บทที่ 2 ถูกรางวัล 30 ล้าน
บทที่ 2 ถูกรางวัล 30 ล้าน
เหลือเวลาอีก 179 วัน ก่อนวันสิ้นโลก
ช่วงนี้ฝนตกไม่ขาดสาย ท้องฟ้ามืดครึ้มตลอดเวลา
ปริมาณน้ำฝนในเดือนเมษายนและพฤษภาคมคิดเป็น 47% ของทั้งปี
สายฝนโปรยปรายลงมาไม่หยุด หลี่อวี่ยืนอยู่หน้าสถานีรถไฟ สูดอากาศสดชื่นที่เจือความหนาวเย็นของละอองฝน
กล้ามเนื้อที่ตึงเครียดมาตลอด เริ่มผ่อนคลายลงบ้าง
หลี่อวี่เหลือบไปเห็นร้านขายลอตเตอรี่หน้าสถานีรถไฟพอดี เขาจึงวิ่งฝ่าฝนเข้าไปทันที
ไม่อ้อมค้อม หลี่อวี่บอกคนขายว่า "สวัสดีครับ ซื้อ ดับเบิล คัลเลอร์ บอล แบบ 3 เท่า ลูกแดง 12 15 20 26 30 33 ลูกฟ้าเอาเบอร์ 16 ส่วนอีกชุดลูกแดงเหมือนเดิม แต่ลูกฟ้าเอาตั้งแต่ 1 ถึง 15 อย่างละใบครับ"
เสียงพิมพ์ตั๋วดังรัวเร็ว คนขายกดตามเลขที่หลี่อวี่บอกอย่างคล่องแคล่ว
หลี่อวี่สแกนจ่ายเงิน 36 หยวน ตรวจทานเลขบนลอตเตอรี่ในมืออีกครั้ง เมื่อเห็นว่าถูกต้อง ก็เก็บใส่ช่องลับก้นกระเป๋าเป้อย่างระมัดระวัง แล้วหันหลังเดินออกจากร้าน
ข้างนอกฝนยังคงตกพรำๆ หลี่อวี่ซื้อร่มจากร้านข้างๆ
เขาโบกเรียกแท็กซี่กลับบ้านทันที จริงๆ ในตัวอำเภอมีรถบัสประจำทางวิ่งอยู่ ค่าตั๋วไม่แพง ถ้าเทียบกับค่าแท็กซี่ 30 หยวน ค่ารถบัส 5 หยวนถือว่าถูกมาก
แต่หลี่อวี่ใจร้อนอยากกลับบ้าน เรื่องแค่นี้ช่างมันเถอะ
เม็ดฝนสาดกระทบกระจกรถ หลี่อวี่ลดกระจกลงเล็กน้อย ปล่อยให้ละอองฝนบางส่วนปะทะใบหน้า
มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นนาข้าวที่เริ่มปลูกข้าวนาปี เขียวขจีไปทั่วทุ่ง
ใจเขากระตุกวูบ หลี่อวี่คิดว่าในฐานทัพต้องกันที่ไว้ปลูกข้าวด้วย ดูจากเวลาตอนนี้ น่าจะทันปลูกแค่ข้าวนาปรัง
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก หลี่อวี่ลงจากรถที่ถนนทางหลวง มองเห็นตึกสามชั้นครึ่งตั้งอยู่ห่างออกไปไม่ถึง 30 เมตร
ยิ่งใกล้บ้าน ยิ่งประหม่า
หลี่อวี่กางร่ม ลากกระเป๋าเดินทางและสะพายเป้ เดินไปอย่างช้าๆ
เมื่อผลักประตูเข้าไป หลี่อวี่ตะโกนเรียก "พ่อครับ แม่ครับ" ด้วยความเคยชิน ความทรงจำของร่างกายช่างทรงพลังเหลือเกิน
ความเหงาบนโลกนี้มีหลายรูปแบบ แต่เมื่อใดที่คุณกลับถึงบ้าน แล้วตะโกนเรียกพ่อแม่ด้วยความเคยชิน แต่กลับพบว่าเสียงเรียกนั้นไม่มีวันได้รับการตอบรับอีกต่อไป
นั่นแหละคือความเหงาที่เจ็บปวดเจียนตาย
เมื่อได้ยินเสียงขานรับที่คุ้นเคยของแม่ ตามด้วยภาพแม่ที่ใส่ผ้ากันเปื้อนเดินออกมาจากครัว
หลี่อวี่มองใบหน้าที่คุ้นเคยของแม่ ขอบตาที่ร้อนผ่าวก็กลั้นไม่อยู่ น้ำตาลูกผู้ชายไหลอาบแก้มเป็นทาง
หลิวฟางฮัวเห็นลูกชายยืนร้องไห้ ก็ปวดใจขึ้นมาทันที รีบหยิบทิชชูมาเช็ดน้ำตาให้พลางบ่น "เป็นอะไรไปลูก? โธ่... ไปเจอเรื่องอัดอั้นตันใจมาสินะ"
หลี่อวี่เช็ดน้ำตาอย่างเขินๆ แล้วโผเข้ากอดแม่แน่น
หลิวฟางฮัวกอดตอบลูกชายที่ไม่ได้กอดแกมานานตั้งแต่โตเป็นหนุ่ม ในใจท่วมท้นด้วยความรู้สึกหลากหลาย
บนโต๊ะอาหาร พ่อของเขา หลี่หงหยวน มองลูกชายคนโตตรงหน้า ไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามขึ้น
"กลับมาคราวนี้ จะไม่ออกไปแล้วใช่ไหม?"
หลี่อวี่ตอบ "ครับ กลับมาคราวนี้ผมมีเรื่องต้องทำ ต่อไปจะปักหลักอยู่ที่บ้านนี่แหละ"
เมื่อพิจารณาว่าพ่อแม่ต่างก็มีสังคมของตัวเอง และเพื่อนบ้านละแวกนี้ก็เยอะ เขาจึงตัดสินใจไม่บอกความจริงจะดีกว่า
อีกอย่าง คนที่ผ่านวันสิ้นโลกมาอย่างเขา รู้ซึ้งดีว่า ไม่มีมิตรแท้ถาวร มีแต่ผลประโยชน์ที่ถาวร คำนี้มันจริงยิ่งกว่าจริงเสียอีก
การไม่บอกพ่อแม่ คือการปกป้องพวกเขา ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อใจ แต่เรื่องนี้มันใหญ่หลวงนัก กลัวจะเผลอหลุดปากไปแล้วจะยุ่งยาก เพราะเรื่องแบบนี้สำหรับคนทั่วไปมันเหลือเชื่อเกินไป
หลี่อวี่ชั่งใจแล้วว่า เดี๋ยวพอใกล้ถึงวันสิ้นโลกมันจะมีลางบอกเหตุบางอย่าง ถึงตอนนั้นค่อยใช้อ้างเพื่อ ล้างสมอง พวกท่านก็ได้
เมื่อตัดสินใจได้ หลี่อวี่ก็แน่วแน่กับความคิดนี้
พ่อมองลูกชายวัย 22 ปี แล้วพูดต่อ "แกก็โตแล้ว มีความคิดเป็นของตัวเอง แล้วตั้งใจจะทำอะไรกินที่บ้านล่ะ?"
เจอคำถามนี้ หลี่อวี่งัดข้ออ้างที่เตรียมไว้ตั้งแต่ก่อนกลับมาตอบพ่อแม่ "งานที่ผมทำมันทำผ่านเน็ตได้ครับ ทำที่บ้านก็ได้ แล้วเดี๋ยวผมกะจะมีโปรเจกต์อื่นอีก พ่อวางใจเถอะน่า"
หลี่อวี่จบเอกภาษาจีน งานที่ทำก็เกี่ยวกับงานเขียน พ่อแม่พอจะรู้เรื่องนี้บ้าง
ได้ฟังคำตอบลูกชาย หลี่หงหยวนก็ไม่ซักไซ้ต่อ
ลูกชายคนโตคนนี้รักอิสระและพึ่งพาตัวเองมาตั้งแต่เด็ก อยู่โรงเรียนประจำตั้งประถม ตอนจะสอบเข้ามหาลัย พ่อให้เรียนใกล้ๆ ก็ไม่เอา ดื้อจะไปเรียนไกลบ้าน
ตอนนั้นพ่อโกรธมาก ประกาศตัดหางปล่อยวัดจะไม่ส่งค่าเทอมค่ากินอยู่ให้
ใครจะคิดว่าหลี่อวี่มันเอาตัวรอดได้จริง ช่วงปิดเทอม ม.6 มันทำงานสองกะ เก็บเงินจนจ่ายค่าเทอมค่ากินอยู่ได้ครบ ตลอดเวลาที่เรียนมหาลัย ก็ทำงานส่งตัวเองเรียนมาตลอด
ภายหลังพ่อเองก็แอบเสียใจ เดิมทีแค่อยากดัดนิสัยให้ลูกถอดใจกลับมา ใครจะนึกว่าไอ้ลูกชายมันจะแก้ปัญหาได้หมดด้วยตัวคนเดียว
พ่อเป็นคนบุคลิกแข็งกร้าว แต่กับลูกคนนี้เขาจนปัญญาจริงๆ บางครั้งผู้ใหญ่อาจจะมองการณ์ไกลกว่า รอบคอบกว่า แต่ก็มีกรอบจำกัดของตัวเอง
แต่ถ้าหาเงินเองได้ แก้ปัญหาเองได้ ความขัดแย้งทุกอย่างก็จบ
"ฐานะทางเศรษฐกิจกำหนดโครงสร้างส่วนบน" คำนี้มีเหตุผลจริงๆ อย่างน้อยสำหรับหลี่อวี่ มันช่วยซื้ออิสรภาพได้ส่วนหนึ่ง
เมื่อได้ฟังคำตอบของลูก พ่อก็ไม่พูดอะไรมาก คิดในใจว่าถ้าไอ้ลูกชายไปไม่รอด เดี๋ยวค่อยฝากฝังงานให้ทำ เพราะเส้นสายในบ้านเกิดเขาก็พอมีอยู่บ้าง
…
บ่ายวันนั้นหลี่อวี่ไม่ได้ออกไปไหน เมื่อวานนั่งรถไฟมาทั้งคืน เขาจึงนอนพักผ่อนอยู่บ้าน
เช้าวันรุ่งขึ้น หลี่อวี่ออกจากบ้านมุ่งหน้าไปบ้านย่า นอกจากไม่ได้เจอย่ามานานแล้ว อีกเหตุผลคือเรื่อง ที่ดิน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการสร้างฐานทัพ
ตระกูลหลี่เป็นครอบครัวใหญ่ มีอาสามคน ป้าหนึ่งคน รวมหลานๆ อีก ตระกูลนี้มีคนกว่ายี่สิบคน แต่ยกเว้นอาเล็ก ทุกคนออกไปทำงานต่างถิ่นกันหมด นานทีปีหนถึงจะกลับมา
ปู่กับย่าอยู่บ้านมาตลอด ถึงจะอายุมากแล้วแต่ก็ยังขยันขันแข็ง สมัยก่อนที่ดินที่ได้รับการจัดสรรมาถือว่าเยอะมาก
บวกกับช่วงสองปีนี้ พ่อของหลี่อวี่เหมาสระน้ำในหมู่บ้าน และภูเขาที่เป็นของที่บ้านอีกสองลูก ตอนนี้ปลูกส้มไว้เต็มไปหมด
บ้านย่าอยู่ไม่ไกลจากบ้านหลี่อวี่ เดินแค่ 10 นาทีก็ถึง เดินลัดจากถนนคอนกรีตเส้นหลักเข้าซอยไปก็ถึงบ้านย่า
ต้องยอมรับเลยว่าข้อดีของชนบทเมืองใต้คือ ภูเขาสวยน้ำใส อากาศบริสุทธิ์ บ้านย่าของหลี่อวี่เหมือนกระท่อมปลีกวิเวกที่ซ่อนอยู่ในป่าใหญ่
ถ้าไม่ผ่านถนนเส้นนี้ แทบจะมองไม่เห็นตัวบ้านเลย
แถมขับรถเข้าตัวอำเภอแค่ 20 นาที สำหรับหลี่อวี่ ทำเลนี้มันยอดเยี่ยมสุดๆ
หนึ่ง: มีเขา มีน้ำ มีที่ราบ เหมาะแก่การเพาะปลูก พัฒนาต่อได้ยั่งยืน
สอง: เดินทางสะดวก ซ่อนเร้นแต่ไม่กันดาร ถ้าคนอพยพมาจากในเมือง แทบจะไม่สังเกตเห็นถนนสายเล็กๆ นี้
สาม: ที่บ้านย่ามีที่ดินของตัวเองหลายสิบหมู่ แถมมีบ่อปลาอีกหลายบ่อ และที่ดินแปลงใหญ่สุดสิบกว่าหมู่ก็อยู่ติดกับภูเขาที่พ่อเช่าไว้พอดี
พอไปถึงบ้านไม่เจอใคร หลี่อวี่เลยเดินไปหาย่าที่สวน
ย่าดีใจมากที่เห็นหลานชายคนโต ผมสีดอกเลา ในวัย 65 ปี ร่างกายแกยังแข็งแรงมาก
ย่าเด็ดแตงกวาสดๆ จากสวน ยื่นให้หลี่อวี่ไปล้างกิน
เห็นย่าแข็งแรงสดใส หลี่อวี่ก็มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก
เขาจึงเปรยกับย่าว่า "ย่าครับ กลับมาคราวนี้ผมไม่ไปไหนแล้วนะ ว่าจะทำฟาร์มท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่บ้านเราเนี่ยแหละ"
ย่ามองหลานชายงงๆ "ฟาร์มท่องเที่ยวเชิงนิเวศมันคืออะไรล่ะลูก?"
หลี่อวี่ไม่ได้อธิบายอะไรมาก แค่บอกว่าอยากขอใช้ที่ดินที่บ้านมาทำธุรกิจส่วนตัว
ย่าฟังแล้วยิ้มแก้มปริ "ตอนแบ่งที่ให้อาพวกหลาน ไม่มีใครเอาสักคน ดันจะหนีไปอยู่เมืองนอกเมืองนากันหมด มีแต่หลานย่านี่แหละที่รักบ้านเกิด ได้สิ เดี๋ยวบอกพวกอาๆ ให้"
ปัญหาเรื่องที่ดินจบไป ปัญหาใหญ่สุดคือการก่อสร้าง
…
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
28 พฤษภาคม เหลือเวลาอีก 177 วัน ก่อนวันสิ้นโลก ระยะเวลาหวยออก: 0 วัน
หลี่อวี่ตรวจผลรางวัลผ่านมือถือ ปรากฏว่าทฤษฎีผีเสื้อขยับปีกของเขาไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเลขที่ออก
ตามสลากที่เขาซื้อ รางวัลที่ 1 เงินรางวัล 11 ล้าน คูณ 3 เท่า เป็น 33 ล้าน บวกกับถูกรางวัลที่ 2 อีก 400,000 จำนวน 15 ใบ รวมทั้งหมด 39 ล้านหยวน หักภาษี 20% เหลือเงินสุทธิ 31,200,000 หยวน
เช้าวันรุ่งขึ้น หลี่อวี่เหมารถไปรับรางวัลที่เมืองเอกของมณฑลทันที
ด้วยความเร่งรีบ หลี่อวี่ไม่ได้แต่งตัวพรางตัวอะไรมาก แค่ใส่หน้ากากอนามัย ซื้อหมวกข้างทางกับแว่นกันแดดมาใส่เพิ่ม
ตอนรับรางวัล เจ้าหน้าที่พยายามพูดจาหว่านล้อมให้หลี่อวี่บริจาคเงิน เดิมทีหลี่อวี่ก็ไม่อยากบริจาคหรอก ใครจะไปรู้ว่าเงินบริจาคพวกนี้มันจะระเหยไปเข้ากระเป๋าใครบ้าง
แต่เจ้าหน้าที่หลายคนรุมตื๊อไม่เลิก
"คุณลูกค้าดูสิครับ การถูกรางวัลเนี่ยถือเป็นบุญวาสนานะ คนส่วนใหญ่เขาก็บริจาคกันทั้งนั้นแหละครับ" คนพูดเป็นชายวัย 30 หน้าตาเจ้าเล่ห์เหมือนหนู สวมสูทพอดีตัว ดูเหมือนคนมีการศึกษาแต่หัวล้านไปหน่อย
คนที่ดูเหมือนหัวหน้าก็เข้ามาผสมโรง "เราหวังดีนะครับ บริจาคสักหน่อย ช่วยเหลือการกุศล... จริงไหมครับคุณหลี่?"
หลี่อวี่หรี่ตาลง หมายความว่าไง? ถ้าไม่บริจาค จะปล่อยข้อมูลฉันหลุดรึไง?
หลี่อวี่จ้องหน้าไอ้หัวหน้าคนนั้นเขม็ง แววตานี้ผ่านการฆ่าคนมานับไม่ถ้วนในยุควันสิ้นโลก
เย็นยะเยือกจนหนาวเข้ากระดูก
หัวหน้าศูนย์สลาก สะดุ้งโหยง ไม่กล้าสบตาหลี่อวี่ตรงๆ
แต่!
คนรอบข้างเยอะแยะ บรรยากาศกำลังคุกรุ่น ดูทรงแล้วถ้าไม่จ่ายคงออกไปยาก
เขาไม่กลัวปัญหา แต่ขี้เกียจมานั่งแก้เรื่องไร้สาระ
สร้างฐานทัพสำคัญกว่า!
ถึงในใจจะไม่เต็มใจสุดๆ และเริ่มรำคาญเต็มทน เขาเลยบริจาคตัดรำคาญไป 50,000 หยวน เจ้าหน้าที่ทำท่าเหมือนรังเกียจว่ายอดน้อยไป จะเข้ามาตอแยอีก
หลี่อวี่พูดเสียงเหี้ยมทันที "ถ้ายุ่งวุ่นวายอีกแดงเดียวผมก็ไม่ให้"
พูดจบ หลี่อวี่ก็ผลักเจ้าหน้าที่ที่ขวางทางออก คราวนี้ไม่มีใครกล้าขวาง
หลี่อวี่ถือเช็คเงินสดเดินไปเรียกแท็กซี่ ตรงไปธนาคารที่ระบุไว้ซึ่งห่างไป 2 กิโลเมตร เมื่อเห็นยอดเงิน 31,150,000 เข้าบัญชี หัวใจของหลี่อวี่เต้นแรงด้วยความตื่นเต้น
งานนี้... หมูในอวย!