ตอนที่ 14 ดูถูกตัวเองจนอยากเอาหัวไปโขกเต้าหู้
จิ่นหลีรีบโทรศัพท์หาสุยหลิงฟาง บอกคร่าว ๆ ถึงสถานการณ์ของเหลียนเป่าจือ พร้อมทั้งพูดถึงการตัดสินใจของตัวเอง
สุยหลิงฟางเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
อยู่พักใหญ่ เธอถึงตอบว่า “ถ้าอีกฝ่ายใช้แค่กลวิธีแบบนี้ ฉันไม่กลัวหรอก ยังไงฉันก็เอนเอียงให้เธอรับงานนี้”
ในวงการบันเทิง เพื่อแย่งชิงชื่อเสียงหรืออันดับ ใครจะไม่เคยมีเรื่องกันบ้างล่ะ?
ก็แค่จ่ายเงินให้พนักงานหรือผู้ช่วยข้างตัวของดาราคนอื่น แจ้งเวลางานผิดเท่านั้นเอง เป็นแค่เล่ห์น้อย ๆ ที่ไม่คู่ควรกับเวทีใหญ่ แถมยังถูกจับได้ง่ายอีกด้วย
สุยหลิงฟางมั่นใจว่าผู้บริหารฝั่ง LP ต้องมีคนที่เห็นคุณค่าในเหลียนเป่าจือแน่ ๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่กล้าใช้วิธีต่ำ ๆ แบบนี้อยู่เรื่อย ๆ เพราะยังไงวันหนึ่งก็ต้องถูกคนในวงการเล่นงานกลับแน่นอน
ไม่มีความลับใดปิดได้ตลอดไป และไม่มีแมลงวันตัวไหนจะไปตอมไข่ที่ไม่มีรอยร้าว เธอทำได้ ทำไมคนอื่นจะทำไม่ได้?
จิ่นหลียิ้มบาง กล่าวชมอย่างนอบน้อม “ยังไงพี่ฟางก็มองขาดจริง ๆ”
สุยหลิงฟางเพิ่งยิ้มได้ไม่กี่วินาทีก็ถอนหายใจ “ถ้าไม่ใช่เพราะเวทีคัมแบ็กนี้ดีจริง ๆ ฉันคงไม่อยากให้เธอไปยุ่งกับคนประเภทนั้นหรอก ไม่ใช่อะไรหรอก แค่รู้สึกอัปมงคล!”
จิ่นหลีกะพริบตา “งั้นก็ดีสิคะ ฉันน่าจะข่มคนแบบนั้นได้อยู่”
“หา?”
จิ่นหลีทำหน้าจริงจัง “ก็ฉันเป็นปลานำโชคไงคะ สามารถขับไล่สิ่งอัปมงคลได้เหมือนกันนะ”
คำพูดนี้ทำเอาสุยหลิงฟางหัวเราะออกมา “ถ้าเธอไปออกรายการแล้วมีไหวพริบแบบนี้บ้าง ฉันก็คงหายห่วงไปครึ่งหนึ่งแล้วล่ะ”
……
เมื่อจิ่นหลีตัดสินใจรับงานนี้ สุยหลิงฟางก็รีบติดต่อกับผู้จัดการของเหลียนเป่าจือ ทั้งสองฝ่ายทำงานรวดเร็วมาก ช่วงบ่ายวันนั้นก็เซ็นสัญญาร่วมงานเรียบร้อย
คืนนั้น เหลียนเป่าจือออกมาจากห้องซ้อมเต้น ผู้จัดการพูดขึ้นว่า “เรื่องนี้ตกลงกันแล้วนะ!”
เหลียนเป่าจือเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สีหน้าดูผ่อนคลายกว่าเดิม “ง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ ทางบริษัทเฉินซีไม่ทำให้ลำบากหน่อยเหรอ?”
ผู้จัดการส่ายหน้า “ไม่เลย งานเวทีนี้ถือว่าเป็นโอกาสดีสำหรับจิ่นหลี พวกเขาไม่มีทางปล่อยผ่านง่าย ๆ หรอก”
เธอเสริมเตือน “ตอนนี้สัญญาก็เซ็นไปแล้ว จะพูดอะไรก็คงสายไป แต่ฉันอยากย้ำอีกทีว่า อย่าประมาทจิ่นหลีนะ”
“ถึงแม้ชาวเน็ตจะเรียกเธอว่า ‘ราชินีครึ่งแรกของเวที’ แต่ถึงเธอจะเล่นแบบสบาย ๆ ในครึ่งหลัง ฝีมือก็ยังเหนือกว่าไอดอลทั่วไปเยอะ”
เหลียนเป่าจือจิบยกน้ำขึ้นดื่ม ลำคอยาวเรียวเผยเส้นสายงดงามราวคอหงส์ แม้จะอยู่นอกเวลางาน เธอก็ยังรักษาภาพลักษณ์ไว้อย่างดี
พอได้ยินก็หัวเราะเบา ๆ อย่างไม่ใส่ใจ “งั้นก็ปล่อยให้จิ่นหลีมาชิงสปอตไลต์ของฉันดูสิ!”
“ฉันดูคลิปของเธอแล้ว ระดับแบบนั้นฉันเองก็ทำได้ ตอนนั้นที่เธอดังขึ้นมา ก็แค่โชคดี ขี่กระแสวงสาวชมพูขึ้นเท่านั้น”
“พูดถึงตอนนี้ เธอก็พักมาสามปีแล้ว สุขภาพก็อ่อนแอ วัน ๆ เอาแต่เปิดไลฟ์เรียนหนังสือ”
“แค่เห็นท่าทางของเธอก็รู้แล้วว่าแทบไม่ได้ฝึกร้องหรือเต้นเลย ถึงจะสู้จี๋ชิงเหลียนไม่ได้ แต่เทียบกับจิ่นหลี ฉันเหนือกว่าแน่นอน!”
กว่าจะได้เป็นเมนเทอร์ในรายการ 《PICK~เส้นทางสู่ราชินี》 เหลียนเป่าจือก็ทุ่มแรงมาก เธอจึงให้ความสำคัญกับโอกาสนี้เป็นพิเศษ จะปล่อยให้ใครมาทำลายไม่ได้เด็ดขาด
ยิ่งตอนนี้สถานะดาราแถวหน้าของเธอก็ยังไม่มั่นคง แฟน ๆ ในอินเทอร์เน็ตก็มักวิจารณ์ว่าเธอไม่มีผลงานเด่น
สุดท้ายแล้ว มนุษย์ย่อมถูกเปรียบเทียบกันทั้งนั้น
ถ้าคนอย่างเธอที่ไม่มีผลงานเด่น กลับทำได้ดีกว่าจิ่นหลีในรายการ คราวนี้บรรดาคนที่เคยวิจารณ์จะมีอะไรให้พูดอีกไหม?
รุ่งเช้าวันถัดมา
สุยหลิงฟางมาที่อพาร์ตเมนต์ของจิ่นหลีแต่เช้า พร้อมพานักโภชนาการมาด้วย
“ตั้งแต่วันนี้ไป เธอต้องเริ่มออกกำลังกายแล้วนะ ไม่งั้นฉันกลัวว่าเธอจะเป็นลมกลางรายการ นักโภชนาการคนนี้จะช่วยดูแลเรื่องอาหารให้ ไม่ต้องลดน้ำหนักหรือไขมัน เขาจะดูแลเฉพาะเรื่องเสริมกล้ามเนื้อ”
สุยหลิงฟางเดินวนรอบตัวเธอ “ดูสิ แขนขาเล็กขนาดนี้ อย่าว่าแต่เต้นแรง ๆ เลย แค่แบกกล่องเปล่าขึ้นบันไดก็ดูจะเหนื่อยแล้ว ต้องฟิตร่างกายจริงจังได้แล้ว”
จิ่นหลีรู้ดีถึงสภาพร่างกายของตัวเอง ถ้าจะขึ้นเวทีเต้นจริง ๆ คงทำท่าซับซ้อนอะไรไม่ได้มาก มีแต่ท่าทางเบา ๆ ง่าย ๆ
แต่แบบนั้นมันน่าเบื่อเกินไป
เธอจึงบอกพี่ฟางถึงแผนของตัวเอง ว่าจะไม่เต้นบนเวทีคัมแบ็ก แต่จะร้องเพลงแทน
สุยหลิงฟางลังเลเล็กน้อย จิ่นหลีจึงพูดต่อ “เว้นแต่พี่อยากให้ฉันไปยืนเป็นหุ่นโชว์บนเวทีน่ะนะ แค่ยิ้มหวานก็พอ”
“แต่เรื่องร้องเพลงของเธอ...” เธอลากเสียงยาว ฟังดูชั่งใจนักหนา
จิ่นหลีตอบหนักแน่น “ยังไงก็ยังดีกว่าเต้นค่ะ”
สุยหลิงฟางเห็นท่าทีเด็ดเดี่ยวของเธอก็ไม่พูดอะไรอีก “ได้ ตามนั้นก็แล้วกัน แต่ทุกวันต้องออกกำลังกายสองชั่วโมงนะ”
จิ่นหลียกมือทำสัญลักษณ์โอเค
ในอพาร์ตเมนต์ก็มีพื้นที่สำหรับออกกำลังกายอยู่แล้ว ที่นี่เป็นอาคารหรู ผู้คนส่วนใหญ่ทำงานกันกลางวันเลยไม่ค่อยมีใครอยู่
ถ้ากังวลก็สามารถจองห้องฟิตเนสส่วนตัวของอาคารได้ เสียเงินเพิ่มหน่อยแต่บริการก็ดี
แม้จะมีขนาดเล็ก แต่เครื่องออกกำลังกายครบ และสะอาดดี ไม่ต้องเดินทางไปที่อื่นให้ยุ่งยาก
ทางบริษัทให้ความสำคัญกับเวทีคัมแบ็กของจิ่นหลีมาก เพราะกระแสจะต่อได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการกลับมาครั้งนี้
ดังนั้นบริษัทจึงเช่าห้องพักระยะสั้นให้โภชนาการคนนี้อยู่ใกล้ ๆ เพื่อมาดูแลเธอทุกวัน
ในสภาพเหมือนถูก “จับตา” แบบนี้ ตารางชีวิตของจิ่นหลีเลยเป็นระเบียบมากขึ้น
ตื่นนอนตอนเช้า กินอาหารเช้าเสร็จ ออกกำลังกายหนึ่งชั่วโมง
กลับมาอาบน้ำ แล้วเปิดไลฟ์เรียนหนังสือ
ตอนบ่ายออกกำลังกายอีกชั่วโมง แล้วพักสักหน่อย ไม่ได้เปิดไลฟ์เรียน แต่หันมาแต่งเพลงแทน ตอนค่ำค่อยกลับมาไลฟ์เรียนอีกครั้ง
จิ่นหลีรู้สึกว่าร่างนี้มีพรสวรรค์ด้านดนตรีอยู่บ้าง การมาเป็นสมาชิกวงหญิงน่าจะเรียกได้ว่า “เผอิญถูกทาง”
เธอจึงเริ่มแก้ไขเพลงจากแรงบันดาลใจในความทรงจำ
พูดไปก็น่าปวดหัว เพลงทั้งหมดของวง “สาวชมพู” ถูกบริษัทเดิมถือครองสิทธิ์ไว้ ตอนที่บริษัทล้มก็มีคนซื้อสิทธิ์ไปทั้งหมด
จนถึงตอนนี้ พวกเธอยังไม่รู้เลยว่าใครเป็นเจ้าของสิทธิ์ตอนนั้น จึงติดต่อไม่ได้
นั่นหมายความว่า ต่อให้พวกเธออยากร้องเพลงของวง ก็ทำไม่ได้เพราะไม่มีลิขสิทธิ์
แต่เคยมีสมาชิกบางคนร้องเพลงเต็มในรายการ และไม่เคยถูกฟ้องหรือเตือนเรื่องลิขสิทธิ์ หลังเกิดขึ้นหลายครั้ง ทุกคนเลยถือว่าร้องได้
ดังนั้นจิ่นหลีจึงตั้งใจจะร้องเพลงของวงในรายการ
สมัยนี้ “ขายความทรงจำ” เป็นไพ่ตายที่แรงสุด ผลลัพธ์จะดีแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่าใครกล้าเล่น
เพราะใกล้ ๆ ไม่มีห้องซ้อมร้องเพลงมืออาชีพ จิ่นหลีเลยย้ายไปซ้อมในฟิตเนสแทน
ช่วงนี้มีชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งจองใช้ฟิตเนสบ่อย เขาดูแข็งแรง ใส่เสื้อผ้าหลวม ๆ แต่ก็ยังพอมองเห็นกล้ามเนื้อแน่นชัด
ชายคนนั้นก็ชอบทำตัวลึกลับเหมือนเธอ แต่งชุดดำมิดชิดทุกครั้งที่มา
ปกติพอเขาใช้เสร็จ เธอก็ถึงคิว หรือไม่ก็สลับกัน เขาหลังเธอ เธอหลังเขา
เจอกันหลายครั้งเข้า ทั้งคู่ก็เริ่มทักกันบ้าง อย่างมากก็แค่ “มาแล้วเหรอ” “สวัสดีตอนเช้า” หรือ “ตอนบ่ายดีนะ” แค่นั้น
จนกระทั่งวันที่ห้า จิ่นหลีติดอยู่กับการแก้เพลงหนึ่งท่อนอยู่นานมาก แก้ซ้ำไปซ้ำมา จนลืมเวลาเปลี่ยนคิว
ชายหนุ่มคนนั้นเปิดประตูเข้ามา ก็ได้ยินเสียงจิ่นหลีร้องซ้ำไปซ้ำมาอย่างขัดใจอยู่ตรงนั้น ฟังไปสักพักเขาก็ทนไม่ไหว
“เธอไม่รู้จักฝึกการควบคุมลมหายใจเหรอ? ครูสอนร้องเพลงของเธอไปไหน?”
เสียงของเขาใสทุ้มชัด น่าฟังและมีเสน่ห์ นี่เป็นประโยคที่ยาวที่สุดที่เขาเคยพูดกับเธอ
จิ่นหลีเงยหน้าขึ้นอย่างมึนงง แล้วก็เพิ่งรู้ตัวในทันที—
ทุกคนในบริษัทต่างคิดว่าเธอเป็นไอดอลจากวงหญิงมาก่อน ร้องเพลงเต้นได้อยู่แล้ว เลยปล่อยให้จัดการเอง อีกอย่างเธอไม่เต้น จึงไม่ต้องมีครูออกแบบท่า
เพราะแบบนี้ พวกเขาจึงพลาดสิ่งหนึ่งไป
คือปัจจุบันจิ่นหลีมีพื้นฐานอยู่บ้าง แต่จริง ๆ แล้วเรื่องการร้องเพลง เธอแทบไม่รู้อะไรเลย
แย่แล้ว... จิ่นหลีคิด
เธอโง่จนอยากเอาหัวไปโขกเต้าหู้ตายให้รู้แล้วรู้รอด
(จบตอน)