฝึกให้ยิงแต่กระสุนเปล่า แค่พอเป็นพิธี
เขาง้างนกปืน ลองเหนี่ยวไก
เสียงดังแกร๊ก นกสับที่มีหินเหล็กไฟติดอยู่กระแทกกับฝาปิดถาดชนวน
ในยุคที่เขาเคยใช้ชีวิต ของสิ่งนี้จัดเป็นของเก่าในพิพิธภัณฑ์ แต่ในตอนนี้มันคืออาวุธประจำกายของผู้เสริมแกร่ง
โจวอี้เปิดห่อผ้าชุบน้ำมันพวกนั้นออก ตามคาด ด้านในเป็นลูกกระสุนปืน ลูกกระสุนพวกนี้ดูเหมือนทำจากตะกั่ว หนัก และค่อนข้างนิ่ม บนปลอกหุ้มด้านนอกมีสัญลักษณ์สองแบบ
แบบหนึ่งวาดวงกลมสีดำ อีกแบบวาดวงกลมสีน้ำเงิน
หมายถึงกระสุนสองรุ่นที่มีฟังก์ชั่นต่างกันเหรอ?
โจวอี้เปรียบเทียบลูกตะกั่วทั้งสองชนิด ดูจากภายนอกไม่เห็นความแตกต่างแต่อย่างใด
ลองยิงสักนัดดีไหม?

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 10 แตะนิดเดียวก็แตก

ตอนถัดไป